ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับร่างทรง โดย : ราติกาญา / สยามคเณศ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับร่างทรง
โดย : ราติกาญา / สยามคเณศ


เทพ เทวดาทั้งหลาย ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่รังเกียจร่างกายของมนุษย์ เพราะกายของมนุษย์นั้นหยาบ จิตของมนุษย์ก็ยิ่งหยาบกว่าหลายเท่า จึงไม่มีความจำเป็นต้องมาเข้าทรง เทวดานั้นอยู่บนสวรรค์ ท่านทั้งหลายจะไม่ลงมาเด็ดขาด ยิ่งถ้าเป็น พระพิฆเนศ พระพรหม พระศิวะ พระวิษณุ และพระแม่ที่ เป็นมเหสีของมหาเทพทั้ง 3 นั้นก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนมีบุญบารมีมากพอที่องค์ท่านจะมาประทับได้ (ในสมัยโบราณนั้นมีอยู่ แต่ปัจจุบันร่างทรงมหาเทพและมหาเทวีได้หมดไปจากโลกนี้แล้วโดยสิ้นเชิง) 
 
สำหรับกรณีร่างทรงในวัดแขก สีลม ที่เป็นพราหมณ์จากอินเดียนั้น ขอให้ผู้อ่านเข้าใจไว้ว่า พระแม่อุมา พระแม่กาลี และพระขันธกุมาร องค์ท่านไม่ได้มา "เข้าทรง" ที่ร่างของพราหมณ์ผู้นั้น แต่เป็นการที่พราหมณ์ผู้นั้น ได้กำหนดจิตตั้งมั่นไปยังพระแม่อุมา จีงเกิดสมาธิ เกิดการระบำร่ายรำ เพื่อถวายพระแม่ และทำการโปรยผงธูปให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มาเข้าเฝ้า พิธีกรรมทรงเจ้าแบบนี้ จะมีขึ้นเฉพาะชาวทมิฬ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียเท่านั้น มีการปฏิบัติ ถือศีล อดอาหาร ถูกต้องตามตำราโบราณ ซึ่งทีมงานของเราก็ให้ความเคารพและไม่ได้ต่อต้าน มีความแตกต่างจากร่างทรงคนไทย จึงขอให้แยกแยะให้ถูกด้วย

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนที่เห็นทรงเจ้ากันอยู่ทั่วๆไปนั้น มีอยู่ 3 ประเภท คือ

1. เทพ เทวดา คนธรรพ์ วิทยาธร และ วิญญาณที่บุญยังไม่ถึงพอ มาเข้าทรง
เทวดาและวิญญาณเหล่านี้ บางกลุ่มที่เป็นอมนุษย์ จะมีศัพท์เรียกกันว่า "วิทยาธร" โดยวิทยาธรนี้ จะมีวิชาอาคม เหาะเหินเดินอากาศ มีความสามารถในการรักษาโรค ปรุงว่านยา บีบนวดตามแผนโบราณ ทำนายดวงชะตา สามารถจำแลงตัว มาเข้าสิงมนุษย์ เป็นการมาเพื่อโปรดมนุษย์ เพื่อสั่งสมบุญของวิทยาธรเองให้มีมากพอแล้วก้าวต่อไปยังภาคหน้า ร่างทรงประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นคนดี มีความเอื้ออาทรต้องการให้ผู้คนพ้นทุกข์

ร่างทรงจะไม่ สามารถเรียกเทพ เทวดา และวิทยาธรมาได้เอง แต่วิทยาธรจะเป็นผู้เลือกเอง ว่าจะประทับทรงที่ใคร ผู้นั้นมีจิตใจดีงามและมีเมตตาหรือไม่? มีการสั่งสมบุญบารมีมากพอหรือไม่? ร่างทรงประเภทนี้จะไม่เรียกร้องเอาทรัพย์สินใดๆ ไม่เรียกร้องให้ผู้คนมาเชื่อ ไม่มีการอวดอิทธิฤทธิ์บารมี จะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อทำบุญ ไหว้ครู หรือรักษาโรค ตามตำราโบราณ มีการช่วยเหลือผู้ที่ถูกไสยศาสตร์ โดยเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่มีการเรียกร้องเอาเงินค่าอะไรทั้งสิ้น (อาจจะมีเพียงค่าครู แต่จำนวนน้อยมาก เช่น 3-29 บาท) ร่างทรงแบบนี้มีอยู่จำนวนน้อยมากๆ ตามที่เราได้แจ้งไว้แล้ว คือ ในประเทศ ไทยมีเพียง 1% เท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ ที่มีจิตใจเมตตา อาศัยอยู่ตามชนบท และร่างทรงประเภทนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับมหาเทพ มหาเทวี ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเลยแม้แต่น้อย

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. โดนผีสาง เข้าสิง แล้วแอบอ้างว่าเป็นการทรงของมหาเทพ มหาเทวี หรือเป็นเทพเจ้าระดับสูง แบบนี้จะพบเห็นได้ประมาณ 10% ตามตำหนักทั่วประเทศ ร่างทรงเหล่านี้เกิดจากการ เล่นของ ทำไสยศาสตร์ บางครั้งตัวคนที่เป็นร่างทรงเอง ก็จะถูกแอบอ้างจากพวกผีสาง มาร หรือวิญญาณที่มาทรงนั่นแหละ มาโกหกว่า ข้านี้คือพระศิวะ...ข้านี้คือพระพรหม...ข้านี้คือพระแม่... ฯลฯ และเจ้าจะต้องเป็นร่างทรงของข้าเพื่อโปรดมนุษย์..(มีทั้งแอบอ้างว่าเป็นเทพ ฮินดู เทพจีน และเทพไทย)

