ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

2012 ปีแห่งการเรียนรู้ KCST1

ปกติในทุกๆปี ผมจะกำหนดทิศทางของทีมงานว่า เราจะไปทางไหน เน้นหนักในเรื่องอะไร



ปี 2012 นี้ ก็เช่นกัน ผมกำหนด แล้วบอกกับทีมงานไว้ (เพื่อบังคับตัวเองแบบกลายๆ)
ว่าปีนี้เราจะเน้นเรื่องการให้ความรู้ ทั้งจากผมเอง สู่ทีมงานทุกส่วน สู่ลูกค้า
และจากทีมงานของผมเอง ก็ควรสื่อ และให้ความรู้เชิงอธิบายลูกค้าได้แบบเป็นฉากๆ



นั่นคือเป้าหมาย ที่ไม่มีในการประเมินผลงานปลายปี ไม่ต้องไปประกาศให้ต่างชาติรับรู้อะไร
สิ่งที่ทุกคนในทีมจะได้ คือความรู้ในทุกด้านที่ผมมี และค้นหาอยู่ตลอดเวลา



ไอ้ความรู้เหล่านี้แหละ ที่จะติดตัวทีมงานผมไป
ไอ้ความรู้เหล่านี้แหละ ที่ผมต้องสอนเขาในส่วนของงานที่ใช้ในประจำวัน
ไอ้ความรู้เหล่านี้แหละ ที่หวังว่าจะนำเขาไปสู่ความก้าวหน้า เมื่อออกจากที่นี่ไป


จริงๆแล้วความรู้เหล่านี้ เรียกได้ว่า 80% มาจากประสบการณ์ การคิด คำนวน วิเคราะห์
ที่มันสะสมมาตามวัยที่โรยราไปเรื่อยๆ
ก็ประมาณว่าไหนๆ จะแก่ ให้มันได้กระจายความรู้ ไม่ใช่แก่เลอะเลือน ....5555



เริ่มแรกของปีนี้ เสาร์ที่ 21 มกราคม 2012  : Training Forklift Accident Case
จริงๆแล้ว ใน 1 หัวข้อ อาจจะสอนหลายกลุ่ม
ครั้งแรกก็กลุ่ม Staff หรือพวกที่ทำงานหลักๆด้วยการติดต่อ เจรจาลูกค้า
ควบคุมการทำงานของคนงาน คนขับ Forklift เหมือนหัวหน้างานกลายๆ
กลุ่มนี้ ต้องรู้ว่าสิ่งที่เรามี จะควบคุม และจัดสรรอย่างไร
อะไรที่อันตรายต่อสินค้าและตัวบุคคล


รอบต่อๆไปก็ สอน Forklift Driver ในหัวข้อเดียวกัน
คือคนกลุ่มนี้เขาเก่งกว่าผมอยู่แล้ว
ต่างคน ต่างเก่ง ถนัด และชำนาญในงานต่างกัน
แต่เราต้องสอนแนะนำ สิ่งที่ถูก เหมาะสมกับองค์กร ในวันนี้
และให้เขาตระหนักอยู่ตลอดเวลา ว่าอันตรายจากการประมาท อาจเกิดได้ตลอด
หรือบางครั้ง คนของเราเอง อาจจะได้ข้อมูลหรือวิธีการที่ผิดๆมา
นี่จะเป็นการบอกให้เขาเข้าใจ และเรียนรู้ว่าอะไร เป็นจุดเสี่ยง



เรื่องต่อไป ที่เริ่มเตรียมสอน ก็เป็นเรื่องเชิงเทคนิคหน่อย
"Securing & Balance Container"
เรื่องนี้คงสอนกลุ่ม Staff เพราะมันมีการคิด คำนวน Capacity
รวมถึงการใช้งานจริงประกอบกัน
เพราะสินค้าที่น้ำหนักมากๆ ต้องเช็คหลายอย่าง
รวมถึง กลวิธีรับมือลูกค้า ที่ให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง
แม้ว่าปีที่ผ่านมา จะสอนไปในบางส่วน แต่นั่นเป็นเพียงพื้นฐาน และความรู้ทั่วไป
ปีนี้ คงต้องเข้มข้นขึ้น ละเอียดมากขึ้น


ยังมี Truck Driver , Worker อีก ที่ต้องเตรียมเนื้อหามาสอน


ปีนี้ทั้งปี มีคอแห้งตลอดแน่ๆ
แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำไม่ใช่หรือ ?

