ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เลือกเต๊นท์ให้เหมาะกับ Life Style ของคุณ

ว่าแล้วก็มีเวลาช่วงก่อนหยุดยาวๆ ปีใหม่ จะได้มาพล่ามถึงเรื่อง "การเลือกเต๊นท์ให้เหมาะกับ Life Style ของคุณ" เพราะแต่ละคนมีวิถีการเดินทาง และ พักแรมต่างกันไป
ผมก็คงร่ายกันแบบคร่าวๆ ไม่วิชาการมาก ตามประสา คนความรู้น้อย แต่เมียเยอะ...(ฮา-อันนี้ ฮาๆ นะ ไม่เป็นเรื่องจริง อักษรมันพาไป
ก่อนจะพล่าม ก็ดูข้อมูลจากหลายแหล่ง แบ่งประเภทของเต๊นท์หลากหลาย จนผมงง และ สับสน
สำหรับผม แยกเป็นแบบง่ายๆ ที่คนทั่วไปพอจะหาซื้อ หามาใช้กันได้

แบบที่ 1 : แบบสามเหลี่ยม ทรง A น่านละ

เต๊นท์แบบนี้ ผมใช้สมัยนานมาแล้ว เพราะ ยุคนั้น เท่าที่หาดู ก็จะมีแต่แบบนี้

ไม่ค่อยมีแบบให้เลือกมากมาย วิธีกางก็ง่ายๆ มีเสาตั้งกลาง ดึงมุม ฝังสมอบก แค่นี้  ก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว พร้อมนอนได้เลย
ผ้าอีกผืนนึง ก็ขึง กันน้ำค้างลง พร้อมฝังสมอบก

แบบนี้ใช้เวลาไม่นาน คนเดียวก็กางได้ แต่ทรงมันดูโบราณไปแล้ว สำหรับสมัยนี้
ช่วงนี้ ผมไปตามที่ต่างๆ ก็ไม่ค่อยเห็นแล้ว แบบนี้
สำหรับเต๊นท์แบบนี้ เหมาะสำหรับ คนไปคนเดียว กางเต๊นท์คนเดียว ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว เพราะวิธีการกางเต๊นท์ ไม่ยถุ่งยาก ไม่ต้องมีคนช่วยจับ ไม่ต้องชำนาญการอะไรเป็นพิเศษ
แต่....
ผมก็ไม่ใช้แบบนี้แล้วเหมือนกัน

แบบที่ 2 : เต๊นท์โดม  
ผมว่า ค่อยข้างนิยมในยุคนี้ เพราะดูไม่โบราณ มีสีสันมากมายให้เลือก
เต๊นท์แบบนี้ ตอนเข้ามาใหม่ๆ ผมยืมญาติมาใช้ ครั้งนึง ไปที่ห้วยขาแข้ง
กางกันไม่เป็นครับ งง...ไม่เคยเห็นแบบนี้ กางไปเสาพลาสติก ยื่นแลบออกข้างนอก ดูแล้วตลก แล้วก็น่าอาย
แต่ตอนนี้ สบายมากครับ รู้แล้วจร้า.....
เต๊นท์โดมแบบนี้ จะมีเสาพลาสติกเหนียวอย่างน้อย 3 ชุด เสาจะเป็นแบบถอดพับ แล้วต่อกันได้เป็นเส้นยาวๆ เพื่อขึ้นโครงเต๊นท์
เสา 2 ชุด สำหรับวางขวางกันเป็นรูปกากบาท ทำทีละเส้นนะครับ แล้วโก่งให้เต๊นท์ขึ้นเป็นทรง
ส่วนอีก 1 ชุด จะใช้ขึ้นโครง Fly Sheet (บางแบบมี 2 เสาที่ใช้ยึด Fly Sheet)
การเลือกซื้อเต๊นท์แบบนี้ ต้องดูว่า
คุณน่ะ ไปกี่คน กางกี่คน คนที่กางบ่อยๆ จะกางคนเดียวได้ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ หรือ ยืมญาติ อาจจะต้องใช้ 2 คน ช่วยกันจับ ไม่งั้นละเสามันจะดิ้นไปมา เวลาที่จะขึ้นโครงเป็นรูปเต๊นท์
อีกจุดที่ต้องดู คือ คลิปที่ล็อคเสากับเต๊นท์

ต้องล็อคได้ง่าย คือ เสากับหัวคลิป ต้องกดลงเพื่อยึดง่าย ไม่จำเป็นต้องแน่น เพราะมันจะหลวม หรือ แน่น มันก็ต้องเคลื่อนตัวได้
เพราะฉะนั้น จำไว้เลย ว่า จะซื้อ ลองเอา นิ้วโป้ง กดลงได้ เป็นใช้ได้  แต่ถ้าต้องเอาทั้งมือ ช่วยกดละ วางเก็บที่ชั้นอย่างเดิม

เพราะผมก็ตั้งเป้าไว้ว่า คุณจะต้องกางคนเดียวให้ได้ เพราะมันไม่ยากอะไรเลย

แหมแล้วยิ่งถ้าไปกะสาวๆ แล้ว กางออกมาไม่ได้ ละก็ ฮา....แถมหมดมาดแมนเชียวนะ...ตะเอง

แบบที่ 3 : แบบพับกาง...ผลั่วะ...เป็นเต๊นท์ใน 3 วินาที


แบบนี้ ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้หรอก เพราะผมมองว่า มันเหมาะกับกางในที่มีหลังคา แล้วผมเห็นลมพัดปลิว 2 ครั้ง สำหรับเต๊นท์แบบนี้ แม้จะฝังสมอบกไว้
พอดี ผมไม่ค่อยรู้เรื่องทฤษฎีลม กับรูปทรงมาก ก็เลย ไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการ ก็เลย บอกแค่ว่า เคยเห็นมาว่ามันปลิว ก็เท่านั้น

แม้จะไม่แนะนำ ผมก็มีแบบนี้ 1 หลัง ซื้อให้ลูกชายตอนเขาขึ้น อนุบาล 1 ใช้กางในบ้าน เพื่อให้เขาเล่นสนุกๆ มีโลกของเขา
เรามีหน้าที่แค่พับเก็บ เขาอยากเล่้น ก็ แก้เชือก แล้ว โยน ก็มีบ้านของเขาแล้ว


ไม่มีวิธีการเลือกนะ สำหรับเต๊นท์แบบนี้ นึกไม่ออกจริงๆ
มันมีเต๊นท์ที่มีรูปแบบอีกเยอะแยะ ขี้เกียจไปพูดถึง เพราะมันไม่เหมาะ กับคนจะเที่ยวแนวแคมปิ้งเท่าไร

ต่อมา ไปดูวิธีการเลือก แบบทั่วๆไป ไม่เจาะจงเฉพาะแบบ

ขนาด : ก็ดูว่า โดยทั่วๆไป เราไป นอนกันกี่คน หากเราปกตินอน 2 คน ก็เลือก แบบนอนได้ 3-4 คน จำไว้ว่า x 2 เสมอ เพราะคุณต้องมีที่วางผ้าห่ม โทรศัพท์ ไฟฉาย รวมถึง พื้นที่ในการนอนก่ายกันไปมาสำหรับคุณ กับ .... ใครก็ได้ที่ไปกับคุณ
แล้วก็ไม่ต้องไปซื้อใหญ่เกินไปล่ะ ผมมองว่า ถ้าจะไปเยอะแบบนานๆ ไปเยอะ ก็ซื้ออีก 1 หลังจะเหมาะกว่า เพราะ ถ้าใหญ่ คุณจะยิ่งกางคนเดียวยากขึ้น

แบบ : ก็ตามใจคุณละครับ อยากได้ แบบ สี รูปทรง แบบไหน ก็เลือกสรรเอาได้ตามใจ ไม่มีอะไรแนะนำ แค่ดูว่า มันควรมี Fly Sheet ให้คุณนอนโดยที่น้ำค้างไม่รวมตัว หยดแหมะลงบนหน้าผากคุณเป็นใช้ได้ เพราะบางที่ น้ำค้างแรงมาก ผมเคยโดนมาแล้ว ขนาด 2 ชั้นนะเนี่ย
แล้วก็ต้องมองถึงตอนเก็บด้วยนะจ๊ะ ว่า มัดรวบๆ แล้ว สะดวกใส่ประเป๋ามันไหม
แล้วก็ Fly Sheet ให้มันใหญ่คลุมเต๊นท์ด้วยล่ะ เพราะ บางแบบ มีอันเท่ากระดาษ A4 จุ๋มจิ๋มดีเหลือเกิน

เนื้อผ้า หรือ วัสดุ : ก็เลือกเอาตามงบประมาณ สำหรับความเห็นส่วนตัว ไม่เกิน 2000 บาท สำหรับขนาด 4 คน (เพื่อนอน 2 คน พ่อ-ลูก) ก็พอแล้ว อย่าไปโชว์รวยกับคนขาย เพราะคุณน่ะ รู้ตัวเองดี ว่า คุณต้องการและใช้แบบไหน


แหล่งที่มา : ผู้ผลิต ไม่ขอออกความเห็น เพราะ ไม่เคยสนใจ

ซื้อไปเถอะครับ มีติดไว้ ไม่เสียหลาย ถ้าคุณเป็นคนชอบการเดินทาง ท่องเที่ยวแบบสบายๆ
แต่ถ้าต้องติดที่นอนนุ่มๆ ก็บอกตรงๆ ว่า คุณเสียเวลาอ่านเรื่องนี้แล้วละ ... ต้องขอโทษด้วย