จากนั้นก็จะแสดงบารมี ระดับต่ำ ทำการเล่นของ ทำไสยศาสตร์ ทำสเน่ห์ ทำเสนียด ฯลฯ ซึ่งคนที่เป็นร่างทรงของผีสาง ก็จะเข้าใจผิดว่าตนเองนั้นเป็นร่างทรงของมหาเทพ หรือเทพเจ้าชั้นผู้ใหญ่ คิดว่าตนนั้นมีบุญบารมีมาก เกิดความหยิ่งยะโส ยกตนขึ้นข่มผู้อื่น แท้ที่จริงก็คือตนจิตอ่อนเกินไป ไม่มีความเข้มแข็ง ผีสางเลยเข้าสิง เมื่อร่างทรงโดนผีมาหลอก ร่างทรงก็ไปหลอกลวงผู้อื่นต่อเป็นทอดๆ กิเลศเข้าครอบงำก็ไม่รู้จักหยุด บรรดาลูกศิษย์หัวอ่อน จิตอ่อน ก็จะกรูกันเข้าตำหนัก ก็ชักชวนกันทำบาปเข้าไปอีก ผลสุดท้ายก็ลงนรกด้วยกันทั้งหมด... ร่าง ทรงประเภทนี้พราหมณ์หลวงทุกท่านต่อต้านครับ อย่าไปยุ่งเกี่ยวดีที่สุด...

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. ไม่มีอะไรทรง ไม่มีอะไรสิง แค่ทำตัวสั่นเฉยๆ
แบบนี้จะพบเห็นได้ประมาณ 90% ตามตำหนักทั่วประเทศ และก็คือร่างทรงประเภทที่พราหมณ์ทุำกฝ่ายกำลัง ต่อต้านเต็มกำลัง นั่นเอง (พราหมณ์คนไหนที่สนับสนุนร่างทรงประเภทที่ 2 และ 3 แสดงว่าเขาผู้นั้นไม่ใช่พราหมณ์ตามบัญญัติของพระศิวะมหาเทพครับ) 

ตำหนักทรงเหล่านี้มีการจัดสถานที่ให้ดูขลัง น่ากลัว ดูน่าเลื่อมใส จุดธูปให้มีกลิ่นตลบอบอวล มีองค์พระพุทธรูป เทวรูป มหาเทพ มหาเทวี เจ้าพ่อ เจ้าแม่ กุมารทอง นางกวัก เศียรปู่ฤาษี อยู่มากมาย มีการจัดหิ้งพระโดยเอาพระพุทธรูปและเทวรูปจากหลายๆศาสนา หลายๆ คติ มาตั้งรวมๆกัน โดยไม่ให้เกียรติ เช่น พระพุทธเจ้า พระแม่กวนอิม กุมารทอง พระศิวะ พระแม่กาลี เสด็จพ่อ ร.5 ก็เอามาตั้งรวมๆกันในหิ้งเดียว แสดงให้เห็นถึงการขาดความรู้ในการจัดหิ้งพระ

มีการถวายหัวหมู เป็ดไก่ สุรา ของคาวต่างๆ แก่เทพเจ้า ซึ่งหากมีความรู้ในการจัดเครื่องถวายจริงๆ ก็จะต้องรู้ว่าพระพุทธเจ้า มหาเทพ มหาเทวี และฤาษีนั้น ห้ามใช้เครื่องถวายที่เป็นเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด
มีการเชิญเทพมาประทับ นึกจะเรียกให้ท่านมาเมื่อไหร่ก็เรียก ทำตัวสั่นๆ ทำหน้าบูดเบี้ยวอุบาทว์ โวยวายเสียงดัง พูดจาหยาบคาย กูๆ มึงๆ นึกจะให้ออกเมื่อไหร่ก็ออก เมื่อออกจากร่างไปแล้ว นึกจะเรียกกลับมาวันไหนก็เรียกมาอีก มหาเทพไม่ใช่ทาส...ที่จะเรียกให้มาหาเมื่อไหร่เวลาใดก็ได้

ร่างทรงเหล่านี้เป็นผู้ที่แอบอ้างพระนามของมหาเทพ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ฯลฯ แล้วทำการรีดไถ ล่อลวงเอาเงินทองของผู้ศรัทธา บ้างก็ว่าสามารถรักษาโรคได้ บ้างก็ว่าจะช่วยให้พ้นกรรม บ้างก็ว่าโดนของและให้เอาของออก บ้างก็ว่าลูกศิษย์คนนั้นมีองค์พ่อ คนนี้มีองค์แม่ และจะต้องรับขันธ์ หรือเซ่นไหว้ ล้วนแล้วแต่ยกมาอ้างเพื่อให้เสียเงิน บ้างก็ดูดวงให้ส่งเดช ถ้าดูแม่น ทายถูกต้อง ก็จะเกิดศรัทธาเพิ่มขึ้นไปอีก
ผู้ศรัทธาก็ไปชักชวนญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมเป็นลูกศิษย์ งมงายกันไปทั่วประเทศ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ ร่างทรงประเภทนี้ขอให้หลีกห่างให้มากที่สุด

1 ความคิดเห็น: