ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พลังงาน หรือ ขยะ เลือกเอานะลูก

เสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2010 : สองพ่อลูก นั่งกินข้าวเที่ยง ยามบ่ายๆ ของร้านเดิมๆ - ของบล
อาหารที่สั่ง ก็แบบเดิมๆ ที่เราสองคนเคยกินด้วยกัน ข้าวหมูทอด ไม่ใส่กระเทียม กับ ข้าวผัดอเมริกัน
ระหว่างกินข้าวก็เป็นปกติของพ่อลูก ที่จะต้องอ่านหนังสือ ระหว่างรอข้าว ลามไปจนถึงขณะที่กินข้าว
ปกติ ทุกครั้งที่กินอาหารร่วมกัน ก็จะสอนลูกเสมอว่า ควรกินอาหารให้หมด
ยกเว้นผักบางอย่างจริงๆ ที่ไม่สามารถกินได้ เพราะไม่ชอบจริงๆ

พ่อจะกินเป็นแบบอย่างให้ลูกดูเสมอๆ ว่าควรกินข้าวให้หมด-โดยเฉพาะข้าว
วันนี้ลูกทำท่าเหมือนจะไม่หมดจริงๆ
คือหมดแต่ไม่เกลี้ยง ก็เลย นึกมุขขึ้นมา ประสาพ่อลูก
"กินให้หมดซีลูก เสียดายของ"
ลูกทำท่าอิดออด "นิดเดียวเองนะพ่อ"
ก็เลยบอกลูกไปว่า "เหลือไว้ ก็เป็นขยะนะ แต่ถ้าลูกกินเข้าไป มันจะเป็นพลังงานให้ลูกนะ"
เออ...ไ่ม่รู้คิดแว๊ปเข้ามาได้ยังไง

นั่นซินะ เหลือไว้ กลายเป็นขยะ สร้างภาระให้กับโลก
ไอ้กระแสนิยมใส่เสื้อ Save The World มาแรงซะด้วย
ไม่รู้ มันมีกระแสมาจากไหน...สงสัยจะตามกระแสไม่ทันจริงๆ

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ช่วงชีวิตที่ตกหล่น(ไม่ได้ตกต่ำ) - บนภูทับเบิก

29 ธันวาคม 2009 (ติดเขียนแบบ คศ.จริงๆ ถ้ารับไม่ได้ ให้ข้ามไป)
กลับบ้าน นครสวรรค์ ด้วยความที่นัดเพื่อนๆ ไว้ จะไปเที่ยวภูทับเบิก เพชรบูรณ์
นัดล่วงหน้ากันเกือบปี
บ่ายๆ ออกเดินทาง จากกทม. กะว่าจะไปเจอเพื่อนเช้า 30 ธันวาคม 2009
พอมาถึงบ้าน นครสวรรค์ นั่งตูดไม่ทันอุ่น มันโทรมาแล้วครับ
มัน คือ ไอ้อู๊ด ต้นตอ โปรเจคนี้
"กูออกจากสุโขทัยมาแล้วว่ะ ตอนนี้ กูกะลังจะถึงพิด'โลก....กูเหงา กูไม่มีเพื่อนนอน"
"มึงอยู่ไหน...มาเจอกูที่พิด'โลก ได้ไหมวะ"
อ้าว...เอาแล้วไง เพิ่งนั่งที่บ้าน ก็เลยรีบ ตาลี ตาเหลือก
"เออ...เดี๋ยวกูไป" ตอบเหมือนทุกครั้งที่มีเวลาให้เพื่อน

จัดแจงเตรียมของเพื่อที่จะยาวไปทับเบิกเลย
เอ๊า....ไปต่อดิ ขับรถต่อไปอีก ราว 2 ชั่วโมง
นัดแนะเพื่อนอู๊ด เจอกัน ปตท. ก่อนถึงเมืองพิษณุโลก

ว่าแล้วก็ไปหาที่พัก โดยผมโทรถามญาติๆ ที่อยู่ที่นั่น
ญาติที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต
ญาติที่ผมคิด และพยายามอยากจะเจอ
ญาติที่คอยหลบเลี่ยงผมมากกว่า 2 ครั้ง