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไป 3 ดอย + ง้อควายไปผาตั้ง - วันสุดท้ายละ จบเสียทีทริปนี้

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ผมตื่นมาเป็นคนแรกๆ อีกเช่นเคย ยังไม่ 06.00 น. เลย
ฟ้ายังมืดๆ ลุกมาฉี่ข้างๆเต๊นท์นั่นละ สะดวก ไม่ไกล รดน้ำต้นไม้ ฯลฯ
ตื่นมามองดูกองไฟ ท่ามกลางแสงอาทิตย์สลัวๆ ที่กำลังจะตื่นตามผมขึ้นมา
เห็นกองไข่อยู่ในกองไฟ แล้วก็พอเข้าใจ ว่า คงเกิดจากมัน ( ก็มันคนเดียวน่านแหละที่ทำแบบนั้ได้ )
เพราะสถานการณ์เรื่องไข่นี่ ผมหลับไปแล้ว


เดินป้วนเปี้ยนแถวรถ และ เต๊นท์สักพัก ลูกชายก็ตื่นขึ้นมา ลุกออกมาจากเต๊นท์ แล้วคนอื่นๆ ก็ค่อยทยอยตื่นขึ้นมา รับแสงอรุณด้วยกัน จุดเตาแก๊ส ( ก็เตาที่มันเผาเมื่อคืน ) ชงกาแฟกิน
เพื่อนอู๊ดวัดอุณหภูมิบนยอดหญ้าได้ 9-10 องศา. เย็นๆ สบายๆ ลมไม่แรงมาก


















- เต๊นท์เขียวๆ เทาๆ น่ะ ผมกะลูกชาย
- Property Perfect สีเขียวหลังใหญ่
- เต๊นท์บ้านพฤกษา อยู่ข้างๆ Property Perfect FlySheet ทำจากถุงปุ๋ย ถุงข้าวสาร นอน 3 คน พ่อแม่่ลูก
- เต๊นท์สีน้ำเงินเข้มของเพื่อนอู๊ด นอนเดี่ยว
- เต๊นท์สีฟ้าๆ ไม่รู้ของใคร หนุ่ม-สาว คู่นึง มาก่อนพวกเรา แต่กลับโดนพวกเราล้อมกรอบซะหมด
จนเขาไม่กล้าออกมา หรือ แม้แต่จะ......จึ๊ก..จึ๊ก...


เห็นหนุ่ม-สาว คู่นี้ แค่เพียงยามเช้า
เขารีบออกมาแล้วก็สลายไปกับฝูงคนที่มาดูพระัอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ตรงใกล้ๆ ที่เรากางเต๊นท์กัน  - น่าสงสาร...555
หลังจากถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า โดยไม่มีทะเลหมอก ( ผิดหวังซ้ำซ้อน ทั้ง 3 ดอย ) ผมก็พาลูกเดินรอบๆบริเวณ แถวๆนั้นมีของขาย พวกผักเมืองหนาว โจ๊ก อาหารเช้า มันเผา รวมถึงของที่ระลึก

 มองไปอีกด้านของจุดชมวิว ก็เห็นเป็นบ้านเรือนชาวบ้าน ที่อยู่พื้นที่ราบ
แล้วก็เดินมันเรื่อยๆ ไปที่ทางเดินศึกษาธรรมชาติ


เดินท่า่มกลางซากุระไทย ได้เห็นมุมใหม่ๆ หุบเขา แล้วก็หน้าผาสูง


สมาชิก ที่เดินตามกันมาติดๆ ลูกชาย กับลูกเพื่อนพงศ์
เดินกันไปจนสุดทาง ที่เป็นหุบเขา แล้วก็กลับ อากาศดี สดชื่น



มองไปทางแนวเขา ก็เห็นซากุระไทย บานสะพรั่ง สีมันสด ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ เลยทำให้ดูสวย
แล้วก็ ต้นที่เรากางเต๊นท์นอนใต้ต้นซากุระไทย ตื่นมาได้บรรยากาศ
ยามเช้า ระหว่างที่คุยกันตามประสาเพื่อนๆ เราเกริ่นกันถึงปีหน้า เพื่อนอู๊ดอยากขับไปนอกประเทศ อาจจะ แนวๆ ลาว เวียดนาม
เพื่อนควายเสนอไปไกลกว่านั้นอีก...แต่โดนเบรคก่อนว่า ดอยผาตั้ัง ยังไม่ไป เมิงจะไปไหนอีก...555


สายๆ ก็เตรียมตัวเก็บข้าวของ พร้อมเดินทางกลับ
ก่อนกลับ ลงจากจุดกางเต๊นท์นิดหน่อย เพื่อนๆ ชวนแวะสวนพืชฯ ( ชื่อเต็มจำไม่ได้จริงๆ )
ก่อนเข้าไป ก็มีเสียง ว. มาถาม มีแต่ผม ที่บอกไปว่า "ยังไงก็ได้ แต่ผมไม่ชอบแบบมนุษย์สังเคราะห์"
ความหมายคือ ผมมักจะไม่ค่อยสนใจกับพวกสวนดอกไม้ หรือ สิ่งที่มนุษย์สร้างเท่าไรนัก
ด้วยความที่คิดในใจ สวนหลวง ร. 9 ก็มีนี่นา......555

แล้วเพื่อนควาย ก็หายตัวไปอีกครั้ง ทุกคันจ่าย 50 บาท เข้าสวนพืชฯ กันหมด
ผมโทรฯถาม คำตอบคือ "กูอยู่ข้างนอก ตรงโรงเรียน เนี่ยกะลังจะจอดเข้าห้องน้ำ"
"เฮ๊ย! เข้ามาข้างใน ห้องน้ำสะอาด อากาศดี" ผมตอบไปตามจริง เพราะ สะอาดมาก ต้องเปลี่ยนรองเท้าเข้าห้องน้ำ ขนาดผมยังอาบน้ำ สระผม แม้จะหนาวเหน็บ - ขอโทษ ผมสระผมทุกเช้า แม้จะอยู่บนดอย !!


รอแล้ว รอเล่า เพื่อนควายก็ยังไม่เข้ามา เราเลยตัดสินใจกันว่า เราก็ไปเท่าที่เราจะไป เพราะต้องเดินทางอีกไกล กลับ กทม.
ออกจากสวนพืชฯ เราเกือบทุกคัน ( ก็ยกเว้นเพื่อนควายน่านละ ) ต่างขับรถกลับตามเส้นทาง อ. ไชยปราการ อ.เชียงดาว อ.แม่แตง อ.แม่ริม เข้า จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง อ.เถิน จ.ตาก
อ้อ เฮียปอขอตัว แยกย้ายไปหาเพื่อนก่อนที่ เชียงใหม่ ตอนนี้ ในขบวน เหลือ
G-Wagon , D-Max , Ford & Caribian ทั้งหมด 4 คัน


ระหว่างทางจะเข้าตาก ถนนกำลังทำ และไม่ค่อยดีนัก ใครสักคน บ่นออกมา
"ไอ้ควายขามา มันมาเส้นนี้ มันไม่บอกวะ ว่าถนนห่วยขนาดนี้ จะได้วิ่งทางอื่น"
อ้าว ยังไปเหน็บมันอีก มันไม่ได้ร่วมเส้นทางแล้วนะเนี่ย !!!
อ้อ...เพื่อนอู๊ดโทรไปหามัน ได้ความว่า มันลงทางเชียงดาว เขาโคตรสูง...555...
"เมียด่าแหงๆๆ" ผมคิดในใจ

ก่อนถึงจ.ตาก น้องสะใภ้ผมโทรมาบอกว่า แม่ไม่สบายอยู่ รพ. เข้าตั้งแต่วันที่ 5 แล้ว
ผมเลย ต้องขอตัวเพื่อนๆ ขอสลายตัวไปก่อนหลังกินข้าวเย็นพร้อมกัน
คืนผ้าห่มให้เพื่อนพงศ์ (ไม่มีบ้านนี้ ผมกะลูกคงหนาว ตัวตั้งแข็งเป๊ก )
คืน ว. ดำ ให้เพื่อนอู๊ด ( หัวหน้าทีม ยุกุจัง ให้ซื้อรถขับเคลื่อน 4 ล้อ )
อิ่มท้องแล้ว ก็ใส่ยาวๆ เข้า นครสวรรค์ ไปเยี่ยมแม่

ถึงราวๆ 21.00 เห็นหน้าสัก 30 นาที ก็รีบกลับ กทม.
แค่นี้ แม่ก็มีกำลังใจแล้ว ได้เจอลูก กะ หลาน ในสภาพ มอมแมม แบบนี้
แต่บนใบหน้า มีแต่ความสุขกัน ทั้ง แม่ ลูก หลานชาย

You Don't Love Me - Matthew Sweet

You don’t love me – Matthew Sweet


What a beautiful moment?
เวลาดีๆที่ผ่านมา มันยังมีค่าอะไรอีกไหม ?
The truth comes out at last
เมื่อ ณ. ขณะนี้ เรื่องของเรามันได้สิ้นสุดลงแล้ว
Once your heart would own me forever
เมื่อครั้งหนึ่ง เคยคิดจะฝากหัวใจไว้ให้กันตลอดไป
Then this passed
แต่แล้ว มันก็ผ่าน สลายไป

