ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จองเลขทะเบียนรถยนต์ กันหน่อยไม๊ ??

เดาว่า หลายๆคน คงมีรถยนต์ใช้กัน
และเดาว่า หลายๆคนอาจจะไม่ชอบใจกับเลขทะเบียนที่ตัวเองได้รับ
บ้างก็ ได้เลขทะเบียนมาแล้ว เทพเจ้า บอกว่า ไม่ดี ไม่เข้ากัน
บ้างก็ ได้เลขทะเบียนมาแล้ว เมีย แม่ยาย เมียคนข้างบ้าน ไม่ปลื้ม
บ้างก็ อยากได้ตรง พศ. คศ. เกิด
ก็เลยเกิดภาวะ อยากได้เลทะเบียนที่ต้องการ



ในที่นี้ จะกล่าวแบบเน้นไปที่ ส่วนกลาง คือ เขตกรุงเทพฯ ส่วน ตจว. อาจจะต่างกันบ้างเล็กน้อย

อยากได้เลขสวยๆ !!
สมัยก่อนๆ ก็คงเข้าไปที่ สนง. ขนส่ง จตุจักรเป็นหลัก เข้าไปทำพิธีกรรม อะไรก็แล้วแต่
เพื่อให้ได้เลขนั้นๆมา

สมัยนี้ล่ะ ...
ผมจำปีที่เริ่มไม่ได้จริงๆ จำได้แต่ช่วงของเหตุการณ์คร่าวๆได้ว่า
ยุคที่ 1 - เดินเข้าคิว
ยุคเริ่มต้นของการจดทะเบียน คือ เข้าคิว - ตรวจเอกสาร - เข้าคิว - หยิบกระดาษ - เขียนเลขที่ต้องการ หรือ เลือกเลขในกลุ่มที่จัดไว้ให้
จำได้ลางๆ แบบนี้ แต่ละคน อาจจะต่างวิธีการ อันนี้ มีสารพัดแบบ
เห็นบุคคลภายนอก ยืนข้างๆโต๊ะ เจ้าหน้าที่ก็มี
แต่.......นั่นมันสมัยยุคไดโนเสาร์ ลืมๆ มันไปเถอะ
------------------------------
ยุคที่ 2 - เข้าคิว เพื่อรับบัตรคิว

ไม่แน่ใจว่าช่วงปี 2013-2014 ราวๆนั้น
เปิดให้ประชาชน ไปรับบัตรคิว เพื่อเข้าคิวเลือกเลขทะเบียนรถยนต์
ราวๆ 05.00 - 06.00 เข้าไปรับบัตรคิว - แล้วตรวจเอกสาร - รอเวลาราชการ จะถูกเรียกตามคิว เพื่อไปเลือกเลขทะเบียนรถยนต์
จำคร่าวๆ ได้แค่นี้ - ผิดพลาดขออภัย ไม่อยากหาข้อมูล เพราะมันขอเก่า ไม่เข้าประเด็นหลักของหัวข้อนี้

--------------------------------

ก่อนจะเข้า ยุคที่ 3 เกริ่นนำอีกนิดหน่อย
ยุคเริ่มทำป้ายกราฟฟิค

หมวดอักษร วx น่าจะมีอยู่ 4-5 หมวด ที่ทดลองทำป้ายกราฟฟิค แต่สิทธิ เหมือนป้ายธรรมดา
หมวด วx จะอยู่ราวๆปี 2002-2003 แต่หลักๆจะอยู่ปี 2002
เรื่องสิทธิ เดี๋ยวว่ากันตอนท้าย

ยุคนี้เป็นป้ายจับฉลาก เข้าคิว เพื่อจับฉลากเลขที่จะได้ ในกลุ่มกราฟฟิค ก็เลขในกลุ่ม 301 เลขทะเบียน ที่ประมูลกันในปัจจุบันนั่นแหละ

ต่่อมาเป็น ป้ายกราฟฟิคจริงๆ ประมูลจริง จ่ายเงินจริงๆ
ผู้ประมูลก็มีส่วนร่วมในการกุศล หาเงินเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ราคาก็ผกผันตามเลขทะเบียน และการเชียร์ของทีมงานประมูล

ป้ายกราฟฟิค-ป้ายทอง (Gold Limited Edition)

จะเห็นป้ายทะเบียนรถยนต์บางคันเป็นกราฟฟิคโทนสีเหลือง บ้างก็ว่าสีทอง
นั่นคือหมวด ฆx ที่ออกในปี 2012
เคยคุยกับคนใช้ป้ายทอง แกบอกว่า มีป้ายขาวปกติ ให้อีก 1 ชุด - เท็จ/จริง ไม่แน่ใจ
Concept ก็ตามภาพเลยครับ
----------------------------------
ยุคที่ 3 - อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู
กรมการขนส่งทางบก เริ่มเปิดให้จองเลขทะเบียนทางอินเตอร์เน็ต ราวๆ ปี 2014
แต่การเริ่มต้นมักมีอุปสรรค 555
ระบบการจองล่ม จองแล้วระบบค้าง สารพันปัญหา
ทำให้ขนส่งฯ ต้องถอยทัพไปตั้งหลักใหม่ เพราะโดนโทรฯ เข้ามาร้องเรียนกันมากเหลือเกิน

เข้าเรื่องของการจองในยุคสมัยนี้ ( พฤศจิกายน 2560 )

เข้าเวป ทะเบียนรถได้เลย ( เข้า google จะใส่ชื่อไทย อังกฤษ ขึ้นให้หมด)

ก็จะออกมาหน้าตาแบบนี้ เลือก ยอมรับหลักเกณฑ์
ในข้อควรระวัง ขยายมาให้ดู เผื่อจะได้เข้าใจ

ระบบจะเปิดเวลา 10.00 น. แต่นั่นมัน 10.00 น. ของใครล่ะ ??
จากการทดสอบ 2-3 ครั้ง ให้อ่าน 2 บรรทัดล่าง ช้าๆ
** คำแนะนำ - คุณตั้งเวลาในคอมพิวเตอร์ ให้ตรงกับระบบ โดยดูจาก google time
จากนั้น คุณจงดูเวลา พอถึง 09.57 น. เมื่อไร กด ยอมรับหลักเกณฑ์ แล้วก็พร้อมลุยเลย
เลือกประเภทรถของคุณได้เลย
รถกระบะ 4 ประตู / รถเก๋ง เลขยากๆ สวยๆ ก็จะยากหน่อย เพราะคู่แข่งเยอะ
รองลงมาเป็น รถกระบะ ที่ ก็ไม่ถือว่า ยากเท่าไร
ว่ากันที่กลุ่ม รถกระบะ 4 ประตู / รถเก๋ง
ดูจากภาพเลยครับ ว่าคุณจะต้องเตรียมอะไรบ้าง ก็เตรียมตามนั้นไว้
** คำแนะนำ - คุณจดใส่กระดาษไว้ ตัวใหญ่ๆ พร้อมเลขทะเบียนในใจคุณไว้ สัก 10 หมายเลข
ที่ให้เตรียมเยอะ เผื่อคุณเลือกเลขยากๆๆๆ เช่น 7779 , 7999 , 7889 , 7879 , 8889 , 8999 ฯลฯ
เตรียมเลข สุดท้าย เผื่อผิดหวังด้วยนะครับ

กรอกรายละเอียดทั้งหมด ลงในช่องที่ให้ใส่
** คำแนะนำ - คุณไม่สามารถ Copy & Paste ได้เลย จะต้องกรอกใหม่เอง
ภาษาอังกฤษ ให้ใส่อักษรตัวพิมพ์เล็ก ระบบจะแปลงเป็นพิมพ์ใหญ่ให้
เมื่อครบแล้ว กด จองเลข
ได้ - ไม่ได้ รอสักพัก ระบบจะบอกให้
ได้ - ยินดีด้วย
ไม่ได้ - จิ้มใหม่ แต่จะให้คุณใส่น้อยลงละ ( โปรดดีใจ )
ระบบจะให้ใส่แค่ ยี่ห้อรถ กับเบอร์โทรฯ
และ แน่นอน.....เลขลำดับถัดไป ในใจคุณ
** คำแนะนำ - อย่าใส่เลขในหมวดประมูล !!
เพราะระบบจะวนใหม่ ให้คุณกรอกรายละเอียดทั้งหมดใหม่
คุณจะเสียเวลาไปอีกพักใหญ่ๆๆๆ
และเมื่อคุณจองได้สำเร็จเสร็จสรรพ
ก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้ หรือ สามารถตรวจสอบได้ จากเลขบัตรประชาชน
ขอให้ทุกท่านโชคดี