ได้ที่พักครับ BP (ชื่อเหมือนน้ำมันเครื่อง) ราคาไม่แพง 300-400 บาท/คืน
ว่าแล้ว จัดแจงเก็บของ แล้วไปหาของกิน
โดยผมหวังว่า จะได้เจอญาติ ที่ไม่เคยเจอกัน หวังตลอดเวลาที่อยู่ พื้นที่นี้

กลางคืน คงไม่ต้องอธิบาย ว่า ผมกับเพื่อนทำอะไรกัน....
แม่งกรนโคตรดัง....ผมว่าผมแน่แล้วนะ...มันยิ่งกว่าผมอีก
ผมนอนไม่หลับ คิดถึงญาติ คิดอะไรหลายๆอย่าง หรือ ไม่หลับเพราะเสียงกรนกันแน่
ผมคนเดียวที่ตอบได้

เช้าวันรุ่งขึ้น นัดแนะเพื่อนอีกคนมาเจอกัน ตามกำหนดเวลา ที่นัดล่วงหน้าเกือบปี
หาไรกินกัน แล้วเดินทาง โดยมี GPS ที่ผมเพิ่งเคยเล่นจากที่ลูกชายสอนมาไม่กี่วัน
( GPS ที่ยืมมาจากพี่ชายซะอีกด้วย)

ขับรถตามทางมาเรื่อยๆ พอถึงแยกที่จะขึ้นทับเบิก
ก็แวะเติมพลังด้วย ขนมจีนหล่มสัก OTOP ที่พยายามโปรโมท ในท้องที่

ขึ้นทับเบิกครับ ทางบางช่วงก็ยังทำอยู่ ไม่เหมาะสำหรับรถเก๋ง หรือ รถโหลด
แต่ก็มีขึ้นไปครับ ยิ่งเทศกาลแบบนี้ด้วย ช่วยทำให้รถติดกันดีจัง
รถติดกันบนเขา ไม่สนุกหรอก


จะเห็นว่าบางช่วง ไม่มีแผงกั้นข้างถนน
นี่ยังไม่นับถนนลูกรัง ที่เสียหาย
เป็นหลุมเป็นบ่อ ให้รถเตี้ยๆ หยอดเล่น



พอเริ่มขึ้นเขา ทางเริ่มชันขึ้น
ระหว่างทาง ก็ ใช้วิทยุสื่อสาร บอกเพื่อน
"เฮ๊ย...ถูกใจว่ะ ทางแบบนี้ กูชอบ"
ผมพูดถึงถนนขึ้นเขาที่เป็นโค้งหักศอก พับไปมา
ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนทริป 1 อาทิตย์ ที่แม่ฮ่องสอน..หมดตูดถึงกลับ.


ขึ้นมาถึง ก็ตามที่คาดครับ รถจอดกันเต็ม แออัดใช้ได้เลย

รถเพื่อนอู๊ด เข้าในเลยครับ ขวางชาวบ้านไว้
รถผม D-Max Club 4175 จอดต่อกลาง
ส่วนรถเพื่อนอีกคันก็ปิดท้ายขบวนรถ ที่ขวางชาวบ้าน

ทำให้เราต้องหาที่กางเต๊นท์ใกล้รถไว้ เผื่อใครมีธุระ ก็จะได้เอารถออกให้ได้



เพื่อนอู๊ด มาคนเดียว เต๊นท์ขนาดกำลังดี

เพื่อนพงษ์ มากัน 3 คนพ่อแม่ลูก เต๊นท์มันนิดเดียวเอง

มีผมคนเดียว ที่ขนาดกว้างขวาง โอ่อ่า แต่นอนคนเดียว (จริงๆแล้วเตรียมเผื่อไว้เฉยๆ)