And what a beautiful moment?
และเวลาดีๆที่ผ่านมา มันยังมีค่าอะไรอีกไหม ?
As my head comes apart
ฉันเหมือนกระโหลกจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
Drunk and in a manner of saying , Wasted
ได้แต่เมามาย และพร่ำเพ้อเรียกหา , แล้วมันก็สูญเปล่า

'Cause you don't love me, you don't love me
'เพราะเธอไม่ได้รักฉันแล้ว , ไม่มีอีกแล้ว
You can't see how I matter in this world
เธอคงไม่ได้รับรู้หรอก ว่า ฉันเป็นอย่างไรในตอนนี้
Even though I loved you
แม้ว่า ฉันจะยังคงรักเธออยู่ก็ตาม
You can't believe that
เธอคงไม่เชื่อหรอกว่า
If you find something
หากเธอค้นหาบางสิ่งลึกๆลงไป
You think might make you happy
เธอจะพบว่า เราต่างมีความสุข ในช่วงเวลาของเรา
Then I guess it's okay, I think it's okay
ซึ่งฉันก็เดาว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ , ฉันคิดว่าเป็นแบบนั้น
If you go away
และถ้าหากเธอจากไปล่ะ.... (ฉันจะทำอย่างไร)

Blown right out of my senses
เมื่อรักของเธอพัดผ่านไปจากฉัน
I did not know what to do
ฉันไม่รู้ตัวเองเลย ว่าจะทำอย่างไร
Lost and badly wanting someone
ไม่กล้าที่จะเปิดใจยอมรับใครอีก
To see me through that's why I needed you
ลองมองดูฉันซี ว่าทำไมฉันถึงอยากอยู่กับคุณ

You don't love me, you don't love me
เธอไม่ได้รักฉันแล้ว , ไม่มีอีกแล้ว
You can't see how I matter in this world
เธอคงไม่ได้รับรู้หรอก ว่า ฉันเป็นอย่างไรในตอนนี้
Even though I loved you
แม้ว่า ฉันจะยังคงรักเธออยู่ก็ตาม
You can't believe that
เธอคงไม่เชื่อหรอกว่า
You think that leaving
เธอคิดว่าจากจากกันไปครั้งนี้
Is what will make you happy
มันจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นหรือ
Then I guess it's okay, I think it's okay
ซึ่งฉันก็เดาว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ , ฉันคิดว่าเป็นแบบนั้น
If you go away
และถ้าหากเธอจากไปจริงๆล่ะ....(ฉันจะทำอย่างไร)

'Cause you don't love me, you don't love me
'เพราะเธอไม่ได้รักฉันแล้ว , ไม่มีอีกแล้ว
You can't see how I matter in this world
เธอคงไม่ได้รับรู้หรอก ว่า ฉันเป็นอย่างไรในตอนนี้
Even though I loved you
แม้ว่า ฉันจะยังคงรักเธออยู่ก็ตาม
You can't believe that
เธอคงไม่เชื่อหรอกว่า
You think that leaving
เธอคิดว่าจากจากกันไปครั้งนี้
Is what will make you happy
มันจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นหรือ
Then I guess it's okay, I think it's okay
ซึ่งฉันก็เดาว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆ , ฉันคิดว่าเป็นแบบนั้น
If you go away
และถ้าหากเธอจากไปจริงๆล่ะ....(ฉันจะทำอย่างไร)

'Cause you don't love me, you don't love me
'เพราะเธอไม่ได้รักฉันแล้ว , ไม่มีอีกแล้ว
You don't love me
เธอไม่ได้รักฉันแล้ว
You don't love me
เธอไม่ได้รักฉันแล้ว  

พลังอัดถดถอยของ Matthew Sweet ทำให้กลับมาฟังชุดเก่าๆ
เอ....ทำไมช่วงนี้อยากฟังแต่ Matthew Sweet สงสัยอยากฟัง Rock Sound ดิบๆ ช่วงอากาศหนาว
ปลุกสมองให้ตื่นได้ดี เหมือนสมัยเก่าๆ ที่เคยใช้ Welcome to the jungle – Gun ‘N Roses มาปลุกตอนเช้า

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไป 3 ดอย + ง้อควายไปผาตั้ง - วันต่อมา และต่อไป [ทำใจได้แล้ว]

พวกเรามาถึงที่ อ.พร้าว ในรอบที่ 2 ในช่วง ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ขับรถไปแบบชลอ เพื่อหาของกินมื้อเที่ยง
ผมขับรถทำ เพราะหิว แล้ว ดันได้จังหวะกลับรถก่อน ก็เลย ขับผ่านเข้าตัวอำเภอ

แล้วก็มีสิ่งหนึ่ง ทำให้ผมเบรครถอย่างรวดเร็ว.....!!!

ร้านขายเบียร์ครับ !! ร้านแนวร้านขายส่ง เบียร์เป็นตั้งๆ หลากยี่ห้อ น้ำแข็งก็เพียบ

ผมจอดรถ พร้อม ว. บอกสมาชิกในทีม ใครอยากได้อะไร ก็ลงมาเลือกเลย ผมละโคตรดีใจ !!!








ผมเลือกเบียร์สิงห์แบบกระป๋อง 1 แพค 24 กระป๋อง ป้าแกกดเครื่องคิดเลข ( ผมเริ่มงงละ ตอนนี้ - ก็ขายส่งน่าจะจำราคาแพคได้น่า )
ป้าแกกดเครื่องคิดเลข 34 บาท x 24 กระป๋องครับ
"อ้าว...ป้า ไม่ได้ขายราคาส่งหรอ.." ป้าแกบอกลูกสาวไม่อยู่ แกมาช่วยขาย
"อ้าว...มาแล้ว โครโมโซม X  - ตอบไม่ตรงคำถาม" อันนี้ คิดในใจ
เอาอารมณ์ดีใจของผมเมื่อกี้กลับมาเลย นะ คุณป้า ราคานี้ ซื้อข้างทางก็ได้..แหม....
ขับไปกันต่อหลังจากเล่นอาหารกลางวัน ข้าวซอยเมืองพร้าว
จะบอกว่า วันนี้ตอนออกจาก อ.พร้าว โทรฯไปสวัสดี ทักทายเตี่ย แถมโดนอำกลับมาว่า "เตี่ยอยู่เชียงใหม่"
สุขใจ ได้อำลูก

13.00 น. เดินทางกันต่อ ไปทาง อ.ไชยปราการ เป้าหมาย ดอยวาวี ตามความเดิมตอนที่แล้ว
พวกเราจอดเติมน้ำมันกันที่ ไชยปราการ ตาผมเหลือบไปเห็นป้ายแว๊ปๆ "ดอยอ่างขาง"
เวลาตอนนั้น 15.30 น. โดยประมาณ ผมคำนวนในใจว่า คงไปถึงดอยวาวีราว 18.00 น. แน่ๆ แล้วกว่าจะหาที่ และ กางเต๊นท์ ทำอาหาร โอย....หิวอีกแล้วตรู....

ว่าแล้วก็หยิบ ว. สื่อไปหาทุกคน "ดอยอ่างขาง 17 กม. สนไหม ?"
ผมคำนวน(อีกแล้ว) ในใจว่า ขึ้นไป กางเต๊นท์ มีเวลาสัมผัสธรรมชาติบ้าง สักวัน
 ทั้งๆที่ไม่รู้เลย ว่า บนนั้นมีอะไร
ถามสมาชิกทั้งหมด (รวมเพื่อนควายด้วย) โอเค เบตง ขึ้นดอยอ่างขาย Let's Go ! !


เส้นทางขึ้นดอยอ่างขาง บางช่วงเป็นเส้นทางขึ้นเขาสูงชัน ยาวๆ
ตามเส้นทาง มีรถจอดความร้อนขึ้น และมีปัญหาตลอดทาง ช่วงขึ้นเขายาวๆ   รวมทั้ง.....
รถเพื่อนควาย คลัทช์จม รถเพื่อนอู๊ด (จอมพลัง ล้อโต) ความร้อนขึ้น ระหว่างช่วงกลางๆทาง
ต้องจอดกันสักพัก โดยประมาณเอา แต่ เรื่องไม่เป็นเช่นนั้น !!!

รถจอมพลัง ล้อโต ความร้อนขึ้น แต่ไม่ถึงกับน็อคไป ยังเดินครบ 4 สูบ ปกติ
เพื่อนอู๊ด จอดทิ้งสักพัก แล้วจัดการ เอาผ้าห่อฝาหม้อน้ำ เปิดฝา !!