ส่งท้ายเรื่อง สิทธิของป้ายประมูล กับ ไม่ประมูล
คร่าวๆ คือ
ป้ายประมูล - ถือครองได้ โดยไม่ต้องมีรถ / ค่าโอน แพงกว่าปกติ ราวๆ 3 เท่า
ป้ายธรรมดา รวมทั้งป้ายกราฟฟิคจับฉลาก - ถือครองไม่ได้ ต้องมีรถมาสลับ / ค่าโอนปกติ

ส่งท้ายอีกเรื่อง - ป้ายปลอม เสมือนปลอม ลวงโลก
จะทำปลอม เลียนแบบ หรือ ใส่กรอบหลอก - ผิดกฎหมายนะครับ

มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2522 และยังอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 6 เดือน-5 ปี ปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ # 3 - รอยต่อสู่ระบบ E-Bidding

24 สิงหาคม 2560 - มีประกาศจากกรมบัญชีกลาง เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเลคทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP)



เพียงแค่เห็นหัวข้อ ก็ดีใจมากแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้อ่านเนื้อหาอะไรมากมาย
เพราะรู้ว่า สักวันหนึ่ง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐควรจะเริ่มมาถึงจุดนี้

ก่อนหน้านี้ มีการใช้ระบบ E-Bidding คือการประมูลงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยการเข้าระบบของรหัสผู้ค้าเอง แต่อาจจะไม่แพร่หลายมาก เนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งด้านมืด ด้านสว่าง

ส่วนนี้ จะขอเทียบงาน สอบราคา กับ E-Bidding ในช่วงปกติ ก่อนประกาศฉบับนี้จะออกมา
มีงานจัดซื้อจัดจ้างแบบ "สอบราคา" ประมาณ 1,000 งานต่อวัน
มีงานจัดซื้อจัดจ้างแบบ "E-Bidding" ประมาณ 350 งานต่อวัน
ตัวเลขเป็นประมาณการคร่าวๆ จากที่เปิดดู เปิดหางานทุกวัน / สถิติจริง คงต้องจากกรมบัญชีกลาง

หลังประกาศฉบับนี้จะออกมา สำรวจวันที่ 28 สิงหาคม 2560
มีงานจัดซื้อจัดจ้างแบบ "สอบราคา" ประมาณ 10 งานต่อวัน
มีงานจัดซื้อจัดจ้างแบบ "E-Bidding" ประมาณ 41 งานต่อวัน
มีการสะดุดของงานจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากมีกฎระเบียบอื่นๆที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่นๆอีก
แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ ทุกอย่างก็จะเข้าที่ เพราะ

กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือเชิญชวนผู้ค้าไปอบรมเรื่องนี้เป็นระยะๆ อยู่แล้ว
ส่วนเจ้าหน้าที่ของราชการเอง ก็คงมีการอบรมก่อนหน้านี้ เป็นระยะเวลานับปีแล้ว

23 สิงหาคม 2560 - ได้มีระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ จำนวน 72 หน้า เป็นแนวทางในการทำงานจัดซื้อจัดจ้าง
สาระสำคัญที่ผมเอง ชื่นชอบก็คือกระบวนการ E-Bidding นั่นเอง


เป็นการตัดตอนการจัดซื้อจัดจ้างแบบสอบราคา ให้เหลือน้อยลงที่สุด แล้วไปเข้าระบบ E-Bidding
และที่โดนใจอีกหัวข้อหนึ่ง คือ

หลักประกันการเสนอราคา จากเดิม วงเงินเกินกว่า 2,000,000.- บาท ต้องมีหลักประกันการเสนอราคา 5% คืออย่างน้อย 100,000.- บาท
เปลี่ยนเป็นวงเงินเกินกว่า 5,000,000.- บาท ต้องมีหลักประกันการเสนอราคา 5%

ทำให้บริษัทเล็กๆ ที่เงินทุนน้อยๆ ก็สามารถแข่งขัน และค่อยๆขยายตัวเติบโตได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

บริษัทเล็กๆ ไม่ได้รับงานราชการอย่างเดียวแน่ๆ ฉะนั้น วงเงินหมุนเวียนเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะแค่ 100,000.- บาท สำหรับบางบริษัท ก็อาจจะเครียด หรือ สะดุด ได้

ยินดีกับก้าวนี้ของกรมบัญชีกลาง ที่ยิ่งใหญ่สำหรับบริษัทเล็กๆ
ก้าวที่ข้ามผ่าน ความอึมครึมของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะส่วนงานปกครองท้องถิ่น ที่สมัยก่อนๆ ผมไม่ค่อยจะกล้าเข้าไปเสนอตัว

ชื่นชมด้วยหัวใจ !!

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ # 2 - ปลาใหญ่ไล่ปลาเล็ก

สิงหาคม 2016 : มีงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แบบ E-Bidding เป็นเครื่องกรองอากาศ

เริ่มต้น ผมก็เข้าระบบ Download Specification มาดู แล้วก็ค้นหา
คุณลักษณะ คือ มีแผ่นกรอง , ระบบการกรอง ฯลฯ ที่เมื่อเทียบแล้ว มันคือ
เครื่องกรองอากาศรุ่นหนึ่งเดียว ของบริษัทขายตรงรายใหญ่
ราคาที่ทางหน่วยงานรัฐกำหนดไว้ คือ เครื่องละ 50,000.- บาท

OK

ทำการติดต่อสอบถามพรรคพวก เพื่อน ที่พอรู้จักผู้ขาย หรือ สมาชิกขายตรง
สรุปว่าได้ราคามาละ
ราคาตาม Catalog ของบริษัทขายตรง คือ 53,8xx.- บาท
ราคาสมาชิก คือ 43,0xx.- บาท

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ลงภาพสินค้าไม่ได้จริงๆ

แต่....ในช่วงเวลาเดียวกัน
สมาชิกสามารถซื้อได้ในราคา 38,0xx.- บาท
โดยจะได้สิทธิก็ต่อเมื่อ ซื้อสินค้าของบริษัทฯ ทุกๆ 800.- บาทจะได้ 1 สิทธิ์
และในทุกวงเงินการซื้อสินค้า ก็จะมีผลประโยชน์ในรูปเงิน คืนกลับมา 15% - 18% หรือ มากกว่านั้น
ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินของการจ่ายของเราและสายงาน

โอว....คนไม่สนใจงานขายตรง ก็ต้องมาสนใจ มาใช้สินค้า เพื่อได้สิทธิ และสู้ราคาเพื่อยื่นงานราชการได้

สรุป - 1 : ผมยื่นเสนอราคาผ่านระบบ E-Bidding ด้วยราคา 37,8xx.- บาท
รวม 4 เครื่อง เป็นเงิน 151,5xx.- บาท

ทำไม ??? ทำไม ยื่นต่ำกว่าราคาที่เราซื้อ 205.- บาท ต่อเครื่อง ??

เพราะว่า...ถ้าผมได้งานนี้ ซื้อทั้งหมด 4 เครื่อง ต้องจ่ายเงินบริษัทขายตรงเป็นเงิน 152,3xx.- บาท
แต่ยื่นเสนอราคา 151,5xx.- บาท เท่ากับ ผมขาดทุนอย่างน้อย 205.- บาท x 4 เครื่อง
เป็นเงิน 820.- บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าขนส่ง ค่าแรง ฯลฯ

เพราะว่า...(อีกครั้ง) บริษัทขายตรงจะจ่ายผลประโยชน์รูปเงินสด เข้าบัญชีเรา ตามสัดส่วนดังที่กล่าวไว้ทีแรก - ชาวขายตรงคงเข้าใจเรื่องนี้ดี

ผมจะได้รับเงินคืนกลับมาในเดือนถัดๆไป หลังจากการซื้อ 18% ราวๆ 27,4xx.- บาท

----------------------------------------------------

สรุป - 2 : ผมชนะการ E-Bidding ครั้งนี้ แต่....
ก่อนการประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคา...........ย้ำอีกครั้งว่า..ก่อนการประกาศผล
มีบุคคลลึกลับ โทรฯมาหา หนึ่งในกรรมการของบริษัท
พูดในทำนองว่า จะโดนทางบริษัทขายตรงฟ้องร้อง เพราะขายต่ำกว่าราคาที่บริษัทฯกำหนด

ในช่วงเวลานั้น ได้แต่สงสัยที่ 1 เขาคือใคร ? ( ตอนโทรฯมา เขาบอกชื่อตัวเองเสร็จสรรพ )
สงสัยที่ 2 เขารู้จักเบอร์ติดต่อได้อย่างไร ?
สงสัยที่ 3 เขารู้ผลแล้วหรือ ?
สงสัยที่ 4 เขาต้องการอะไร ?