ก็ชวนเพื่อนพงษ์มานอนด้วย มันก็เออออห่อหมก




เส้นทางที่ขึ้นมา คดเคี๊ยว เลี้ยวลด ได้ โดนใจจริงๆ

ชอบ...ชอบ...แบบนี้

ขับรถสนุกดี มีอะไรให้ดูระหว่างทาง
หมอกมีตลอด ตั้งแต่เย็นเลย


ผม กับเพื่อนๆ นั่งจิบเบียร์
เมียเพื่อนทำอาหาร
แหม..สำราญใจจริง
กินไปหนาวไป ด้วยความที่รีบมา
ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไว้
มีเสื้อในรถเท่าไร เอามาใช้หมด
ไฟส่องถนน ช่วงกลางคืน มีเป็นช่วงๆเท่านั้น










เช้ารุ่งขึ้น เราตื่นกันแต่เช้าครับ
เป็นปกติของการไปเที่ยว
ต้องแหกขี้ตามาดู พระอาทิตย์
หมอกลงจัดมาก ขนาดลมแรงๆ
หมอกยังมีตลอดเวลา













นายแบบ ที่หนีลูก หนีเมียมาคนเดียว
ต่างจากผม ที่มีคนหนีผม....555


























 
 
ต้องมีผักแบบนี้ ครับ ถึงจะเรียก ทับเบิก
ซากุระไทย หรือ นางพญาเสือโคร่งที่ร้านค้าเอามาปัก ตัดมาปักนะครับ เพื่อการค้า ไม่ได้ขึ้นที่ตรงนั้นเลย
 
 นายแบบ นางแบบ ยืนหนาว เกาะกิ่งมะนาวนอนนิ่ง


31 ธันวาคม 2009 เดินทางกลับ 
เจอสมาชิก D-Max Club ทักทางด้วย แต่ไม่ทันได้ทักทายกลับ พอดีไม่รู้จริงๆ
มารู้ว่าใช่ ก็จากกระจกมองหลังน่านแหละ

ปีหน้า ก็คงหาที่กันใหม่ 
ผมคนนึงละ ไม่ชอบเลย เที่ยวตอนเทศกาลเนี่ย

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เพลงเอาให้ตาย – Ebola อีโบล่า

 ebola อีโบล่า
เพลงเอาให้ตาย – Ebola อีโบล่า 
เกิดเป็นคน มันจำเป็นต้องอดทนกันไปอีกสักแค่ไหน
จะกี่คน มันก็เอาแต่รุมแต่ยำทำกันจนช้ำปางตาย
ทำดีไม่ได้ดีก็หนักหนา ล้าเกินทน
ทำไมยังเหยียบซ้ำ คอยทำร้าย จนปี้ป่น
รังแกกันอย่างนั้นสนุกนัก หรือไงคน
มันเกินจะอดทน คนพันธุ์นี้
จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มา..เข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เอาอีกครั้ง เอาอีกที เอาให้ตาย

ก็ลองดู มีปัญญาก็เอาเลยเชิญเลยจะสักแค่ไหน
เกิดเป็นคน มีทางเดียวก็คือต้องชนมันไปจนถึงที่หมาย
ทำดีไม่ได้ดีก็หนักหนา ล้าเกินทน
ทำไมยังเหยียบซ้ำ คอยทำร้าย จนปี้ป่น
รังแกกันอย่างนั้นสนุกนัก หรือไงคน
มันเกินจะอดทน คนพันธุ์นี้

จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เหยียบอีกครั้ง ย่ำอีกที

จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เอาอีกครั้ง เอาอีกที เอาให้ตาย

wanna fight wanna fuck me?
Gonna fight gonna fuck u!
Nothing there gonna crush me!
Wanna try wanna die!

ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองสิ ถ้าคิดว่ามันง่ายก็เอาดิ
ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองสิ ถ้าคิดว่ามันง่ายก็เอาดิ
ถ้าคิดว่ามึงแน่ก็มานี่ ถ้าคิดว่ามึงแน่เข้ามาดิ

จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เหยียบอีกครั้ง ย้ำอีกที

จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายกันจริง
มาเข้ามา ถ้าคิดว่ามึงแน่จิง
จะอีกครั้ง จะกี่ที ก็ไม่ตาย..