ควันและน้ำร้อนๆ พวยพุ่งออกจากหม้อน้ำ เพื่อนอู๊ดไม่เป้นอะไร เพราะ ระวังตัวไว้แล้ว
แต่ฝาหม้อน้ำ หาย!! มันหายไปไหน ทุกสายตา มารุมกันช่วยหา เกือบชั่วโมง
ไม่เจอ ?#$%^$^#&#!!!
สรุปกันใหม่ เพื่อนพงศ์ไปกับน้องเอก ลงดอยไปหาซื้อฝาหม้อน้ำ
ที่เหลือ ยังคง เดินด้อมๆ มองๆ ล้วงๆ จกๆ ค้นหาฝาหม้อน้ำ ที่หล่นไป แล้วไม่ตกลงพื้น
อันนี้ ผมยืนยันได้ เพราะไม่เห็นอะไรหล่นลงพื้น ตอนที่เปิดฝา


ซากุระไทย บานสะพรั่ง ระหว่างรอฝาหม้อน้ำ


ผมและทุกคน ยังคงด้อมๆ มองๆ หา ฝาที่ติดในรถต่อไป
แล้วก็เป็นผม ที่นึกยังไงไม่รู้ เอามือล้วงเข้าไปที่ ปีกนกล่าง ด้านซ้าย ที่ใกล้คานรับ

ตรงนั้นมีช่องเล็กๆ ที่มีขนาดพอดีกับฝาหม้อน้ำที่จะลงไปได้








เจอแล้ว !!!
ผมดีใจแบบไม่รู้จะบอกยังไงดี
เพื่อนอู๊ดรีบโทรบอก คณะที่ลงไปหาฝาหม้อน้ำ
มันบอกจะถึงร้านแล้ว อยู่ตรงหน้านี่เอง
สุดท้าย เพื่อนๆ ลงความเห็นว่า ผมน่าจะรีบล้วงตรงนั้น มารออะไร จนเขาจะถึงร้านกันแล้วเนี่ย....
เป็นการแซวกันเล่นๆ ด้วยความที่รู้ว่าผมออกอาการ "จกเด็ก" บ่อยๆ เลยพอจะชำนาญการ....ทำความดี กลายเป็นโทษอีก กรู....555...
ทุกคนขับรถไปต่อ โดยให้ เพื่อนพงศ์ กับ น้องเอก ตามไปทีหลัง ไม่งั้น ดูแล้ว อาจจะหาที่กางเต๊นท์ลำบาก เพราะคนขึ้นไปกันเยอะมาก ก็หยุดยาว นี่นา...


ขับขึ้นเขามาอีกไม่กี่กิโลเมตร ก็ถึงจุดกางเต๊นท์จุดแรก มาถึงก็ราวๆ 18.00 น.
เย็นอีกจนได้ หิวชิบ.....!! ยังไม่ได้มุมกางเต๊นท์เลย
ผมเสนอ "ตรงไหนน่าสนใจ จอดกางเต๊นท์เลยเน๊อ....กูขอบรรยากาศ ไม่เอา จุดหมาย"
ผมเบื่อผู้คนเยอะแยะ ตามที่ท่องเที่ยวน่ะ รักษาไม่หาย เสียที...
สุดท้ายเราขึ้นไปที่จุดบนสุด มีที่กางเต๊นท์ใต้ต้นซากุระไทย โอย....ยอดเยี่ยม
จอดรถ กางเต๊นท์กันเสร็จสรรพ เตรียมทำอาหาร

เรื่องเต๊นท์ เดี๋ยวต้องเขียนอีกเรื่อง ให้้หัวข้อว่า "กางเลือกเต๊นท์ให้เหมาะกับชีวิตคุณ"
สืบเนื่องจาก ตั้งแต่วันแรกเลย น้องโก๊ะ เตรียมเต๊นท์มาขนาดใหญ่มาก แต่มากัน 2 คน
ขนากแบบ 2 คน กาง ยังงงเลย
แล้ว เพื่อนพงศ์ เขามาเต๊นท์เดิม ครับ ขนาดมินิ นอน 3 คน พ่อแม่ลูก คนละเรื่องกันเลย
จนต้องเปรยว่า เต๊นท์ Property Perfect กับ พวกเต๊นท์บ้านพฤกษา
ความยิ่งใหญ่ของบ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผิดกัน
ส่วนของผม ขนาดพอดี 3 คน พ่อแม่ลูก แต่ ไปทีไร ก็ 2 คน พ่อลูก....ฮือ.......
ผมใช้ขนาด คนเดียวกางได้สบายๆ ที่ต้องเขียนเรื่องเต๊นท์แยก เพราะมันมีอีกหลายจุดที่ต้องเลือก ก่อนซื้อ ว่า เหมาะกับเราไหม กางคนเดียวได้ไหม เพราะ Property Perfect กางคนเดียวไม่ไหวจริงๆ



กลับมาที่การทำอาหาร เตรียมกินละผมไปช่วยปรุง คนๆ กะทะ แบบอยากให้สุกไวๆ โคตรหิวมากๆ

สาวๆ ต่างทำอะไรอีกเตา  ผมก็ยังวนเวียนกับกะทะ หมูทอด
ส่วนลูกน่ะหรอก ขบวนเด็กๆ เล่นมาม่าคัพ โจ๊กคัพ
ขบวนพ่อๆ ก็เบียร์ เย็นฉ่ำชื่นใจ ท่ามกลางอากาศหนาวๆ กลางแสงดาวต้นเดือนธันวา บนยอดดอยสูง ใต้ซากุระไทย



โอ...เมืองไทย ไม่ไป ไม่รู้


ทุกคนต่างนั่งบ้าง ยืนบ้าง กินอาหาร ที่สาวๆ ทำมาให้


จนค่ำมืด ราตรีลากไปถึงเวลาไหนไม่รู้.....สุดท้ายมันก็มา......เพื่อนควาย เริ่มเพี้ยนแล้ว
เริ่มเรื่องจาก มันบอกว่า เอาโซดา ใส่ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์ Fino แล้วระเบิด (อันนี้ มันบอก เด็กแถวบ้านมัน)
ผมก็เถียงคำไม่ตกฟาก ว่า เป็นไปไม่ได้หรอก จอร์จ...!! จะระเิบิดได้ไง แรงแก๊สจากขวดโซดา ที่ผมวางไว้ท้ายกระบะ เขย่าขึ้นดอยม่อนล้านมาหลายชั่วโมง ยังไม่ระเบิดเลย

ว่าแล้วผมก็เดินไปหยิบขวดโซดา ใหม่ๆ 1 ขวด โยนเข้ากองไฟ แล้วบอกว่า
"เนี่ย มันถูกเขย่ามาเป็นชั่วโมง กูแถมความร้อนเข้าให้อีกด้วย"
เพื่อนๆ รีบเขี่ยกันออก - เสียดายโซดากันน่ะ

เพื่อนควายมันคงสับสนอะไร ไม่รู้มัน มันเดินไปหยิบถังแก๊สปิกนิค สีส้มๆ วางบนกองไฟ

"เฮ๊ย!! " ทุกคนอุทาน ผมไม่แน่ใจว่า ผม หรือ ใคร เดินไปหยิบถังแก๊สออกไปจากกองไฟ



"แม่ง!! บ้าไปแล้ว..เอาถังเก๊สมาเผาไฟ" ทุกคนลงความเห็นแนวๆ นี้
แล้วก็ดูชุดมันเถิด เสื้อชมพู กางเกงเขียว - อะไร ดลใจให้มันเลือกสีแบบนี้วะเนี่ย ....


หลังจากนั้น มันก็เอาเหล้า โซดา ใส่หม้อข้าวต้มที่เหลือไว้ สำหรับวันพรุ่งนี้

กลางดึก (ผมหลับไปแล้ว) มันคุยอะไรกะเพื่อนพงศ์ไม่รู้ มันเสือกเอาไข่ดิบ เผาไฟ จะทำไข่ปิ้ง

โอย.....กูละเครียดกะมันจริงๆเลย  รีบจบเรื่องยามค่ำคืนดีกว่า เดี๋ยวมันจะโทรมาด่า หาว่า ประจานมันผ่านโลกไซเบอร์

"กูไม่ได้ประจานนะโว๊ย....กูแค่ แฉ ว่ามึงยังเหมือนเดิม..5555"

อากาศยามค่ำวันนี้ เย็นสบาย มีลมไม่แรงมาก แต่เหมือนเดิม ไม่มีหมอก ไม่มีทะเลหมอกให้ผมเห็น
แต่ไม่เป็นไร ทำใจไว้แล้ว ว่าไม่คาดหวังอะไรมาก แค่กลัวลูกผิดหวัง ... ก็เท่านั้น

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Smog Moon - Matthew Sweet [ เพลงม่านจันทร์ ]

Smog Moon - Matthew Sweet [ เพลงม่านจันทร์ ]



There's a smog moon, in the amber sky, wavering and burning like a golden lie.
กลางม่านหมอกของดวงจันทร์, ท่ามกลางฟ้าสีอำพัน, ไหลคล้อยและเผาใจคล้ายถ้อยคำลวง
I fell so far, I didn't think I'd make it back
ฉันรู้สึกจนถึงตอนนี้ , ฉันไม่คิดว่าอารมณ์แบบนี้ จะทำให้กลับไปเป็น เรา ได้ดังเดิม
We are all made, as an afterthought,
เราต่างทำทุกอย่างแล้ว , ทั้งการหวนนึกถึงอดีตของเรา
Destined to believe that we are what we are not
โชคชะตา ชี้ให้เรารู้ว่า เราต่างก็ไม่ใช่คู่กัน
I'm afraid, but I don't need to tell you that
ฉันวิตกกับเรื่องของเราอยู่เหมือนกัน , แต่ฉันอยากจะบอกคุณเลย ว่า ....