วันรุ่งขึ้น ผมโทรฯสอบถามหน่วยงานรัฐ ที่เป็นต้นเรื่อง ได้คำตอบเพียง
รอ ผอ.เซ็นชื่อ แล้วก็จะประกาศ แต่ไม่มีคำตอบเรื่อง บุคคลที่โทรฯมา

----------------------------------------------------

สรุป - 3 : ผมเป็นผู้ชนะการ E-Bidding ดำเนินการตามขั้นตอน ส่งมอบสินค้า ประกอบ ติดตั้ง แนะนำการใช้งาน บำรุงรักษาเบื้องต้น ให้ผู้ใช้งานได้รับทราบ
เรื่องกับหน่วยงานภาครัฐ - ไม่มีปัญหา
แค่ติดใจ เล็กๆน้อยๆ เรื่องใครคือหนอน ? ที่บอกบุคคลลึกลับเรื่องผลการเสนอราคา

ในช่วงการส่งมอบ แนะนำการใช้งาน ก็จะต้องมีคณะกรรมการตรวจรับ 3 คน
มี 1 คน ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นช่างประจำหน่วยงาน ได้บอกกับผมว่า
"เครื่องก่อนหน้านี้ ไม่เห็นมีใครมาอธิบายแบบนี้เลย"
"พลาสติกที่ห่อไส้กรอง ก็ไม่ได้เอาออก แล้วก็ส่งมาให้ช่าง บอกว่า เครื่องมีปัญหา"


นั่นหมายความว่า เครื่องกรองอากาศนี้ มีการซื้อกันมาก่อนหน้านี้แล้ว น่าจะโดยการผ่านบุคคลลึกลับที่ว่านี้ เพียงแต่ .....
ครั้งนี้ !! มันคือ E-Bidding ที่เขาไม่สามารถทำอะไรกับใครได้ จนกว่าจะจบระยะเวลา และขั้นตอนการยื่นเสนอราคา

----------------------------------------------------

สรุป - 4 : ผมได้รับจดหมายจากหน่วยงานจริยธรรม(ชื่อเพราะมาก) ของบริษัทขายตรง ว่ามีการร้องเรียนของสมาชิกรายหนึ่ง ซึ่งก็คือบุคคลลึกลับที่ว่านี้ ผมขอเรียกแกว่า "หมอปอบ" เพื่อความคุ้นชินกับชื่อที่ได้รับมาตั้งแต่ ตอนที่โทรฯมาในช่วง สรุป - 2

เนื้อหาคือ ผมต้องจ่ายเงินให้ หมอปอบ เป็นจำนวนเงินตามส่วนต่างราคาขายกับราคาที่ผมเสนอ คือ 20,0xx.*- บาท (ราคาขาย 43,0xx.- บาท หัก ราคาเสนอ 37,8xx.- บาท x จำนวน 4 เครื่อง)

เมื่อได้รับจดหมายมา ผมก็ทำจดหมายชี้แจงกลับไป พร้อมตั้งคำถาม
1. ผมยอมรับได้ในการจ่ายเงินคืน ในจำนวน ส่วนต่างที่ผมซื้อ กับ ราคาเสนอขาย จำนวน 205.- บาท x 4 เครื่องเป็นเงิน 820.- บาท
2. ผมยอมรับในการจ่ายให้กับบริษัทขายตรง เพราะระบุว่า ผมทำผิดกับบริษัทฯ ก็ควรชดเชยให้กับบริษัท ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ที่เสียผลประโยชน์
3. ผมอธิบายการซื้อ-ขายครั้งก่อนหน้า ว่าไม่มีการอธิบาย และแนะนำการใช้งาน - ผิดจริยธรรมของนักขายไหม ?
4. ผมชี้แจงเรื่องการโทรฯมาของ หมอปอบ ว่าเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับพนักงานขององค์กร ได้อย่างไร ? และยังสนับสนุนให้ หมอปอบ ร้องเรียน ได้อย่างไร ?

หลังจากนั้นก็ยังมีการโทรฯ ประชุมสายร่วมกัน ซึ่งทาง หน่วยงานจริยธรรม(ชื่อเพราะมาก) ก็ยืนยันจะให้จ่ายเงินให้ หมอปอบ ผมก็ได้ปฏิเสธ และตั้งคำถามกลับไปเหมือนในจดหมายชี้แจง

บทสรุปของสรุป - 4 : เรื่องนี้ยังคงค้างอยู่

ภายหลังจากนั้น ผมก็ค้นดูข้อมูล ก็พบว่า หมอปอบ เป็นผู้มีตำแหน่งใหญ่ในบริษัทขายตรง และคงออกตัวแทนทีมงานในสายงาน เพื่อให้มีน้ำหนัก กดลงไปที่หน่วยงานจริยธรรม(ชื่อเพราะมาก)
สรุปงานนี้ ที่ได้ทำงาน ผมมีกำไรนิดหน่อย แทบจะไม่คุ้มค่า 
แต่ความรู้ ความเข้าใจที่ได้มาจากหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้น มากมายจริงๆ
ต้องขอบคุณ หมอปอบและทีมงาน / บริษัทขายตรง / หน่วยงานจริยธรรม(ชื่อเพราะมาก)
----------------------------------------------------

สรุป - 5 : กรกฎาคม 2560 เห็นมีการตั้งเรื่อง เพื่อซื้อเครื่องกรองอากาศ อีก 4 เครื่อง แต่ไม่เห็นการประกาศสอบราคา หรือ E-Bidding (หรืออาจจะมี แล้วผมไม่เจอ)

หากมีแรงกดดันบางอย่างจากมือที่มองไม่เห็น ก็อาจจะไปออกในแนว จัดซื้อวิธีพิเศษ หรือ คัดเลือก หรือ อื่นๆ ที่มีช่องทาง
เพื่อให้ หมอปอบ และทีมงาน ได้มีรายได้ และบรรลุเป้าหมายจากการขายตรงในลักษณะนี้

** เพิ่มเติม **
การจัดซื้อเครื่องกรองอากาศ หลายๆหน่วยงาน ไม่ใช่สเปคแบบนี้
นั่นอาจจะแปลว่า .............. (จงเติมคำในช่องว่าง)

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ # 1 - ปฐมบท กับการขอเคลียร์งาน

เรื่องราวเหล่านี้ เกิดขึ้นในฝัน ( ย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องจริง (มั้ง) )

พฤษภาคม 2015 : เนื่องจากงานเอกชนที่ทำอยู่ มีช่วงเวลาว่างอยู่พอสมควร
ก็เลยมองหาช่องทางทำเงิน สร้างรายได้ให้บริษัทของตัวเอง

ก็พบว่า มีงานราชการ ที่เราสามารถเริ่มรับงานขนาดเล็กๆได้
งานใหญ่ๆ ต้องมีประสบการณ์ภาครัฐ เพื่อเป็นหลักประกันความสามารถผู้ค้านั่นเอง

ช่วงนั้น ก็เป็นช่วงที่มีงบประมาณสนับสนุนด้านพลังงาน
ก็เลยลงตัวที่ระบบไฟถนนโซล่าเซลล์ ซึ่งพอมีความรู้ และทีมงานที่สามารถทำได้อย่างดี


รูปทรงในช่วงนั้น ก็เป็นประมาณตามภาพ คือมีแผงโซล่าเซลล์ / หลอดไฟ LED / กล่องควบคุมไฟ / แบตเตอรี่ / เสา / รากฐาน

หลักการคือ ตั้งเวลา เมื่อหมดแสงแดด ให้ทำงานกี่ชั่วโมง ตามที่กำหนด

เข้าเรื่องจัดซื้อจัดจ้างละ
งานนี้เป็นการจัดซื้อที่เรียกว่า สอบราคา
สอบราคา คืออะไร ?
คร่าวๆ คือ ผู้ค้า ไปซื้อซอง ดูสถานที่(ถ้ามี) และยื่นซอง ที่หน่วยงานรัฐนั้นๆ

ต่อไป....
ฮั๊ว คืออะไร ? - ไม่ต้องอธิบายมากมั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกัน แค่ไม่อยากลงภาพ สถานที่ของอบต. - อย่าลืมว่า นี่คือความฝัน !!