มันหยด เพลงนี้ ชุดนี้ของ EBOLA 
ถือว่าเป็นชุดที่ทำงานเพลงออกมาได้ ละเอียดลออจริงๆ
มีลูกเล่นในท่อน Rip แฝงอยู่
เพลงนี้ แค่ Intro ก็โดนใจจนผมเอามาทำ Ringtone โทรศัพท์ผมเลยละ
โดน...โดน...โดน...ใจจริงๆเลย ไอ้น้อง

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อินเดียใต้ต้นไม้ - สอนศิลปะให้เด็ก

เนื้อหาบางส่วน ได้มาจากการอ่านหนังสือ "อินเดียใต้ต้นไม้"
ได้อ่านเจอวิธีการสอนศิลปะ ในตอนที่ชื่อว่า "ห้องเรียนศิลปะ ของลูกถีบสามล้อ"

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ('ศรา ดีดี้) ได้เตรียมเรื่อง ใบไม้ ดอกไม้ มาสอนเด็กๆ
ให้เด็กๆ ชมสวนดอกไม้ แล้วโจทย์แรกให้ลองวาดใบไม้
เด็กๆก็จะวาดคล้ายๆกัน น่าจะเหมือนที่เราๆเคยวาดใบไม้ตอนเด็กๆน่ะแหละ

รอบสอง วาดใหม่ 'ศรา ดีดี้ ขอให้วาดใบเดียว จากที่ชอบจริงๆ
"ใช้ดวงตาเลือก ใช้มือประสานดวงตา วาดจากของจริง"
"ลองดูซิ! มีรอยแมลงแทะไหม เส้นเป็นยังไง ดูดีๆ มีเส้นเล็กเส้นน้อยกระจายไำปทั่วใบหรือเปล่า? เส้นรอบวงมีโค้ง มีหยัก หงิกงอไหม?"
จากนั้น เปลี่ยนจากใบไม้ เป็นดอกไม้ ใส่สีเพิ่มเติมเข้าไป

เป็นวิธีการสอนที่ดีเลยละ สอนให้เด็กใช้จินตนาการ
เรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ก้าวกระโดด

เมื่อถึงจังหวะที่ต้องละเอียดละออกับชีวิต ก็จะมอง และใส่ใจกับชีวิต

อินเดียใต้ต้นไม้ - ตาบอดคลำช้าง

ได้อ่านหนังสือ "อินเดียใต้ต้นไม้" มีเรื่องราวที่อ้างอิง เกี่ยวกับตาบอดคลำช้าง

นิทานไทย
: จะพูดถึงเรื่องของ คนตาบอดแต่ละคน ที่ไปลูบคลำช้าง
แต่ละคน ก็สัมผัสคนละส่วนกัน
บางคนจับถูกงวง : ช้างเป็นตัวกลวงๆ มีรู
บางคนจับถูกหู : ช้างตัวเป็นแผ่นๆ
บางคนจับถูกหาง : ช้างเป็นตัวเหมือนงู
บางคนจับถูกขา : ช้างเป็นตอๆ
นิทานไทย สอนว่า แต่ละคน มีมุมมองที่แตกต่าง เพราะพื้นฐานการรับรู้
การได้สัมผัส หรือ พูดง่ายๆ คือ ประสพการณ์ชีวิต ของตัว เป็นเหมือนตัวช่วยบอก
ว่า ใคร มองอะไร เป็นอย่างๆไร

นิทานอินเดีย : ก็จะพูดถึงเรื่องของ คนตาบอดแต่ละคน ที่ไปลูบคลำช้าง
แต่ละคน ก็สัมผัสคนละส่วนกัน
แต่นิทานอินเดีย จะสรุปว่า หลายคนมาช่วยเหลือกัน
บอกอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่แต่ละคนเจอมา
ก็จะประกอบเป็นรูปร่างที่ถูกต้องได้