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

เขาค้อ : พักผ่อนแบบเบาๆ

07 มกราคม 2012
แรกเริ่มเลย ตั้งใจจะออกจากบ้าน ไพศาลี วิ่งไปเส้นทาง อ.ซับสมอทอด
แล้วใช้เส้นทาง 21 วิ่งไปที่เพชรบูรณ์ แล้วเข้าไปเขาค้อ
แต่เปลี่ยนแผนนิดหน่อย ด้วยความที่ผู้ร่วมขบวน อยากไปถ่ายรูป จิบกาแฟ ที่ Route 12
ร้านกาแฟ บนเขา บนถนนสาย 12 เส้นทาง อ.วังทองไป จ.เพชรบูรณ์
อ๊ะ .... ไม่ยาก ไปทางไหนก็ได้ ไม่ซีเรียส
ตัดสินใจกันว่า จะเอารถไำปคันเดียว
ผม ลูกชาย น้องชาย น้องสะใภ้ หลานชาย
อัดกันไปในรถ Honda New City ไปนัดเจอฝาแฝดน้องสะใภ้อีก 1 คัน
เพราะออกจาก อ.เมือง นครสวรรค์
นัดเจอกันที่ร้าน Route 12 เลย เพราะจะได้นั่งรอไปแบบเพลินๆ


สำหรับผม เฉยๆ กับร้านแนวตกแต่งสวยงาม
ด้วยความที่กินง่ายๆ อยู่ง่ายๆ แถมรำคาญผู้คนเยอะแยะ เลยไม่มีอารมณ์ร่วมกับสถานที่เท่าไร

ผู้ร่วมเดินทางในรถ Honda New City + คนขับอีก 1 ดูคันเล็กๆ แต่ภายในกว้างพอที่จะรับมือเด็ก 3 คน พร้อมอุปกรณ์การเล่นในรถอีกตลอดการเดินทางได้อย่างสบาย


มาถึง Route 12 ราวเที่ยงนิดๆ ก็หาข้าวกินที่ร้านเลย กินไป รออีกคณะนึงไป
จนเดินทางมากันครบทีม
อิ่มแล้วก็เดินถ่ายรูป ย่อยอาหารกันนิดหน่อยตามประสา



ก็สถานที่เขาทำไว้ให้คนมาถ่ายรูปนี่นา
Route 12 ทำเลจะมองเห็นหุบเขา แล้วก็เขาอีกหลายๆลูก (แม้จะเป็นเขาหัวโล้นก็ตาม)

มองไปแล้วก็เศร้านะ กับการบุกพื้นที่ โดยการตัดไม้ใหญ่้เพื่อนทำพืชสวน
แม้จะได้ต้นไม้ใหม่ แทนต้นไม้เก่า
แต่คุณค่าของป่า ของธรรมชาติต่างกัน
พืชทดแทน ต้องการอาหารในดินคนละแบบกับพืชธรรมชาติ
ร้านกาแฟ หรือ รีสอร์ท ให้อะไรกลับคืนธรรมชาติบ้าง
พล่ามไปไกลเกินละ...กลับมาที่ร้าน Route 12


เพราะจากร้านนี้ เดินทางไม่ถึง 30 กม. ก็จะถึง ในสายหมอก บูติก รีสอร์ท

เห็นบอกไว้ว่าเป็นของดารา ณหทัย พิจิตรา [ ขวัญใจผมจากภาพยนต์ วิถีคนกล้า ]
ที่น้องสะใภ้จองห้องพักไว้
ส่วนผม ขอแค่พื้นที่กางเต๊นท์ได้ก็พอ


















ออกจาก Route 12 ราวๆ 14:00 น. ก็เลี้ยวขวาตรงแยกแคมป์สน เข้าไปประมาณ 20 กม.
Resort จะอยู่ทางขวามือ
ทางเข้าไป อาจจะไม่ค่อยสะดวกสำหรับพวกรถโหลดเตี้ย
เพราะเป็นถนนปูนที่แตก มีเนิน อาจจะติดท้องรถได้
หรือไม่ก็วิ่งเข้าไปแล้วแอบสะอื้นในใจคนเดียว
เราเตือนคุณแล้ว...555