งานนี้ เกิดขึ้นที่ อบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดที่มีชื่อเสียงของงานช้าง ฝั่งอิสานใต้
งานนี้ มีค่าแบบ คือเสียเงินซื้อซอง 2,000.- บาท กับวงเงิน 950,000.-บาท
เป็นงานเสาไฟถนนโซล่าเซลล์ 19 ชุด พร้อมติดตั้ง เฉลี่ยคือ ชุดละ 50,000.- บาท

วันซื้อซอง - ผมเดินเข้าไปที่ข้างใน งานพัสดุของอบต. เพื่อขอซื้อซอง รับแบบ เหตุการณ์ปกติ

พอเดินออกมาจากห้องงานพัสดุ มีชายคนหนึ่ง เดินเข้ามาคุย
ผมรู้เลยว่า เขาคือ นายกฯอบต.แห่งนั้น เพราะผมทำการบ้านมาก่อนแล้ว
ก็เลยพอจำหน้าได้บ้าง

"มาจากไหนกันเนี่ย ?" ชายผิวสีคมเข้มถาม
"ทำไมไม่ถามกันก่อน มาซื้อซองยังงี้ได้ยังไง ?" แกยิงคำถามเรื่อยๆ หลังจากผมตอบคำถามแบบ ถามคำ-ตอบคำ
"งานเขามีคนทำกันมาก่อนแล้วนะ เขาตามๆงานมาอยู่แล้ว"
จำคำพูดแกได้ไม่หมดครับ เพราะมือใหม่ แม้จะเคยผ่านแนวๆนี้มา แต่ก็เป็นงานของพรรคพวกกัน ที่ผมแค่ไปด้วย ไม่ได้สามารถยื่นข้อเสนอได้ตรงๆแบบครั้งนี้

วันนี้ ออกมาจาก อบต.ได้ ก็ปรึกษาพรรคพวก เพื่อนๆ ดูขุมกำลังของตัวเอง - ทำเหมือนกับจะออกรบยังไงยังงั้น แต่ผมต้องคิดเผื่อไว้เสมอๆ

เพื่อนคนหนึ่ง ให้คำตอบว่า "ลองดูดีๆ บางทีได้งาน ก็อาจจะไม่ได้ทำง่ายๆนะ"

--------------------------------------------------------


วันยื่นซอง - จริงๆแล้ว ส่วนใหญ่เราสามารถยื่นก่อนวันสุดท้ายได้ ทั้งนี้ ทั้งนั้นให้ดูที่ประกาศของงานนั้นๆเป็นหลัก

ผมไปยื่นซองแต่เช้า เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าประกบของมือฮั๊ว
ยื่นเสร็จ ขับรถกลับ กทม.

ช่วงบ่ายของวันยื่นซอง มีสายโทรฯเข้ามือถือ บอกว่า เป็นนายกฯอบต.
เนื้อหา ถ้อยคำ น้ำเสียง เป็นในทางเจรจาให้หลีกทางให้ เชิงปรึกษา กดดัน ยื่นข้อเสนอ และอื่นๆอีกมากมาย
ผมอัดเสียงไว้หมดด้วยโทรฯ เพื่อปกป้องตัวเองเล็กๆน้อยๆ หากได้งานแล้วเจอการ "เตะขัดขา"
ผลการเจรจา นายกฯอบต.ไม่ประสบความสำเร็จ

สักพัก มีอีกสายโทรฯเข้ามาเจรจา ต่อรองตัวเลขกัน
เป็นอันรู้กันได้อย่างชัดเจนว่า สายที่ 2 นี้คือคนที่จะขอทำงานนี้

สุดท้ายเจรจาไม่สำเร็จ ไม่ลงตัว
ไม่ใช่ผมไม่ยินดีรับข้อเสนอนะครับ
แต่ตัวเลขไม่เหมาะสม "ผมว่า เราคนทำงานนี้ต่างก็รู้นะว่า ต้นทุนเท่าไร กำไรเท่าไร" - ผมบอกปลายสาย

เมื่อการเจรจาไม่สำเร็จ ซองราคาผมยื่นไปตั้งแต่เช้า
คู่แข่งผม ก็คงต้องกรอกตัวเลขราคากันแบบมีลุ้น

--------------------------------------------------------

ประกาศผล - ผมยื่นไปที่ 6 แสนกลางๆ คู่แข่งยื่นต่ำกว่า ราวๆ 2-3 หมื่น
เป็นอันว่า การจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้ จบลงแบบที่ผมสบายใจ ส่วนคู่แข่ง ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเขาคิดอย่างไร

ช่วงบ่ายๆของวัน ผมก็ตื่นขึ้นมา - ไม่น่าเชื่อว่า ผมจะนอนหลับกลางวัน ฝันได้เป็นเรื่องเป็นราวได้ขนาดนี้
สงสัยจะเครียดกับงาน นอนน้อยในหลายๆวันติดๆกัน

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ขายรถ ให้กลุ่มผู้รับซื้อรถยนต์ - ก็เต๊นท์นั่นแหละ

หลังจากหลายๆๆๆๆปีก่อน เขียนถึงการเตรียมตัวซื้อรถมือสอง จากโครงการรถคันแรก

เตรียมซื้อรถมือ 2 จากผู้ใช้สิทธิรถคันแรก

เวลาผ่านไป ความต้องการด้านยานพาหนะก็เปลี่ยนไปตามวัย และ เทคโนโลยี
คราวนี้อยากจะขายรถบ้างละ

รถคันนี้ เป็นรถที่ผมใช้งานอยู่ โดยซื้้อรถใหม่มา
รถคันที่ว่านี้เป็น NISSAN Juke 1.6 E ปี 2014 ออกมาราวๆ ก.พ. 2014
ช่วงที่รถออก จะมีรุ่นให้เลือกอยู่ 2 รุ่น
1.6 V ซึ่งเป็นตัว Top และ 1.6 E เรียกว่า รอง Top หรือ รุ่นต่ำ ก็แล้วแต่จะเรียกขานกัน

ส่วนที่ต่างกัน ภายนอกก็เป็นพวกสปอยเลอร์


1.6 V ก็จะมีหางหลัง 1.6 E จะไม่มีหางหลัง
แต่ของผม 1.6 E จะมีหางหลังที่ศูนย์ NISSAN ติดมาให้เสร็จสรรพ

ส่วนที่ต่างกันภายใน ก็ เบาะหนัง กับ สีแดง


โดยส่วนตัวไม่ชอบเลย ภายในสีแดงๆแบบนี้น่ะ เลยซื้อ 1.6 E มาใช้

ส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกันหมด ทั้งเครื่องยนต์ เครื่องเสียง อุปกรณ์ความสะดวกต่างๆ

กลับเข้ามาเรื่องของการขายรถคันนี้ ให้กลุ่มผู้รับซื้อรถ เรียกง่ายๆ ว่า ขายให้เต๊นท์ นั่นแหละ
บางท่านอ่านแล้ว เกิดคำถามในใจ

"ทำไมไม่ขายให้คนที่ซื้อรถเพื่อใช้งานโดยตรงล่ะ ??"

ผมมี 2 เหตุผล ครับ ซึ่งได้ลงขายทาง Internet แล้ว และมีผู้สนใจมาดู และทดลองขับ
เหตุผลที่ได้รับมาก็มีดังนี้
"ชอบนะ แต่ว่า รถมันสูงไปหน่อย" - สงสัยรายนี้จะดูหลายรุ่น แบบรถเก๋ง แล้วมาเทียบกับ SUV
"ว๊า....ติดแก๊สมาแล้ว" - เวลาขายผมก็ลงรายละเอียดครบนะครับ
"คิดว่าเป็นรุ่นทอป" - อันนี้ ดูรูป อ่านรายละเอียดมา แต่พอผมบอกว่า ตอนออกรถมี 2 รุ่นนะ ตัวนี้ไม่ทอป ก็เลยตอบมาว่า อยากได้ตัวทอป !!

3 รายนี้ ได้ทดลองขับ
ซึ่งบอกตรงๆว่า ผมไม่ชอบให้คนมาขับรถผม แบบการทดลองขับเท่าไร - แต่เรื่องนี้ต้องทำใจ
อีกเหตุผล ก็คือ ผมต้องรีบใช้เงินในธุรกิจของผม - อันนี้ ทำใจอยู่แล้ว ว่าราคาโดนกดแน่ๆ

สุดท้ายเลยตัดสินใจขายให้เต๊นท์ดีกว่า รวดเร็ว ไม่จุกจิกให้บั่นทอนสมอง และอารมณ์

รถคันนี้ ไม่มีชน ไม่เคยจม หรือลุยน้ำ
ติดแก๊สมาแล้ว ตั้งแต่วิ่งมาราวๆ 5000 กม. แรก ระบบหัวฉีด จากร้านติดที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง
รถวิ่งมาแล้ว 72,XXX กม.