There's a smog moon coming I can always feel it
ท่ามกลางม่านหมอกของดวงจันทร์ที่พัดผ่านมานั้น ฉันสัมผัสได้
The cartoon trees cannot conceal it
ม่านหมอกที่คล้ายพุ่มไม้ ไม่อาจปิดบังความเศร้าไว้ได้
When it's high up in the sky, it almost looks like it is white
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป ลับตา
When it's high up in the sky, it almost looks like
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป

There's a lost man, with a bitter soul, Only for a moment,
ฉันยังคงโศกเศร้าอยู่ จมอยู่ในกองทุกข์ , มันก็คงเพียงชั่วขณะหนึ่ง
Did life make him whole
มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาทุกข์กันทั้งชีวิตหรอก
And while he was, he thought he was invincible
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกคนก็จะผ่านมันไปได้ ด้วยรอยยิ้ม

There's a smog moon coming I can always feel it
ท่ามกลางม่านหมอกของดวงจันทร์ที่พัดผ่านมานั้น ฉันสัมผัสได้
The cartoon trees cannot conceal it
ม่านหมอกที่คล้ายพุ่มไม้ ไม่อาจปิดบังความเศร้าไว้ได้
When it's high up in the sky, it almost looks like it is white
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป ลับตา
When it's high up in the sky, it almost looks like it is white
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป ลับตา
 
They're not your words, but you're reciting the lines
นี่ไม่ใช่แค่คำปลอบประโลม ที่จะพร่ำบอกไปงั้นๆ หรอก
You don't mean a thing, but you exist in their minds
เธอจงอย่าคิดแบบนั้น แต่เธอต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนอีกหลายคน
How does it feel, when they have turned out the lights?
เป็นยังไงบ้างล่ะ ถ้าวันใดวันหนึ่ง ถึงทางตัน หันไปหาใครก็ไม่เจอ?
'Cause you know they sooner would get rid of you, than fight.
'เพราะเธอต่างรู้ว่า เราต่างปราศจากกันและกัน แม้จะฝืนกันขนาดไหนก็ตาม

And the dark night, has the strongest pull
ท่ามกลางคืนที่มืดมิด บรรยากาศจะทำให้เราคิดถึงกัน
We both know that staying young, can take its toll
เราต่างก็รู้ว่า มันแค่ระยะแรกๆ ที่เราจะต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้
Are you afraid of finding out you're over that
หรือเพียงเพราะว่า เธอกลัวการที่จะเริ่มต้นใหม่ล่ะ ..

There's a smog moon coming I can always feel it
ท่ามกลางม่านหมอกของดวงจันทร์ที่พัดผ่านมานั้น ฉันสัมผัสได้
The cartoon trees cannot conceal it
ม่านหมอกที่คล้ายพุ่มไม้ ไม่อาจปิดบังความเศร้าไว้ได้
When it's high up in the sky, it almost looks like it is white
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป ลับตา
When it's high up in the sky, it almost looks like it is white
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป ลับตา
When it's high up in the sky, it almost looks like it is white
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป ลับตา
When it's high up in the sky, it almost looks
เมื่อมันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มันก็กระจายหายไป ตลอดกาล....



Matthew Sweet ตัวอ้วนขึ้นมาก ดูเหมือนว่า
พลังของดนตรีในยุคหลังๆ จะผ่อนลง สวนทางกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
ก็เลยต้องหันมามอง และ ฟังงานเก่าๆ ที่ปลุกกำลังใจขึ้นมาได้
ในวันที่ใครสักคน กำลังท้อ 

อ้อ...ไอ้หมอนี่ที่เล่นกีตาร์อยู่ใน Youtube หุ่นก็ใกล้เคียง Matthew Sweet  เหมือนกันแฮะ

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไป 3 ดอย + ง้อควายไปผาตั้ง - วันต่อมา [เริ่มง้อและปลุกระดม]

จริงๆ แ้ล้ว พวกเรา เริ่มคุยถึงเส้นทางการเดินทางของวันอาทิตย์ที่ 5 ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ 4 แล้ว
เริ่มถามๆ ด้วยแพลนเดิมๆ ที่เราวาดกันไว้ คือไปนอนดอยผาตั้ง
เพื่อนควายเริ่มเสนอไอเดียครับ ดอยแม่สลอง + แม่สาย ด้วยเหตุผล ผาตั้ง มันไกล
เอาละซีครับ ยังไงกันดี ก็ต้องกางแผนที่ซีครับ
ผมเอารายชื่ออุทยานมาดู , เพื่อนพงศ์เอาโพยแผนที่ผาตั้งมา + GPS ปี 45 แบบเล่ม , น้องเอกเอา GPS มาคำนวนระยะทางให้เห็นจะๆ
หลายๆคนเริ่มชี้นำ เพื่อนควาย ให้ไปด้วยกัน บรรยายสรรพคุณสถานที่ ฯลฯ
สรุปว่า คืนวันเสาร์ ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน ว่าจะไปไหน ยังไง 
ตอนนี้ เข้าใจว่า แผนเดิม !!
อรุณสวัสดิ์ เช้าวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2010 วันพ่อปีนี้
ผมและลูก ตื่นเช้าเหมือนปกติ
ไม่รู้ว่า เพื่อนควาย มันโมโหอะไรผมหรือเปล่า เมืี่อคืน มันคำรามใส่ผมตลอดคืน
" โครก.......โคร่ก......โครก....."
เสือกกางเต๊นท์ใกล้กูอีก โอย......
ว่าแล้ว ผมก็เลยชวนลูกชายไปเดินเล่น พอดีลูกสาวมันตื่น ก็เลย ชวนกันไปเดินเล่นขึ้นยอดเขาซะหน่อย
 สภาพรถ หลังจากขึ้นมาถึงดอยม่อนล้าน ฝุ่นเต็มรถ สภาพดูไม่จืดเลย ใครที่บ้าล้างรถ ดูแลรถแค่เปลือกนอก คงเศร้าใจ....555
ข้างบน ทั่วๆบริเวณ มีกังหันผลิตไฟฟ้า + โซล่าเซลล์ อยู่ จะได้ยินเสียงคราง " หึ่ง....หึ่ง.." ทั้งคืน
ส่วนวิว ทิวทัศน์ บรรยากาศ ผมเห็นไม่ค่อยมีหมอก ก็เลย ผิดหวังค่อนข้างมาก เพราะบอกลูกไว้เยอะ ว่า จะได้เห็นทะเลหมอก - ไม่เป็นไร ดอยผาตั้ง มีแน่นอน