ก็เป็นอีกเรื่องที่ มมมองของนิทาน ต่างสอนเราคนละแบบกัน
เป็นเรื่องน่าคิดจริงๆ

อยู่ที่ใคร - ประภาส ชลศรานนท์

เด็กเล็กเล็ก มดกัดเป็นรอย
เด็กตัวน้อย ร้องไห้งอแง
ไม่เคยพบ กัดเจ็บแท้แท้
เกิดเป็นแผล เป็นตุ่มเป็นตา

หากเจ้ามด ไปกัดคนโต
กัดจนโย้ ตัวงอเหยียดขา
ถูกปัดทิ้ง เขาคันขึ้นมา
นี่แหละหนา มันอยู่ที่ใคร

อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนเห็น
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนได้ยิน
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนตัดสิน
อยู่ที่ใคร ขึ้นว่าอยู่ที่ใคร

ตาบอดห้าคน ไปจับคลำช้าง
จับโดนหาง ช้างเป็นเหมือนงู
จับถูกงวง ช้างกลวงเป็นรู
จับถูกหู ช้างเป็นแผ่นห่อ

อีกคนหนึ่งคน ไปจับที่ขา
ก็กลับบอกว่า ช้างต้นเป็นตอ
จับถูกงา ช้างแท่งงองอ
นี่แหละหนอ มันอยู่ที่ใคร

กล่องสีขาว ตั้งกลางถนน
เรียกผู้คน ให้มุงเข้ามา
เด็กมองเห็น เป็นกล่องตุ๊กตา
ส่วนแม่ค้า ตีเป็นศูนย์สี่
ตำรวจทหาร เดินผ่านมาเห็น
ก็บอกว่าเป็น ระเบิดทันที
ส่วนคนขายขวด เขาไม่รอรี

ไอ้กล่องอย่างนี้ .... กิโลละบาทเดียว

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Valentine's Day's Doom

Valentine's Day's Doom

สืบเนื่องมาจากเมื่อสักหลายปีก่อน มี Valentine ที่สนุกแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน
เริ่มเรื่องจากการที่เพื่อนสองคน มีเพื่อนพงษ์ เพื่อนอุ้ม ว่างงานจัด มาหาที่บ้านในวัน Valentine
ด้วยความที่แถวบ้านผม (หน้าบ้านเลยละ) ขายดอกไม้ทุกวัน
วัน Valentine นี้ ก็เช่นกัน เขาก็ขายปกติ แต่ราคา นี่ละ ที่แพงกว่าปกติ เหมือนทุกๆที่
ก็ต้นทุนจากปากคลองฯ มันแพงขึ้นเหมือนกันนี่


ปูพื้นฐานมาพอสมควรละ ....เข้าเรื่อง

ตกเย็น เพื่อนทั้งสองก็มาหา ตามที่ไม่ได้นัดกันล่วงหน้า
บ้านเราก็เหมือนบ้านมัน บ้านมันก็เหมือนบ้านเรา
หิ้วเบียร์มา ตามประสา คนคุ้นคอกัน
นั่งจิบกันในบ้าน ก็คุยกันไปมา จนค่ำราว 3 ทุ่ม คุยกันลากไปถึงเรื่องดอกไม้
ก็มองเห็นร้านดอกไม้ มีดอกไม้เหลืออยู่เยอะเหมือนกัน
ส่วนที่เหลือ เป็นดอกกุหลาบแดง ที่เป็นแบบดอกเดี่ยวๆ พร้อมก้านและโฟมห่อดอกไม้

ไอเดียบรรเจิดครับ สำหรับคนอย่างผม
"เฮ๊ย....ไปขายดอกไม้กะกูไหม"
เพื่อนๆ งง อารมณ์ไหนวะเนี่ย คนที่ไม่ค่อยอะไรกะดอกไม้เท่าไร อย่างผม
"กูมีไอเดีย...555"
เพื่อนๆ โอเค (สงสัยกะลัง ตึงๆ ได้ที่)
ก็เลยเดินไปบอกพี่ร้านดอกไม้ เขาบอก กำลังจะเก็บกลับบ้านแล้ว
ก็เลย บอกว่าจะขายให้ พรุ่งนี้เอาเงินให้ 
พี่เขาคิดดอกละ 10 บาท