มีเต๊นท์มาดู 3 ราย ในวันเดียวกัน เวลาต่อเนื่องกัน
สรุปประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

1. ตอนเสนอราคาก่อนมาดูรถ ให้ราคา และรับราคาได้ ตามที่เปิดราคาไว้
2. ทั้ง 3 ราย ไม่ทดลองขับรถเลย ดูแต่ตะเข็บรถ ฟังการสตาร์ทเครื่อง
3. ทั้ง 3 ราย ถามว่า เข้าศูนย์ไหม ที่ระยะกี่ กม. - อันนี้ ท่านๆ เริ่มทราบแล้วใช่ไหม ??
4. ติดแก๊ส ลงเล่มไหม ?? - อันนี้ ท่านๆ น่าจะทราบชัดเจนขึ้นแล้วนะครับ
5. ถอดแก๊สออก ก็ขายอุปกรณ์ไม่ได้ ต้องถอดทิ้งอย่างเดียว

จากการพูดคุย ตกลง สรุปราคา จนเสร็จการเซ็นเอกสาร และจ่ายเงิน
สรุปอีกครั้ง สำหรับผู้ที่จะซื้อรถมือสองจากเต๊นท์

1-1. มาถึง ดูรถจริงๆ ก็จะกดราคาลงอีก 10 % แม้ตอนแรกจะบอกว่า สู้ราคาที่เรากำหนดได้ ถ้าไม่มีชนมา และสภาพตามรูปที่ส่งให้ - ถ้าจะขายให้เต๊นท์ ก็ต้องทำใจเรื่องนี้ให้ได้

2-1. เต๊นท์จะมีการ "ชง" รถอยู่แล้ว โดยจะมีช่างประจำ หรือ มือรับจ้าง ให้ปรับปรุงรถให้อยู่สภาพพอใช้งานได้ ในกรณีช่วงล่างรถ มีปัญหา

3-1. ท่านอาจจะได้รถที่กรอไมล์ - อันนี้ผู้ขายทำผิดกฎหมายนะครับ
การถามว่า เข้าศูนย์ที่ไหน ระยะกี่ กม. - รถผมเข้าศูนย์ครั้งสุดท้ายที่ 30,000 กม. ที่ NISSAN สาขา xxxxxx
ซึ่งทางเต๊นท์ ก็จะเช็คที่ศูนย์นั้นๆ แล้จะทำการกรอไมล์ ให้ดูเหมือนรถวิ่งมาน้อย
ตอนนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ .... รถคันนี้ อาจจะไมล์อยู่ที่ 3 หมื่นต้นๆ ก็ได้

4-1. เต๊นท์จะทำการถอดชุดแก๊สออก ปรับให้ดูเหมือนรถไม่เคยติดตั้งแก๊สมา
ถอดถังแก๊สออก ทำการอุดรู ที่ท้ายรถ ที่ตำแหน่งที่ถูกเจาะ
เปลี่ยนท่อไอดี กรณี รถรุ่นที่ต้องเจาะคอท่อไอดี
เพราะเล่มทะเบียน ไม่ได้จดติดตั้งแก๊ส

สำหรับผู้ที่จะดูรถมือ 2 แบบเครื่องเบนซิน ต้องก้มๆ มองใต้ท้องด้านหลัง
หากพบการอุดรู หรือ ร่องรอยการติดหรือเจาะเพื่อยึดท่อเติมแก๊ส ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามท่อไอเสีย
ก็ให้สันนิษฐานไว้ว่า อาจจะเคยติดแก๊สมา ให้มองช่องยางอะไหล่ หรือด้านในกระโปรงท้าย

5-1. อย่างน้อย ถังแก๊สก็ขายได้ครับ แบบขี้หมู ขี้หมา ก็ 2-3 พันละ

ทั้งหมด ทั้งมวล ไม่ได้หมายความว่า เต๊นท์รถทั้งหมดจะเป็นแบบนี้นะครับ
เต๊นท์คุณธรรม น่าจะยังคงมี แต่ก็เข้าใจว่า
ขึ้นอยู่กับรถแต่ละคันที่เขาได้มาด้วย ที่จะทำให้เขามีคุณธรรมจริงๆไหม

ใช่ไหมเพ่ !!


วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มาตรฐาน CE คืออะไร


เครื่องหมาย CE ย่อมาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า “Conformite Europeene ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำใน ภาษาอังกฤษคือ “European Conformity” เดิมทีใช้เครื่องหมาย EC แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องหมาย CE อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536

เครื่องหมาย CE ที่ปรากฏอยู่บนสินค้าเป็นเครื่องหมายที่แสดงการรับรองจากผู้ผลิต (Manufacturer’s Declaration) ว่าสินค้านั้น มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป การมีเครื่องหมาย CE กำกับบนสินค้าจะทำให้สินค้านั้นสามารถวางจำหน่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีในเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ European Economic Area (EEA) ซึ่งประกอบด้วยสหภาพยุโรป หรือ European Community (EU) และ สมาคมการค้าเสรียุโรป หรือ European Free Trade Association (EFTA) ยกเว้นประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสมาชิกแต่ละประเทศจะดำเนินการออกกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป หรือ EC Directives ที่กี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมาย CE



สินค้าที่อยู่ในข่ายต้องใช้เครื่องหมาย CE มีสินค้า 23 กลุ่ม ซึ่งจะต้องมีเครื่องหมาย CE จึงจะสามารถวางจำหน่ายและเคลื่อนย้ายภายในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ได้ ซึ่งรวมถึงสินค้านำเข้าด้วย และในแต่ละสินค้าจะมีกฎหมายเฉพาะสินค้า หรือที่เรียกว่า Product Directives ซึ่งให้รายละเอียดข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสินค้า (technical specifications) ที่กำหนดขึ้นมาจากมาตรฐานความสอดคล้อง (Harmonized Standards) ขององค์การมาตรฐานต่างๆ ในยุโรป อาทิ European Committee for Standardization (CEN), European Committee for Electrotechnical Standardization (CENELEC) เป็นต้น โดยสินค้าที่ต้องมีเครื่องหมาย CE มีดังนี้


 1 ระบบและอุปกรณ์เกี่ยวกับการจัดการจราจรทางอากาศ ซึ่งรวมถึงระบบการสื่อสาร ระบบการตรวจสอบ
ระบบการให้ความช่วยเหลืออัตโนมัติในการควบคุมการจราจรทางอากาศ และระบบการให้ทิศทาง รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/65/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537
2 อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จุดไฟโดยใช้แก๊ส ซึ่งหมายถึงเครื่องใช้ทุกชนิดที่ใช้ในการทำอาหาร ทำความร้อน ผลิตน้ำร้อน ตู้เย็น แสงสว่าง หรือซักล้าง และที่ซึ่งระดับอุณหภูมิของน้ำไม่เกิน 105 องศาเซลเซียส รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/396/EEC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2539
3 ระบบการติดตั้งเคเบิลสำหรับบรรทุกผู้โดยสาร รายละเอียดปรากฏใน Directive 2000/9/EC แต่ยังไม่มี
ผลใช้บังคับทางกฎหมาย
4 อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้า หรือโวลต์ต่ำ ซึ่งรวมถึง อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้กับระดับแรงดันไฟฟ้าระหว่าง 50-1,000 โวลต์ หรือ 75-1,500 โวลต์ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่ใช้ภายในประเทศและเชิงพาณิชย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 73/23/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2540
5 ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการก่อสร้าง รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/106/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่
เดือนมิถุนายน 2534
6 อุปกรณ์และระบบป้องกันสำหรับการใช้ในบรรยากาศที่อาจเกิดการระเบิด ซึ่งหมายถึง เครื่องจักรหรือ
อุปกรณ์ที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดผ่านแหล่งกำเนิด ที่ทำให้เกิดการเผาไหม้และระบบป้องกันนี้ถูกออกแบบให้สามารถระงับการระเบิดนั้นได้ รายละเอียดปรากฏใน Directive 94/9/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2546
7 วัตถุระเบิดสำหรับพลเมืองใช้ ซึ่งถูกนิยามรายละเอียดในเอกสารข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติว่า
ด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/15/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
8 ภาชนะหุงต้มน้ำร้อน (ปริมาณระหว่าง 4 กิโลวัตต์ ถึง 400 กิโลวัตต์ เผาไหม้โดยของเหลวหรือเชื้อเพลงแก๊ส) รายละเอียดปรากฏใน Directive 92/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541
9 ตู้เย็นและเครื่องทำความเย็นใช้ภายในครัวเรือน รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/57/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนกันยายน 2542
10 ลิฟต์สำหรับขนผู้โดยสารหรือสินค้า รายละเอียดปรากฏใน Directive 95/16/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2542 
11 เครื่องจักรกลทุกชนิดที่มีส่วนประกอบใช้ในการแปรรูป รักษา เคลื่อนย้าย หรือการบรรจุหีบห่อวัสดุรายละเอียดปรากฏใน Directive 1998/37/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2538
12 อุปกรณ์เกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศ รายละเอียดปรากฏในDirective 96/98/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2541 
13 เครื่องมือทางการแพทย์ หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการวินิจฉัย การ ป้องกัน การติดตาม การรักษา หรือการบรรเทาโรค การบาดเจ็บ หรือความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งรวมถึงการทดแทนแขนขา หรือข้อต่อ และการคุมกำเนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 93/42/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2541
14 เครื่องมือทางการแพทย์เกี่ยวกับการฝังที่มีลักษณะเป็นกัมมันตภาพรังสี ซึ่งรวมถึงเครื่องมือที่อาศัยแหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือ แหล่งพลังงานอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่ผลิตได้โดยตรงจากร่างการมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 90/385/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2538
15 เครื่องมือทางการแพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค หมายถึง เครื่องมือที่ ใช้ในการตรวจสอบสิ่งต่างๆ เช่น เลือด เนื้อเยื่อจากร่างกายมนุษย์ รายละเอียดปรากฏใน Directive 98/79/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 
16 เครื่องชั่งแบบไม่อัตโนมัติ หมายถึง เครื่องชั่งที่ต้องมีผู้ควบคุมเครื่องใน กระบวนการชั่ง รายละเอียดปรากฏ
ใน Directive 90/384/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2546
17 อุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคล หมายถึง เครื่องมือใดๆ ที่บุคคลใช้ใน การป้องกันความปลอดภัยหรือต่อต้าน
สิ่งที่เป็นอันตราย รายละเอียดปรากฏใน Directive 89/686/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2538
18 อุปกรณ์เกี่ยวกับแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อ หรืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์/ส่วนประกอบเกี่ยวกับแรงดันทุกชนิด รายละเอียดปรากฏใน Directive 97/23/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2545
19 อุปกรณ์เกี่ยวกับวิทยุ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสถานีโทรคมนาคม รายละเอียดปรากฏใน Directive1999/5/EC ซึ่งในแต่ละตัวสินค้ามีผลใช้ บังคับทางกฎหมายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน
20 เรือขนาดความยาวของลำเรือตั้งแต่ 2.5 – 24 เมตร ที่ใช้สำหรับการ กีฬา หรือ การพักผ่อนรายละเอียดปรากฏใน Directive 95/25/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2541
21 ท่อแรงดัน ซึ่งรวมถึงท่อเชื่อมโลหะที่นำมาใช้บรรจุอากาศ หรือ ไนโตรเจน ณ ความดันที่เกินกว่า 0.5 บาร์รายละเอียดปรากฏใน Directive 87/404/EEC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2535
22ของเล่น หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบและทำให้สำหรับเด็กอายุ ไม่เกิน 14 ปีเล่น รายละเอียดปรากฏใน Directive 88/378 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือน มกราคม 2533
23 ระบบรถไฟภายในยุโรป รายละเอียดปรากฏใน Directive 96/48/EC ซึ่งยังมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539