มาถึงที่พักก็จัดแจง เตรียมของลง ไว้ที่บ้านพัก 
ส่วนผมก็กางเต๊นท์ เสร็จแล้วเอาอุปกรณ์ดื่มเบียร์มากางไว้อย่างพร้อมสรรพ์
เดินมาถ่ายรูปกับลูกๆ หลานๆ 
อากาศราว 15.00 ของที่นี่ ไม่ร้อน เย็นสบาย แม้จะเป็นต้นๆมกราคมของเมืองไทย ที่ร้อนปกติ

 

เด็กๆ ก็สนุกกับแกะ แต่ควรมีผู้ปกครองคอยดูด้วยนะครับ
เพราะว่า เด็กอาจจะเล่นอะไรที่แรงไป หรือไม่รู้ว่าจะแสดงไมตรีต่อสัตว์ก่อนอย่างไร
ผลคือ ลูกชายผม โดนแกะเจ้าตัวใหญ่ขนปุน(สากๆ) ชนไป 1 ที แต่ไม่ได้รุนแรงอะไร
สัญชาติญาณของสัตว์ อาจจะป้องกันตัวในสิ่งที่ไม่แน่ใจ
ในสายหมอก บูติก รีสอร์ท ก็มีเต๊นท์บริการ สำหรับคนอารมณ์อยากนอนเต๊นท์ 
มีเครื่องนอนให้พร้อม แบบว่า ตากแดดไว้
สำหรับคนรักสะอาด(มาก) อาจจะ มีบ่น อันนี้ ต้องทำใจ
เพราะนี่บนเขา และไม่ใช่ โรงแรม 5 ดาว

 กลุ่มผู้ที่เลือกมาพักในพื้นที่แบบนี้ ก็คงอยากสัมผัสอากาศ สายหมอก เป็นหลัก
ส่วนผมก็จิบเบียร์รอสายหมอกไปพลางๆ สร้างบรรยากาศในหัวใจตัวเองไปก่อน...
ก่อนมื้อเย็น พวกเราแวะวัดพระบรมธาตุเจดีย์ แล้วขับรถมาหาข้าวเย็นกิน
สะดุดตากับ Big Coffee ที่มีรูปแก้วกาแฟใหญ่ๆ ไม่ไกลที่พัก ไม่ไกลวัดฯ
ขับผ่านๆ ดูเหมือนไม่มีคน และดูเหมือนร้านกาแฟ
แต่พวกเราก็ลงรถ มาดูแล้วเลือกที่จะฝากท้องไว้ที่นี่
จากหน้าร้านเข้ามาด้านหลัง
โอว....บรรยากาศดี นั่งชมพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางสายลมเบาๆ
อากาศไม่หนาวจนเกินไป
ดีครับ ชอบๆ ครั้งหน้า ถ้ากลับมาเขาค้อ ก็จะมาที่นี่อีกครับ
หรืออาจจะพักที่นี่ซะเลย งดนอนเต๊นท์สักครา จะเป็นไรไป


ไม่ใช่แค่เพียงบรรยากาศของธรรมชาิติที่นี่ อาหารก็อร่อย แบบต้องสั่งกลับไปอิ่มต่อที่ห้อง




เอ่อ...เด็กๆก็ซื้อของกินแบบแถมของเล่นกลับไปเล่นต่อที่ห้องอีก
เริ่มมืดอีกนิด ผมให้ลูกชายไปเอาไฟเย็น ที่เตรียมไว้มาแจกให้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่เล่นกัน

ก็เป็นความสนุกสนานเล็กที่เตรียมไว้ให้
แล้วผมก็ไม่ได้หวังผลจะถ่ายรูปออกมาให้สวยงามอะไร
ต้องปล่อยให้เด็กเล่นอย่างที่เขาอยากเล่น หมุนไป หมุนมา
จะไปแนะนำให้แสดงเป็นอักษร หรือ รูปภาพ คงไม่ใช่อารมณ์เด็ก
แค่แนะนำเขาว่า อะไร อันตรายก็เพียงพอ

เบียร์สิงห์ ทำให้ราตรีเดินทางไปไวกว่าปกติ ( จากความรู้สึก )



กลับเข้าสู่โลกของวันใหม่ ตี 4 กว่าๆ ผมกลับแหกขี้ตาตื่น (อีกแล้ว ครับท่าน )
ด้วยความกระสันอยากเสพทะเลหมอก
คว้ากล้องถ่ายรูป ขาตั้งกล้อง มารอ โดยมีพระจันทร์รอด้วยกันเป็นเพื่อน
นั่งรอด้านนอกเต๊นท์ก็แล้ว