ให้ความหวังลูกไว้  เพราะมั่นใจว่า ดอยผาตั้ง ยังสวยงามเหมือนยี่สิบปีก่อน อย่างน้อยเราก็มองหมอกฝั่งลาว ผ่านช่องผาบ่อง
กลับมาที่การเดินขึ้นบนยอดของเช้านี้
เดินขึ้นมามีศาลเล็กๆ อยู่ด้านบน พวกเรา 3 คน เดินขึ้นไปต่อ อย่างน้อยก็ได้เดินชมวิว ข้างบนจะมี หรือไม่มีอะไรน่าสน ก็ไม่เป็นไร ดีกว่านอนในเต๊นท์ เดินทางมาตั้งไกลนี่นา
เดินขึ้นไป อากาศเย็นมาก วัดได้ที่ 9 องศายามเช้า ขึ้นไปก็ได้เห็นวิว มุมที่คนอื่นๆเขากางเต๊นท์ เห็นบ้านพักสวยๆก็มีแฮะ บนนี้ 
แต่เมื่อเทียบ เส้นทาง กับ ระยะเวลาพัก แหม..น่าจะพักสัก 2 คืน
แต่หากเทียบ บรรยากาศ กับ เส้นทาง เฮ๊อ..ไม่คุ้มนะ สำหรับผมแล้วน่ะ [ ความเห็นส่วนตัวน่ะ ]
เด็ก 2 คนที่ตามผมไป สภาพคนนึงอ่อนแรง อีกคน ไม่ไหวแล้ว คงจะเมื่อยขึ้นๆ ลงๆ บนดอย
เดินลงมาถึงที่กางเต๊นท์กัน ผมเริ่มเปิดประเด็นครับ
"ไปไหนกันต่อ..วะ" ใจน่ะ มีแต่ ดอยผาตั้ง ยังไง รอบนี้ ขอสัมผัสทะเลหมอกหน่อยเถอะ
เริ่มรวมตัวกันละครับ เพื่อนอู๊ด เพื่อนพงศ์ เพื่อนควาย ผม และ น้องเอก (คอยจิ้ม GPS บอกระยะทางตลอด)
ทุกคน พูดเป็นแต่คำว่าไปผาตั้ง !!  ยกเว้น เพื่อนควาย
เพื่อนอู๊ด อ้างประชาธิปไตยครับ "มาด้วยกัน เสียงส่วนรวมดิวะ" (คงลืมไปว่า มันมาเองว่ะ)
เพื่อนพงศ์ มามุขนั่งลง แล้วพึมพำ "ไอ้เหี้.....กูไม่เคยง้อใครขนาดนี้เลยนะเนี่ย"
ส่วนผม ถอดใจแล้ว ว่า ไม่ไปก็ไม่เป็นไร เข้าใจชีวิตดี...555 เพราะผิดหวังไม่ได้เจอทะเลหมอกน่ะ
ไม่ไป คือ มันไม่ไป กูก็จะไปน่ะ เพราะเห็นว่า ทุกคนอยากไป ดอยผาตั้ง เลยเดาว่า คงปล่อยมันไปตามที่มันอยากไป แต่เหตุการณ์ ไม่เป็นเช่นนั้น ซีคร๊าป.....
ต่อรองกันไปมา สุดท้าย เราจะไป ดอยวาวี ไม่ไกลมากเข้าทาง อ. แม่ลาว เชียงราย
 จากแผนที่ เราอยู่กันบนดอยม่อนล้าน ตรงคำว่า อ. พร้าว ขึ้นเหนือมาอีก เนื่องจาก ดอยม่อนล้านนี้ ไม่มีรายละเอียดในแผนที่มาก แผนของเรา คือ ถึง อ. พร้าว เข้า อ. เวียงป่าเป้า วิ่งขึ้นไป อ.แม่สรวย เข้า อ. แม่ลาว เส้นทางนี้ไม่ไกล                                                                                                                                                                                                      สุดท้าย ต้องวิ่งเข้าอ. พร้าว แล้วไป อ.เชียงดาว แล้วไป อ. ไชยปราการ เข้า อ. ฝาง แล้วเข้า อ. แม่สรวย แล้วถึงจะไปเข้า อ. แม่ลาว....โอว.....พระเจ้า....เกิดอะไรขึ้นเนี่ย....!!! งงมาก !!! 
เดี๋ยวค่อยมาต่อเรื่องนี้กัน !!
เมื่อสรุปได้ว่า เราจะไปดอยวาวี ก็เล็งเส้นทางลงจาก ดอยม่อนล้าน ขากลับลงมาประมาณ 12 กม. ใช้เวลา ราว 90 นาที !! เจ้าหน้าที่ข้างบน แนะนำว่า ลงได้ เส้นทางใ้กล้กว่า แต่ถ้าขึ้น อาจลำบาก เพราะทางค่อนข้างชัน และ ดินล้วน หินล้วน
เราเริ่มลงเขากัน 10.00 น. ถึงข้างล่างราวๆ 12.00 น. ระหว่างทาง จอดพักกันแป๊ะนึงเพื่อชื่นชม ธรรมชาติ ลำธาร แล้วก็ยืดแข้ง ยืดขา ตามประสา คนสูงอายุ
รถที่นำขบวนเป็น G-Wagon ตามด้วย D-Max ซึ่งก็ไม่ทิ้งช่วงห่างกันเท่าไร มองเห็นกันได้ ยกเว้นช่วงต้องส่งแรงเพื่อขึ้นเขา ผมก็จะชลอรถ เพื่อให้มีทางวิ่งส่งแรงขึ้นซักหน่อย
ทั้งเส้นทางนี้ มีรถสวนไปแค่้ 2 คันเอง ดูแล้ว คงเป็นนักท่องเที่ยวเช่นกัน ขณะสวนกัน ก็ต้องจอด เพื่อให้ทางกัน เพราะ ถนนแคบสวนกันลำบากมาก

ลงมาถึง อ. พร้าว ก็วิ่งออกมาเพื่อเข้า อ. เวียงป่าเป้า ออกจาก อ. พร้าวได้ประมาณ 7-8 กม. 
เพื่อนอู๊ดบอกจอดรถ !! 
"โอย....หิวอยู่ รีบหน่อยก็ดีว่ะ จะได้กินข้าวเที่ยงแถว เวียงป่าเป้า" ผมรำพึงในใจ
เพื่อนควายขอต่อรอง ให้วิ่งอ. พร้าว แล้วไป อ.เชียงดาว แล้วไป อ.ไชยปราการ เข้า อ.ฝาง แล้วเข้า อ.แม่สรวย แล้วถึงจะไปเข้า อ.แม่ลาว เพราะเส้นทาง ไม่สูงชันมาก ลูกและเมียไม่ไหว ถ้าจะกลับเส้นทาง อ.พร้าว - อ.เวียงป่าเป้า "เอาแล้วไง" ผมคิดในใจ

เพื่อนอู๊ดเจรจา "เอางี้ พวกกูไปทางเวียงป่าเ้ป้า มึงไปทาง ไชยปราการ แล้วไปเจอกัน แม่สรวย"
"เออ ได้" เพื่อนควายตอบอย่างฉะฉาน
"แต่ลูกมึงไปรถกู แล้วไปเจอกันที่นั่น" เพื่อนอู๊ดเจรจาได้ โดนใจผมมาก เพราะลงจากดอยม่อนล้าน น้องพัช ลูกมันก็นั่งรถเพื่อนอู๊ดมาตลอด จนวินาที ที่ต่อรองกัน
 
สุดท้าย ก็ต้องตามใจมันอีกครั้ง ! ไปวะ กลับรถเข้า พร้าว ไปทางไชยปราการกันทั้งหมด...เออ...วิ่งอ้อมเข้าไป มาด้วยกัน ไปด้วยกัน โอเค ! รับหลักการ 
"นี่ถ้ากูอยากจะยืนยันไปทางเดิม กับผาตั้ง เพื่อนจะเครียดกันอีกขนาดไหน มาเที่ยวกันนะเนี่ย เครียดไรว๊า...." ผมคิดในใจ มาเที่ยวโว๊ย...ผ่อนคลาย ผิดแผน ผิดเป้า เป็นเรื่องท้าทาย

ว่าแต่ว่า ตอนนี้ หาข้าวแดกดีกว่า ไม่ไหวแล้ว หิว...

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Suzanne Vega - Gypsy - Berlin 1990 Live

Gypsy : Suzanne Vega






You come from far away
เธอผู้มาจากดินแดนที่ไกลโพ้น
With pictures in your eyes
ในแววตาเธอ เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย
Of coffee shops and morning streets
เรื่องราวจากหลายหลายแหล่งที่มา และภาพของท้องถนนยามเช้า
In the blue and silent sunrise
ในท่ามแสงของฟ้า กลางความสงบแห่งอรุณรุ่ง
But night is the cathedral
แต่อีกด้านหนึ่งของเธอ กลับเป็นดั่งมหาวิหาร
Where we recognized the sign
ที่ซึ่ง เราได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไป
We strangers know each other now
เราเหมือนดั่งเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
As part of the whole design
นั่นคงเป็นส่วนหนึ่ง ที่โลกได้ออกแบบมาไว้แล้ว

*** Oh, hold me like a baby
ได้โปรด, โอบกอดฉัน ให้อบอุ่นดั่งโอบกอดเด็กน้อย
That will not fall asleep
ให้ได้เคลิ้มหลับไหล
Curl me up inside you Curl
ให้ผมฉันสยายแนบชิดผมของเธอ
And let me hear you through the heat
แล้วฉันจะขอสัมผัสถึงไออุ่นที่ได้รับจากเธอเอง

You are the jester of this courtyard
เธอเป็นดั่งความสำราญ บนลานกว้างนี้
With a smile like a girl's
ที่เต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มของเด็กสาว
Distracted by the women
บ้างครั้งก็ ว้าวุ่นและวุ่นวายคล้ายหญิงสาว
With the dimples and the curls
รอยยิ้ม ปนลักยิ้ม และทรงผมหยักโศก
By the pretty and the mischievous
ช่างน่ารักและแสนซน
By the timid and the blessed
ปนเขินอายและสุขสันต์
By the blowing skirts of ladies
ดังลมเย็นที่พัดผ่าน
Who promise to gather you to their breast
ใครเล่า จะเก็บความรู้สึกแบบนี้ไว้ในใจได้ (ให้หลงรักเธอ)

*** Oh, hold me like a baby
ได้โปรด, โอบกอดฉัน ให้อบอุ่นดั่งโอบกอดเด็กน้อย
That will not fall asleep
ให้ได้เคลิ้มหลับไหล
Curl me up inside you Curl
ให้ผมฉันสยายแนบชิดผมของเธอ
And let me hear you through the heat
แล้วฉันจะขอสัมผัสถึงไออุ่นที่ได้รับจากเธอเอง

You have hands of raining water
สองมือเธอ เย็นฉ่ำดังน้ำฝน
And that earring in your ear
ต่างหู ที่มีรูปทรงสวยงาม
The wisdom on your face
ใบหน้าที่อิ่มเอิมด้วยปัญญา
Denies the number of your years
ปิดบังอายุของเธอได้สนิทเลย
With the fingers of the potter
งดงามดั่งสรรสร้างโดยปฏิมากรเอก
And the laughing tale of the fool
อารมณ์ที่เบิกบาน สดชื่นเสมอ
The arranger of disorder
ปะปนกับความยุ่งๆเหยิงๆ ของชีวิตบ้าง
With your strange and simple rules
ไม่มีกฎเกณฑ์ กติกาชีวิต ที่มากมาย
Yes now I've met me another spinner
ใช่เลย ตอนนี้ใจของฉันเริ่มจะเคว้งคว้างขึ้นมาเลยละ
Of strange and gauzy threads
น่าอัศจรรย์จริง ที่ใจฉันเป็นดั่งด้ายบางๆจวนจะหลุดลอยไปกับเธอ
With a long and slender body
กับร่างสูงโปร่งเพรียวของเธอ
And a bump upon the head
วิ่งชนเข้ามาในหัว ผ่านเข้ามาถึงใจฉัน