นอกจากนี้ สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการออกกฎระเบียบเครื่องหมาย CE สำหรับสินค้าโลหะมีค่า และ หลอดไฟเรืองแสง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว EU Directives จะให้ระยะเวลาผ่อนผันกับผู้ประกอบการในการ ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบนั้น แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันแล้ว ผู้ผลิตจะต้องใช้เครื่องหมาย CE กำกับ บนสินค้า จึงจะสามารถวางขายได้ในตลาดยุโรป


ขอบคุณข้อมูลจาก cyn.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

รถเมล์ - กติกากับผู้คน

มีนาคม 2015

ช่วงนี้ ได้มีโอกาส ใช้รถขนส่งมวลชนบ่อยครั้งมากๆ
เลยได้มีโอกาสทบทวนความทรงจำ ความรู้สึก ที่เคยนั่งสมัยหนุ่มๆ ราว 20 กว่าปีที่แล้ว
เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน - อันนี้ในเพลงของอัสนีย์-วสันต์ โชติกุล
สำหรับรถเมล์ และผู้คน เวลาเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน


- โทรศัพท์ หรือ อุปกรณ์สื่อสาร
20 กว่าปีที่แล้ว ยุคที่ไม่มีอุปกรณ์สื่อสารอะไรมากมาย
การที่คนจะมีโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง นั่นคือผู้มีอันจะกิน เพราะราคาในยุคนั้น ก็ราวๆ 1 แสนนู่นเลย

ก็เลยมีการเปรียบเปรยกันว่า คนที่นั่งรถเมล์ในยุคนั้น คงไม่มีใครใช้โทรศัพท์มือถือกันหรอก
ใครเอามาใช้ คงดูประดัก ประเดิด น่าดู


แต่พอราคาเริ่มลดลง จนยุคนี้ โทรศัพท์มือถือ เป็นเรื่องที่ทุกคน แทบทุกวัย จะหาซื้อมาใช้งานกันได้
ดังนั้น จึงสามารถเจอผู้คน Online และ Update Status กันได้อย่างเป็นปกติ
ไม่ว่าจะบนรถไฟฟ้า (มาหานะเธอ) รถเมล์ หรือ เรือเมล์

------------------------------------------------


- เบาะนั่งแถวสุดท้าย รถปรับอากาศ
รถเมล์ปรับอากาศ หรือ ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า ปอ. 
แม้จะมีช่วงหนึ่งที่มีรถ ปอ.พ. ราคา 20 บาทตลอดสาย แต่ตอนนี้ ปอ.พ. ได้จากพวกเราไปเสียแล้ว

ไอ้เจ้าเบาะนั่งรถ ปอ. ในสมัยก่อน (ตามรูปด้านบน) ระดับของเบาะที่นั่ง จะเสมอกันกับเบาะนั่งแถวอื่นๆ
เวลาที่รถเมล์วิ่งไป ตำแหน่งคนนั่งตรงจุดนั้น ก็จะอยู๋ในระดับที่ไม่น่าตื่นเต้นจนเกินไป
แต่ สมัยนี้ เรามีรถปอ. รุ่นใหม่ สีเหลืองสดใส


เจ้ารถ ปอ.เหลืองนี้ พิเศษตรงที่ มีประตูหน้า และ กลาง ให้ผู้โดยสารขึ้นลงได้อย่างสะดวก
แถมประตูก็ 2 บานพับ กว้างพอที่จะลงได้ 2 คน พร้อมๆกัน
แล้วเจ้าเบาะนั่งแถวสุดท้ายของมันล่ะ ??


มันเป็นดินแดนลึกลับ ที่ไม่ค่อยมีผู้คนอยากจะเข้าไปสักเท่าไรนัก
เพราะเบาะแถวสุดท้ายนั้น อยู่ระดับที่สูงกว่าที่นั่งอื่นๆ
เบาะแถวนั้น จะมี 4 ที่นั่ง แต่ 2 ที่นั่งกลางนั้น ไม่มีจุดให้จับหรือ ยึดเพื่อประคองร่าง
ขณะที่รถเคลื่อนตัว หรือ เลี้ยว หรือ ขึ้นเนิน หรือ คอสะพานนั้น สุดจะบรรยาย 

------------------------------------------------


- รถเมล์ร้อน ประตูกลาง และคนเดินช้าๆๆๆ
รถเมล์ที่จะพูดถึง ก็คือรถเมล์ครีม-แดง ที่มีประตู 2 บายอยู่ตรงกลางรถนั่นเอง
เรียกว่า แทบจะทุกครั้งที่ได้ขึ้นรถครีม-แดงนี้ ก็มักจะเจอผู้โดยสารประเภทที่ ....


เดินขึ้นมาแล้ว ก็ หันซ้าย-หันขวา มองหน้า-มองหลัง เพื่อเลือกตำแหน่งที่ตนเองจะนั่ง
โดยที่ไม่ได้หันไปมองว่า ผู้โดยสารท่านอื่นๆ ก็รอที่จะขึ้น และเข้ามาในรถ
....
...
..
ขอความกรุณาเถอะครับ !! ขึ้นแล้ว รีบเข้าข้างใน
นั่งไหนก็ได้ อย่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวการที่ทำให้คนติด และ รถติด
..
.
คุณล่ะ เคยเจอผู้โดยสารประเภทนี้ไหม ??