โอเค...เบตง... เดินทาง

จุดแรกครับ ร้านเหล้าใหญ่ๆ แถวบ้าน มีเยอะนี่ จอดรถก่อนถึงหน้าร้านเล็กน้อย
ไม่ให้น่าเกลียด และไม่โดนเด็กร้านกระทืบ........
สิบนาที "ไม่เวิร์คว่ะ....แม่ง คนไม่เข้าร้านเหล้ากันตอนสาม สี่ทุ่มหรือไงวะเนี่ย"
เปลี่ยนๆๆๆ.......

คาเฟ่ครับ สิ่งที่อยู่ในหัวผม มีแค่สองแบบนี้แหละ
จังหวะที่จะขายดอกไม้นี่.....

ว่าแล้วก็เดินทางต่อครับ คาเฟ่แถวๆ รามอินทรา
"ถ้าไม่เวิร์ค...กูโดนเพื่อเยาะเย้ยแน่เลย" อันนี้ คิดในใจ
ไปถึง...เอาละซี ไม่มีที่จอดรถอีก กรูจะขายยังไงหว่าเนี่ย

เอาวะ..นำทีมมาแล้วนี่
หาที่จอดรถ เดินหิ้วถังดอกไม้ไปที่ป้ายรถเมล์ ใกล้ๆคาเฟ่
ตั้งใจว่าจะไปตั้งตัว..บอกตรงๆครับ
อายมากๆ...สำหรับคนที่ไม่เคยใส่ใจกับดอกไม้
อายมากๆ...เพราะมันคือวัน Valentine 
อายมากๆ...ผมไม่ชอบขายของเลย

มาถึงป้ายรถเมล์...คนมองหน้าผมกันแบบแปลกๆ
ด้วยความที่ หลวมตัวแล้วนี่นา
"ดอกไม้ไหมครับ...ดอกละ 20 บาทครับ"
เขาซื้อกันว่ะ...เฮ๊ย....เป็นไปได้
ไอ้ที่ไม่คิด กลับมาซื้อกัน

เพื่อนมันเห็นเช่นนั้น (หรือเมาก็ไม่รู้)
"กูจะเอาไปขายในคาเฟ่เอง" น่าน.....เหี้ยมเกรียมจริงๆ เพื่อนกรู
มันหอบไป หอบนึง เดินไปขายในคาเฟ่...ดอกละ 50 บาทนะเว๊ย
มันตกลงกะผม...โอเค...เบตง...

 
สักพัก..มันกลับมาพร้อมดอกไม้ที่เหลืออยู่นิดหน่อย
"น้องเขาบอกว่า ดอกมันเหี่ยว ... กูจะเปลี่ยนเอาดอกใหม่ให้เขา"
เข้าท่าดีนี่หว่า....เรามาถูกทางแล้ว...555

สักพักก็เกือบหมด ที่ขายในคาเฟ่ได้
เพราะน้องๆ ในนั้น เขาอ้อนลูกค้าให้ซื้อดอกไม้ให้...อันนี้จริง
เพราะน้องเขาอยากได้ หรือหลงเสน่ห์เพื่อนผมก็ไม่รู้...อันนี้อำ

แล้วก็...นั่งจิบเบียร์พักเหนื่อยที่ป้ายรถเมล์

สักพักก็มีไิ้อ้หนุ่มหน้ามล เดินออกจากคาเฟ่ มาซื้อดอกไม้อีก
แหม...ผู้หญิง นี่ทำให้โลกสวยงามจริงๆ

เที่ยงคืนนิดๆแล้ว ... เดินทางกลับดีกว่า 
พ้น Valentine แล้วนี่
กลับบ้าน พร้อมดอกไม้เหี่ยวๆ ที่เหลือนิดหน่อย

Valentine ทุกปี ก็ยังจำภาพเหล่านี้ได้เสมอ...