*** Oh, hold me like a baby
ได้โปรด, โอบกอดฉัน ให้อบอุ่นดั่งโอบกอดเด็กน้อย
That will not fall asleep
ให้ได้เคลิ้มหลับไหล
Curl me up inside you Curl
ให้ผมฉันสยายแนบชิดผมของเธอ
And let me hear you through the heat
แล้วฉันจะขอสัมผัสถึงไออุ่นที่ได้รับจากเธอเอง

With a long and slender body
กับร่างสูงโปร่งเพรียวของเธอ
And the sweetest softest hands
และมือที่ อ่อนนุ่ม หอมหวาน
And we'll blow away forever soon
และอยากจะมีเราออกเดินทางไปด้วยกันตลอด
And go on to different lands
จูงมือไปยังดินแดนแสนไกล
And please do not ever look for me
และกรุณาอย่าได้มองหาฉัน
But with me you will stay
เพราะฉันนั้น จะอยู่กับเธอในทุกที่ ที่มีเธอ
And you will hear yourself in song
และเธอจะได้ยินเสียงตัวเองในบทเพลง
Blowing by one day
ที่ขับขานผ่านไปในแต่ละวัน

But now,
แต่ตอนนี้
*** Oh, hold me like a baby
ได้โปรด, โอบกอดฉัน ให้อบอุ่นดั่งโอบกอดเด็กน้อย
That will not fall asleep
ให้ได้เคลิ้มหลับไหล
Curl me up inside you Curl
ให้ผมฉันสยายแนบชิดผมของเธอ
And let me hear you through the heat
แล้วฉันจะขอสัมผัสถึงไออุ่นที่ได้รับจากเธอเอง
 
ส่วนตัวหลงรักสาวคนนี้ Suzanne Vega แนวดนตรีแบบนี้ ก็เป็นอีกแนว ที่หลงไหล
ยิ่งเพลงนี้ กวีเหลือเกิน หาคำไทยยากมาก ยากจริงๆ เพลงนี้
แล้วแค่ชื่อเพลงก็กินผมไปครึ่งตัวแล้ว ด้วยความที่สมัยหนุ่มๆ เพื่อนๆ ตั้งชื่อว่า ยิปซีน้อย

ยิ่งจินตนาการของตัวเอง คิดไว้ว่าบั้นปลาย สุดท้ายของชีวิต จะเดินทางไปกับใครสักคน ไปเรื่อย ไม่มีปลายทาง ไม่มีสิ้นสุด บอก สอน  ให้ความรู้กับทุกคนที่ผ่านเข้ามา เดินทางไปในโลกที่เราต้องการ มันคล้ายๆกับเพลงนี้จริง

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไป 3 ดอย + ง้อควายไปผาตั้ง - วันแรก[คืนวันศุกร์ ถึง วันเสาร์]

ประมาณกลางปี 2010 พวกเราต่างนัดกันเป็นปกติประจำทุกปี ที่จะต้องมีเดินทางไปสังสรรค์กันตามยอดเขาต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตามภาคเหนือ เนื่องจาก เพื่อนๆบางส่วนอยู่แถวภาคเหนือตอนล่าง

แผนงานของปลายปีนี้ ก็เช่นกัน เรานัดกันวันที่ 4-6 ธันวาคม 2010 จะไปเที่ยวกันเขตภาคเหนือ แผนที่วางกันไว้
ออกจาก กทม. ศุกร์ที่ 3 เลยครับ ไปนอนที่ตามทางที่ขึ้นเหนือ ตรงไหนก็ได้ แต่นัดเจอเพื่อนที่ จ.พิษณุโลก
ถ้าดึกมาก ขับไม่ไหว ก็หาที่นอนระหว่างทางได้เลย ประมาณกันที่ เที่ยงคืน ได้นอน

วันเสาร์ที่ 4 ขึ้นไปดอยม่อนล้าน (เพิ่งรู้จักชื่อ 2 อาทิตย์ก่อนไปนี่แหละ) นอนบนดอย อยู่ เส้นทาง จ. เชียงใหม่ เขต เวียงป่าเป้า พร้าว เชียงดาว ละแวกนี้แหละ

วันอาทิตย์ที่ 5 ไปตามเส้นทางเชียงราย นอนอาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อน (ถ้ามีเวลาพอ) แล้วนอนดอยผาตั้ง

วันจันทร์ที่ 6 พร้อมเดินทางกลับ มาแบบเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน เผื่อแวะเที่ยวกลางทาง

เอาละ พร้อมเดินทาง สถานการณ์จริงละ เชิญ ทัศนา ...
ตัวผมเอง กับลูกชาย ออกจากกทม. แบบพ้นเขต กทม. ราวๆ 18.00 ของวันศุกร์
โทรฯถาม เพื่อนอู๊ด ก็คงมาไล่ๆกัน เพราะต้องไปรับน้องที่อยุธยา
ระหว่างทาง โทรฯบอกเพื่อนพงศ์ว่า ราว 21.00-22.00 เจอกันที่ พิษณุโลก

ขับไป รอไป เรื่อยๆ ราวๆ 19.30 น. เพื่อนอู๊ด โทรฯ มาอีกครั้ง บอกว่า "เจอกันบ้านกู แวะกินข้าวกันก่อน แม่เตรียมไว้ให้แล้ว"
โอเค ตามนั้น เพราะหิวจัดละ เวลานั้น
20.15 น. ผมมาถึงบ้านเพื่อนอู๊ด ที่ ทำนบ อาบน้ำก่อนเลยครับ ช่วงรอแม่ทำอาหาร
20.45 น. เพื่อนอู๊ดและชาวคณะมาถึง พอดี พร้อมๆกับอาหาร
21.30 น. เดินทางกันต่อ จุดหมาย ดอยผากลอง เขต จ.แพร่

ตอนนี้ นับคณะที่จะร่วมเดินทาง และออกมาแล้ว คือ
D-Max 3.0 Ddi. - ผม และลูก (รวม 2 คน)
G-Wagon - เพื่อนอู๊ด และชาวคณะ (รวม 3 คน) 2 คันนี้ เจอกันแล้ว
Caribian Sporty - น้องโก๊ะ และชาวคณะ (รวม 2 คน) อยู่แถวพิษณุโลก
CRV - เฮียปอ และชาวคณะ (รวม 2 คน) อีกราว 30 นาที จะตามมาทัน
Ford Ranger - เพื่อนพงศ์ และชาวคณะ (รวม 2 คน) บ่นพึมพำ อยู่แถว พิษณุโลก

สรุปใหม่ว่า Ford Ranger + Caribian Sporty ล่วงหน้าไปก่อน แบบยังไม่เจอกัน
D-Max + G Wagon จะรีบตามไป
ส่วน CRV จะรีบๆๆๆๆตามให้ทัน  แล้วก็ไปทันกันแถวๆ พิจิตร

เพื่อนอู๊ด พะวงกับการหาเบียร์มาก ระหว่างเดินทางต้องชลอมองหาร้านขายแบบเหมาแพค
เพราะไปซื้อที่คาร์ฟูร์ตั้งแต่ตอนอยู่ กทม. ดันเสือกติดเวลา ยังไม่ขาย
และที่สำคัญ กลัวว่า ไปถึงที่พัก เพื่อนพงศ์จะขาดน้ำ ร่ายกายจะอ่อนเปลี้ย

ขับไปเรื่อยๆ เจอกับ Caribian Sporty จอดรออยู่ที่ อุตรดิตถ์
ตอนนี้เจอกัน 4 คันละ ส่วน Ford Ranger ติดต่อไม่ได้ คาดว่า คงไปดอยผากลองก่อนแล้วละ
02.45 น. ของวันใหม่ เดินทางไปถึง ดอยผากลอง Ford Ranger ไปนอนกางเต๊นท์รอไว้แล้ว
แรกๆ ก็คิดว่า อุทยานแห่งชาติจะมีพื้นที่สำหรับกางเต๊นท์เยอะ แล้วก็ห่างถนนมาก
แต่ที่นี่ ถนน กับที่กางเต๊นท์ของพวกเรา ห่างกันไม่ถึง 100 เมตรเลย งง...เพิ่งเคยเห็น

ไปถึงก็ปลุกเพื่อนพงศ์ ให้ลูกขึ้นมา อุตส่าห์หาเบียร์กลางดึกมาส่งให้ถึงที่
มันลูกขึ้นมาแบบงัวเงีย แบบวิญญาณยังไม่กลับร่าง มาดูพวกผมจิบเีบียร์กลางลมหนาว แป๊ะเดียวแล้วก็เข้านอน กับลูกเมีย
ส่วนผมก็ กางเต๊นท์ ให้ลูกเข้าไปนอน แล้วลุกไปนั่งคุยกับคนอื่นๆ ถึงแพลนวันพรุ่งนี้ ราวๆ 03.30 น. ถึงเข้านอน ให้คนอื่นๆ จิบไปกันก่อน
การจิบเบีียร์กลางป่าสัก นั่งมองดูดวงดาวเต็มฟ้านี่ มันได้อารมณ์จริงๆ   