------------------------------------------------


- ยืนรอรถเมล์ บนถนน....บนถนนน่ะ ไม่ใช่ทางเท้า !!
ไม่กล้าถ่ายรูป และเอารูปจากเมืองไทยมา กลัวเดี๋ยวจะว่าประจานกัน
เกือบๆ เดือนที่ได้นั่งรถเมล์ ได้เจอ 3-4 ราย ที่มักจะยืนรอรถเมล์บนถนน
ทั้งๆ ที่ ไม่มีรถเมล์ ที่กำลังจะวิ่งเข้าป้าย แต่อย่าลืมว่า มีรถตู้ รถมอเตอร์ไซค์ และอื่นๆ
ที่พร้อมจะวิ่งเข้ามาเฉี่ยวชนผู้ที่ยืนบนถนน

รอที่ทางเท้าเถอะครับ รถเมล์มา จอดให้เกือบสนิท ค่อยลงไปที่บนถนน
ท่านจะปลอดภัย มอเตอร์ไซค์ รถตู้ ก็ไม่เดือดร้อน

------------------------------------------------


- รางจักรยานบนสะพานลอยคนข้าม
สารภาพตามตรงว่า ผมไม่ค่อยได้ดูทีวี ข่าวสารก็ไม่ค่อยได้ติดตามอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ก็ตั้งแต่ ระบบการเมืองปวนแปร แบ่งแยก เลยไม่กล้าเสพสื่อ สะเปะสะปะ
..
เดินข้ามสะพานลอยคนข้ามมา ก็เจอรางเหล็ก ที่อยู่ด้านข้าง 2 ด้านของทางขึ้น
มันคืออะไร ???
..
ผมเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ที่เป็นผู้ดูแลรถเมล์ยามเช้า แกให้คำตอบผมว่า
"อ่อ...เป็นทางสำหรับให้เข็นจักรยานขึ้นสะพานลอย เพื่อข้ามฝั่ง"
โอว....เพิ่งเข้าใจ และนึกภาพออก เพราะเป็นพวกที่ชอบปั่นจักรยานอยู่แล้ว
..
มีรางจักรยานให้ใช้ ไม่อย่างนั้น อาจจะเป็นอย่างพี่ๆ ในภาพด้านล่าง


ก็มีข้อสงสัยนิดเดียว ด้วยความที่ไม่เคยใช้ และไม่เคยเห็นคนใช้เจ้ารางจักรยานที่ว่านี้
* แฮนด์รถ มันไม่ติดราวสะพานลอยหรือ ??
** รถพับคันเล็กๆ แฮนด์จะติดไหมหนอ หรือ มันเบากว่า ไม่ต้องใช้รางแบกขึ้นได้เลย ??

------------------------------------------------

ขอขอบคุณ และขออนุญาต เจ้าของภาพ , นายแบบในภาพ และ ระบบขนส่งมวลชน ที่เป็นที่พึ่งของผู้คนทุกชนชั้น

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

เงาของศรัทธา - ปีชง เหยื่อของความเชื่อ ?

ทุกๆปลายปี ในระยะราว 10 ปีให้หลังมา เรามักจะได้ยิน มหาทวยเทพพยากรณ์มากมาย ออกมาให้คำแนะนำ ชี้นำ เสนอแนะ รวมถึงการขายคำพูด (พยากรณ์อนาคต) ผ่านทางสายด่วน 1900 XXX XXX

หมอดูมากมาย จับจอง แย่งชิง พื้นที่สื่อ โดยใช้สารพัดเหตุผล ที่จะดึงคนเข้าสู่เป้าหมายลึกๆที่ต้องการ คือ 1900 XXX XXX เพราะนั่นคือรายได้มหาศาล จาก
ความอ่อนแอทางจิตใจ
ความหวัง กำลังใจ ที่ขาดหายไป
ความละโมภ อยากมั่งมี
ฯลฯ

ศาสตร์แห่งการพยากรณ์นั้นมีมานานมาก จากการคำนวน การเก็บสถิติ
ซึ่งตัวเลข ข้อมูลต่างๆนั้น แต่ละคนย่อมมีวิถี และ กาล ที่ต่างกัน
ก็ย่อมหมายความว่า เหตุที่จะเกิดกับคนนั้นๆ ย่อมต่างกัน

และขอย้ำว่า ศาสตร์การทำนายไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา !!

เรื่องปีชง ดวงชง ตามศาสตร์จีน มีมายาวนาน แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำนาย
และไม่ได้ปรารถนา จะให้คนเข้าใจว่า มันคือแกนหลักของการทำนาย

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารพัฒนาการไปมาก
คำว่า ปีชง ถูกกระตุ้นให้มีชื่อเสียงตามไปด้วย
( แม้บาง Website จะมีแสดงปีชง ตั้งแต่ พ.ศ. 2400 แต่ มันมี Internet แล้วหรือ ?? - นั่นแปลว่า มาทำทีหลัง เผื่อคนอ่านเจอข้อความแล้วจะแอบเถียงในใจ )

10 ปีที่ผ่านมา การบอกปีชง คือ คนเกิดปีนั้นปีนี้ จะชง-คัก-เฮ้ง-ผั่ว
แล้วก็แนะนำให้คนในปีชงนั้นๆ ไปทำบุญ ที่นั่น ที่นี่ แล้วแต่จะปั้นแต่งขึ้นมา

ต่อๆมา
ก็เริ่มมีมากขึ้น ให้คนปีนั้นไปที่นั้น / ปีนี้ไปที่นี้ / ไปนู่นไปนี่

ต่อๆมา (อีกครั้ง)
ก็เริ่มมีมากขึ้น(อีกครั้ง) ควรไปเวลานั้น เวลานี้

ต่อๆมา (อีกครั้ง อีกครั้ง)
ก็เริ่มมีกลเม็ดเด็ดพรายขึ้นมาอีก โดยมีชงเป็น %
ปีชง 100% , 75% , 50% , 25% โอว.....

ในอนาคต เมื่อกลเม็ดปีชง เจริญเติบโตมากขึ้น ตามผู้คนที่เชื่อมากขึ้น
อาจจะมีการแสดงปีชง ในระดับทศนิยม ก็เป็นได้
วกกลับมาที่หมอดู เทพพยากรณ์ทั้งหลาย
การพูดถึงการทำนาย แบบวงกว้างนั่นเอง ที่จะทำให้พวกเขาอยู่รอด และมีรายได้จากสังคม
สังคมที่มีสัดส่วนกลุ่มคนเน้นความเชื่ออย่างไร้กระบวนการจำนวนมาก

หมอดู เทพพยากรณ์หลายๆท่าน ได้พยายามผูกโยงศาสนาเข้ามา
เพื่อ - ทำให้ดูมีความขลัง
เพื่อ - ทำให้สิ่งนั้นดูเป็นพุทธะ
เพื่อ - ใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบังการทำนายอันผิดพลาด
เพื่อ - ฐานของผู้เชื่อ ที่มีมากขึ้น
เพืี่อ - ฯลฯ ที่ หมอดู เทพพยากรณ์ นั้นไม่สามารถเปิดเผยได้

จะมีหมอดู เทพพยากรณ์คนไหน ที่มีเวลาพอเก็บสถิติ ผู้เสียชีวิตเทศกาลปีใหม่
แล้วมาบอกไหมว่า คนที่ตายไปนั้น ปีชง กี่คน ? ไม่ชง กี่คน ?

จะมีหมอดู เทพพยากรณ์คนไหน ที่มีเวลาพอมาพูดว่า ที่ตนทำนายไปปีที่ผ่านมา ผิดตรงไหนบ้าง
ควรรู้ว่า ศรัทธา เกิดจากการยอมรับ ไม่ใช่ความเชื่อ



ทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี ตามวิถีทางของแต่ละศาสนา
หากเราตั้งอยู่ในกระบวนการคิดดี ทำดี และไม่เห็นแก่ตนเอง
ไม่ต้องสนใจปีชงให้มากมาย ถ้าคุณคิดว่าคุณดี และมีกระบวนการคิดดี

หากคุณๆ ที่ปีชง กังวลใจ ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา
แค่คุณทำดีกับพ่อแม่ และคนรอบๆตัว ก็พอแล้ว
ไม่ต้องดิ้นรนจนตัวเองต้องลำบากจนเกินกำลัง
พาพ่อแม่กินข้าว , โทรฯหา , จับมือ โอบกอด
เท่านี้ ก็เพียงพอ และมีค่ากว่าการดิ้นรน กระเสือกกระสน ไปนู่นนี้ ตามคำของหมอดู เทพพยากรณ์

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เงาของศรัทธา - ปล่อยวางตามจังหวะ

คิดและไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ ว่าจะเขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนรอบๆตัว ในแนวศาสนาได้ไหม
บางอย่าง กับครอบครัว มันละเอียดอ่อน
บางอย่าง กับศาสนา ก็ยิ่งละเอียดอ่อน

แต่ไม่ว่า จะศาสนาไหนๆ ก็ล้วนสอนให้คน เป็นคนดี
หากไม่ถูกบิดเบือน ให้มันผิดเพี้ยนจนเกินไป

เรื่องของการปล่อยวาง ดูเหมือนว่ามันจะง่ายๆ ไม่ต้องมีการปฏิบัติอะไรมากมาย
เพราะแทบจะทุกอย่างของการปล่อยวาง ล้วนอยู่ที่จิตใจ ... จริงหรือ ?

ยกตัวอย่าง แม่ของผมเอง หรือ อาจจะคล้ายๆกับแม่ของใครๆอีกหลายคน
ความเป็นแม่ ย่อมห่วงลูก ( ไม่แพ้ความเป็นพ่อ ที่ห่วงลูกไม่ต่างกัน )

แม่ จะมีอะไรทำอยู่ตลอด เพื่อดูแลลูก แม้ลูกจะโตมาก-น้อย ขนาดไหนก็ตาม
แม่ จะห่วงลูก กลัวจะลำบาก อดอยาก ยากแค้น
แม่ จะคำนึงถึงอนาคตลูก ว่าจะไปทางไหน บั้นปลายจะเป็นอย่างไร

แม่ เมื่ออายุยังอยู่ในวัยทำงาน  ก็คิด และสามารถปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง

แม่ เมื่อมีอายุมากขึ้น ลูกๆเติบโต ทำงาน มีครอบครัว ก็ควรจะต้องปล่อยวางให้มากขึ้น

แม่ของผม อายุก็ 60 กลางๆ แต่ก็ยังทำนู่น ทำนี่
ทั้งๆที่ลูกๆ ก็บอกให้เพลาๆ และ พักบ้าง
ลูกๆต่างรู้ ว่า สิ่งที่แม่คิด และ ทำ ล้วนแต่เพื่อลูก

แต่ ... นั่นเป็นการยึดถือ ยึดติด ไม่ปล่อยวาง
แม่กำลังแบกก้อนหินไว้ ก้อนหินที่แม่แบกไว้ตั้งแต่สมัยวัยทำงาน

เพื่อเงิน ?
- ลูกต่างมีฐานะที่ไม่ได้ยากจนอะไรมากมาย

เพื่อให้ลูกสบาย ?
- ลูกต่างเติบโต ทำงาน การดูแลชีวิตพื้นฐาน ทำเองได้ไม่ยาก


วัย และ สังขาร ของแม่นั้น ช่างไม่เหมือนก่อน
ผู้สูงอายุ ก็ไม่ควรหักโหมอะไรมากจนเกินกำลัง แบบที่ พอตกเย็นแล้ว อ่อนล้าเกินไป
สิ่งสำคัญของคนวัยนี้ คือ สุขภาพ

ไม่มีลูกคนไหน ยินดีที่จะเห็นแม่ช่วยทำงาน แล้วต้องป่วย รักษาตัวในโรงพยาบาล

บางเรื่องสำหรับแม่วัยขนาดนี้ ต้องปล่อยวาง ละ ทุกข์บางอย่างออกจากใจ

ลูกต่างทำงาน มีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว และพ่อแม่
- ปล่อยวางเรื่องเงิน และ รายได้ ลงเถอะ

ลูกต่างมีครอบครัว หรือ มีคนช่วยดูแลวิถีชีวิต
- ปล่อยวางเรื่องครอบครัวของลูก จะใช้ชีวิตกับใคร ไม่ต้องกังวลแล้ว

ค่อยๆทำใจ ปลดปล่อยก้อนหิน และ ความพะวงต่างๆ ออกไป ทีละน้อย ทีละน้อย
แม่จะได้พักมากขึ้น

พอปล่อยวางได้มากขึ้นอย่างถึงที่สุดแล้ว
แม่จะมีความสุข กับการปอกผลไม้ให้ลูก ให้หลาน
นั่งดูลูกหลาน ทำงาน เล่นซน
ความสุขจะเกิดในใจ เมื่อใจสุข กายก็จะสุขตาม
เรื่องเจ็บป่วยทางกาย โอกาสก็น้อยลง
เรื่องเจ็บป่วยทางใจ เมื่อแม่ทิ้งก้อนหินที่แบกไว้จนถึงจุดหนึ่ง
ใจจะสุข ใบหน้าจะมีแต่ความสุข

ลูกทุกคน ต่างก็หวังให้เป็นแบบนั้น
วางลงบ้างเถอะ ก้อนหิน และ ก้อนทุกข์ที่แบกไว้น่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เงาของศรัทธา - จ่ายเพื่อบุญ หรือ ละเพื่อบุญ

ในยุคสังคมออนไลน์ มีการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆมากมาย โดยเฉพาะ "ของฟรี"

มีเรื่องราวของฟรี ที่อยากจะยกตัวอย่าง เพื่อเทียบกับการทำบุญ การกุศล อย่างที่ชาวพุทธ นิยมกัน
เรื่องที่อยากจะยกตัวอย่างคือ "วัคซีนฟรี" และ "ยารักษามะเร็งฟรี"

วัคซีนไข้หวัดใหญ่
หน่วยงานของรัฐ หลายๆหน่วยงาน ได้มีการเผยแพร่ให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้รับวัคซีนฟรี
โดยในปี 2557 กระทรวงสาธาณสุข ได้จัดโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ตามฤดูกาลให้ประชาชนฟรี จำนวน 3.4 ล้านโดส

โดยจะฉีดให้แก่ 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
1.กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงสัมผัสโรคขณะดูแลผู้เจ็บป่วย
2.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
3.กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ มีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
4.กลุ่มเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี
5.กลุ่มผู้ป่วยทุกอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค ได้แก่ เบาหวาน, หลอดเลือดสมอง, ไตวาย, หอบหืด, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ที่อยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัด

ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากต้องการฉีดวัคซีน สามารถรับบริการที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชน แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามที่โรงพยาบาลกำหนด

กลับมาที่หัวข้อ คือ จ่ายเพื่อบุญ หรือ ละเพื่อบุญ
กลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่มนี้ ในแต่ละกลุ่ม ก็ย่อมมีทั้งคนที่มีฐานะ ดี ปานกลาง และ ยากจน คละกันไป
หากเราเอง อยู่ในฐานะที่มีอันจะกิน ไม่ได้เดือดร้อนในการจ่ายเงินค่าวัคซีน

จ่ายเพื่อบุญ --

คนที่มีอันจะกิน ไปทำบุญในแต่ละครั้ง จะทั้งทำบุญในวัด บริจาคโลงศพ บริจาคทาน ฯลฯ ก็ใช้เงินทั้งนั้น
เมื่อท่านจ่ายเงินเพื่อบุญนั้นๆ ท่านจะรู้สึกอิ่มเอิบ ภูมิใจ ในเวลานั้นๆเลย - อันนี้เข้าใจ

แต่เรื่องนี้ อยากให้ท่านๆ ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการทำบุญ โดยไม่มีหน้าตา ความเอิบอิ่ม ให้ท่านได้รับตรงหน้าดังเดิม

หากท่านที่มีอันจะกิน ไปขอรับวัคซีนฟรี
พึงระลึกเสมอๆว่า ท่านได้เบียดบังโอกาสของผู้ยากไร้ ที่จะได้รับไป 1 สิทธิ หรือ 1 ชีวิต
เพียงแต่ ท่านไม่รู้ตัวเอง และมันไม่ได้เห็นผล ณ.เวลานั้นๆ เท่านั้นเอง

ละเพื่อบุญ -

ท่านที่มีอันจะกิน
กราบเรียนให้เข้าโรงพยาบาล เพื่อรับการฉีดวัคซีน แบบเสียเงินเถอะครับ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้น ราคาไม่แพงมาก ส่วนใหญ่ไม่ถึง 1 พันบาท ใน รพ.เอกชนทั่วไป
เก็บสิทธิ และโดสของวัคซีนฟรี ให้ผู้ยากจน ให้เขาได้รับอย่างทั่วถึงดีกว่า

ท่านอาจจะไม่ได้รับความอิ่มเอิบใจ ให้คนได้เห็น ได้รับรู้ แต่ท่านจะอิ่มเอิบกับบุญในใจ
ท่านได้ให้โอกาสในการช่วยชีวิตคน 1 คน ที่จะให้เขาได้รับยา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

หรือหากท่านคิดว่า การทำบุญกุศล มีเพียงรูปแบบที่ต้องให้ผู้คนเห็น ยินดี รับรู้ ก็ไม่ว่ากันครับ
 - - เจริญพร - -

** แถมท้าย - ต้นปี 2557 ก็เคยมี โรงพยาบาลที่ประกาศแจกยาสมุนไพรโบราณรักษามะเร็ง
ปรากฎว่า คนแห่กันมาขอยา โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อน
และก็เป็นการเบียดบังผู้ป่วย ที่ต้องการรับยาจริงๆ ให้ได้รับความเดือดร้อน

ท่านอาจจะทำบุญด้วยเงินมากมาย แต่มาเบียดบังจากผู้ยากไร้
ท่านคิดว่าท่าจะเอิบอิ่มใจด้วยบุญนั้นๆหรือ ??