05.30 น. ของวันเสาร์ ผมตื่นด้วยความเคยชิน ลุกออกมา หยิบไฟฉาย เดินสำรวจรอบๆ แบบไม่ไกลมาก เพราะฟ้ายังคงมืด แต่ดาวก็ยังพราวพร่างอยู่เช่นเดิม
ผมเริ่มคิดถึงเพื่อนละ เดินไปแถวๆ เต๊นท์มัน แล้วก็ลองเรียกๆ มันดู สักพักได้ผลแฮะ เพื่อนพงศ์ตื่นมา พร้อมชาวคณะ ค่อยๆลุกออกมา ส่วนบ้านอื่นๆ เงียบกริบ สักพักลูกผมก็เดินออกมา พร้อมเดินเล่นกันละ

06.00 น. สมาชิก ใน D-Max & Ford Ranger ก็เดินไปที่สวนหิน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ที่ทำการอุทยานฯ นั่นเอง
ทางเดินเป็นทางเดินวนกลับมาที่เดิมได้ สบายๆ แม้หินจะไม่ได้ใหญ่ หรือสวยงามโดนใจ การได้เจอเพื่อนๆที่นัดไว้ (จนเกือบครบ) ก็อุ่นใจละ

08.30 น. เพื่อนๆคนอื่นๆ เริ่มตื่นมาทำธุระ คุยกันถึงเส้นทางที่จะไปต่อ นัดแนะจุดหมายกัน แล้วก็โทรฯนัดเพื่อนควายและชาวคณะ (รวม 4 คน) [เพื่อนควายนี่ละ พระเอกของงาน Trip นี้เลย] นัดกันด้วยการใช้ โทรศัพท์ตู้หยอดเหรียญ
นานมากแล้ว ที่ไม่ได้ใช้ โทรฯแบบหยอดเหรียญนี้เลย น่าจะเกิน 10 ปี แน่ๆ
ตกลงได้ความว่า คงไปเจอกันที่ดอยม่อนล้านเลย ...เอาวะ...วัดดวง
ลงดอยไปซื้ออาหารตุนกันที่เมืองแพร่ก่อน พร้อมทั้ง .... เบียร์ ....

11.30 น. ออกเดินทางจากตัวเมืองแพร่ ไปตามเส้นทางจาก GPS - Garmin ของน้องเอก ( น้องชายของเพื่อนอู๊ด) ที่นิยมพาเข้าหมู่บ้าน วิ่งตามเส้นทางทาง 101 Garmin เริ่มสำแดงเดชแล้ว พาเข้าหมู่บ้านละครับ วนไป-มา สุดท้ายมาออกที่เส้นทาง 103
"กูวิ่งเส้นปกติก็ได้ ถนนเรียบกว่า วิ่งสบายกว่า" ผมเปรย เมื่อ Garmin พามาเส้นทางเชื่อมถนนหลักที่พวกเราจะเดินทาง
"มันง่ายไป" เสียงเฮียปอ ย้ำ ให้พวกเรารู้ว่า ต้องมีนำทางแบบนี้ จะได้ ฮา กัน

จากเส้น 103 วิ่งไป อ.งาว แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 1 เตรียมเข้าพะเยา ซึ่งเราจะต้องเลี้ยวก่อนถึงพะเยาไปทาง อ. วังเหนือ เส้นทาง 120
ทุกคนเริ่มหิวละ แวะกินข้าว เติมพลังก่อนขึ้นเขา ยาวๆ

จากจุดกินข้าว วิ่งเข้า อ. วังเหนือ เส้นทาง 120 เลยไปอีกนิด ก็เลี้ยวขวาไปเส้นทาง 118 ไปทาง อ. เวียงป่าเป้า  ดอยม่อนล้าน อยู่ระหว่างเส้นทางนี้ละครับ เวียงป่าเป้า - พร้าว สาย 1150
ระหว่างทางเส้น 120 มีจุดชมวิวครับ เล็กๆ ง่ายๆ แต่มีีัป้ายบอกที่ ผมมองว่า มันไม่ศิลปะเท่าไร
ออกแนวอายๆ สำหรับไอ้พวกชอบประกาศศักดา สั่วๆ ของตัวเ้อง
ประมาณหมาที่ต้องไปฉี่ทิ้งไว้ เพื่อบอกพื้นที่ของตัวเอง ไปต่อดีกว่า เดี๋ยว อารมณ์เสีย !!
ถนนเป็นทางราดยางครับ สบายๆ คดเคี้ยวไม่เท่าไร(สำหรับผม) แต่เป็นเขาสูงหน่อยเท่านั้น
แถว อ. เวียงป่าเป้า นี่ โรงสีข้าว ขนาดเล็ก เยอะมากครับ เยอะแบบที่ตั้ง ติดๆ กันเลย

"ใครอยากอาบน้ำแร่มั่ง" ผมพยายามถามทุกคนเรื่อยๆ เพราะรู้ว่า เส้นทางพวกนี้ มีน้ำแร่ให้อาบแน่ๆ
แต่เวลาแบบนี้ ต้องรีบขึ้นดอยดีกว่าครับ
เพราะเท่าที่รู้มา คือ จากต้นทางขึ้นดอยม่อนล้านเนี่ย 25 กม. แต่ใช้เวลาราวๆ 2-3 ชม. เผื่อๆ งงเส้นทาง
แรกๆ ไปก็ถนนราดยางนี่แหละครับ รถที่นำขบวนไปก็ G Wagan นี่แหละ ทรงพลัง เพิ่งทำช่วงล่างมาหลายตัง เพื่องานนี้เลย แถมครั้งนี้ ขับคนเดียวตลอด ทั้งๆ ที่น้องชายมาด้วย .....555...
ถึงจุดทางขึ้นจริงๆแล้ว ทางมีแต่ถนนดิน ป้ายไม่มีบอกอะไรมาก ระหว่างทางก็คิดว่า จะถึง จะถึง แต่ก็ยังไม่ถึงซะที ต้องขึ้นไปต่อ เรื่อยๆ
ป้ายก็ไม่ค่อยมีบอก ถึงจุดแยกทีไร ต้องมีเดา มีถามตลอด จนถึงทางแยกจุดหนึ่ง มีป้ายบอกแฮะ ให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 9 กม. พวกเราจอดพักชมวิวพักกันอีกนิดหน่อย เวลาก็ใกล้ 17.00 น. ฟ้าเริ่มสลัวๆละ
สักพัก รถคันข้างหลัง ว. มาบอกว่า มีมอเตอร์ไซค์ วิ่งมา 1 คัน เป็น 3 สาว เท่านั้นละ มีรถ 1 คัน (ไม่บอกว่าคันไหน) รีบตะครุบตัวทั้ง 3 สาว เพื่อถามทาง แล้วก็ได้ผล
3 สาว จะนำทางเราไปจนถึงหมู่บ้าน แล้ว จะบอกทางไปต่อให้
แหม...เสน่ห์ของรถคันนั้น หรือ น้ำใจของ 3 สาว ก็ไม่อาจทราบได้
อากาศเริ่มเย็นลงทุกที ระหว่างทาง ไม่มีรถอะไรสวนเลย นอกจาก มอเตอร์ไซค์
นึกในใจว่า ข้างบน คงคนน้อย ดีๆ ช่วงหยุดยาวๆ แบบนี้ ไม่อยากอยู่ในที่ผู้คนมาก
ตอนนี้ เพื่อนควาย และชาวคณะหายไปไหน ทุกคนเริ่มกังวลใจ ยิ่งมันเป็นคนแปลกๆกว่าคนปกติอยู่ด้วย
ติดต่อก็ไม่ได้ จนถึง แทบจะวินาทีสุดท้าย ที่เราจะไปถึงยอดดอยม่อนล้าน ถึงติดต่อได้
เพื่อนอู๊ด ว. มาบอกว่า "มันอยู่บนยอดดอยแล้ว ไม่มีอะไรเลย เตรียมไปพักที่ ที่ทำการฯ"
ขณะนี้ รถมาครบตามที่นัดไว้ 6 คัน  รถพร้อม คนพร้อม ... !!!

ถึงยอดดอยม่อนล้าน ที่เป็นยอดจริงๆ ที่นี่เป็นลานโล่ง ไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีอะไรพอบังลมได้ ที่สำคัญไม่มีห้องน้ำสำหรับผู้หญิง ลำพังมากันชายล้วน เราคงนอนกันบนนี้ ตื่นมาชมวิวได้เลย
เอารถจอดต่อกันเป็นวงกลม เพื่อบังลม แล้วกางเต๊นท์ข้างใน แหม คงได้อารมณ์ไปอีกแบบละ
แต่ครั้งนี้ ต้องฝันไปก่อน ...
กลับลงมาติดต่อที่ทำการ ระยะทางไม่เท่าไร เพื่อหาที่กางเต๊นท์ ปรากฎว่า ที่ด้านล่างเต็ม ต้องกางกันแถวๆ ที่ทำการ มองในแง่ดี คือ ใกล้ห้องน้ำ ลงมาก็ฟ้ามืดพอดี
สาวๆ เตรียมทำอาหาร หนุ่มๆ กางเต๊นท์ เตรียมกินทุกอย่าง ที่สาวๆ ทำให้ จะสุก-ดิบ ไม่สนแล้ว จังหวะนี้