กลับมานอนรอในเต๊นท์ก็แล้ว กวักมือเรียกพระจันทร์มานอนข้างๆกัน
มาเถิดพระัจันทร์ มานอนรอสายหมอกด้วยกัน


จนเช้าวันใหม่ พระจันทร์ร่ำลากลับไป
ผมลุกขึ้นมาท่ามกลางความผิดหวัง
คิดอะไรไ่ม่ออก ก็ได้แต่ หยิบหนังสือมาอ่านยามเช้า
อ่านให้พระอาทิตย์ฟัง พร้อมอธิษฐานว่า อย่าเพิ่งทำภูเขาหัวโล้นหมดนะ



ออกจากที่พักก็ตาม Step พิพิธภัณฑ์อาวุธ ( ค่าเข้า 10 บาท )
ตามด้วยอนุสรณ์สถาน แล้วก็พระตำหนัก


บนพระตำำหนัก มีต้นสน ต้นไม้ ดีดตัวสูง แบบเดียวกับ ทุ่งแสลงหลวง
นี่ซี...ต้องแบบนี้ ถึงจะเรียกว่าภูเขา
ระยะหลังๆ ผมมักจะวางแผนตัวเองไปเที่ยว เวลาที่พระจันทร์เต็มดวง
คงมีแววว่า จะแปลงกายในอีกไม่นาน
หรือ แอบหลงรักพระจันทร์อยู่เป็นแน่

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

[MV] PARADOX - ปลายสายรุ้ง (HD)



เพลงของ Paradox มาทีไร ต้องหลงไหล ดังโดนสะกด (เวอร์ไหม?)

Paradox - ปลายสายรุ้ง
คำร้อง/ทำนอง   อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา
เรียบเรียง          Paradox


เธอ เธออยู่แห่งไหน แหงนมองดูท้องฟ้ากว้าง
วันที่ฟ้าสีคราม เปลี่ยนเป็นฤดูกาลอบอุ่น
รอให้เธอบินกลับมา อีกครั้ง

เธออยู่แห่งไหน เธอได้ยินไหม
ฟ้าสีครามที่สองเรา นั่งมองในวันที่สุขใจ
วันที่เหน็บหนาว เปลี่ยนเป็นสดใส
แต่เธออยู่ไหน จะบินกลับมาไหม

เธอได้สอนให้ฉันได้กอด กอดจนหัวใจที่ว่างเปล่า
เต็มไปด้วยความรัก มันมีค่ากว่าสิ่งใด
แต่ลมหนาวพัดมาเร็วไป วันที่ฉันได้ทำพลาด
กอดเธอไม่แน่นพอ เธอบินหายไป

หา หาเธออยู่ไหน แหงนมองดูท้องฟ้ากว้าง
วันที่ฟ้าสีคราม เปลี่ยนเป็นฤดูกาลอบอุ่น รอให้เธอบินกลับมา
แล้ว นับต่อจากนี้ จะมีแต่น้ำตาแห่งความสุข
ที่ไหลรินออกมาด้วยไออุ่น จากเราสองคนด้วยรัก

เธอได้สอนให้ฉันได้กอด กอดจนหัวใจที่ว่างเปล่า
เต็มไปด้วยความรัก มันมีค่ากว่าสิ่งใด
แต่ลมหนาวพัดมาเสียก่อน ก่อนที่ฉันจะพูดว่าเสียใจ
ก็สายไป ที่จะเอ่ยคำว่ารัก

หา หาเธออยู่ไหน ฉันยังคงรอเธออยู่
วันที่ฟ้าสีคราม เปลี่ยนเป็นฤดูกาลอบอุ่น รอให้เธอบินกลับมา
แล้ว นับต่อจากนี้ จะมีแต่น้ำตาแห่งความสุข
ที่ไหลรินออกมาด้วยไออุ่น จากเราสองคนด้วยรัก

ฤดูกาลอบอุ่นแล้ว กลับมาได้ไหม
ฉันรอเธออยู่ตรงนี้ อยู่ที่ปลายรุ้ง

คืนที่จันทร์หาย บนดอยเสมอดาว

Plan ท่องเที่ยวหลักประจำปี 2011 ผมวางกันล่วงหน้า 4-5 เดือน ด้วยหวังว่า ปีนี้ จะมีเพื่อนๆ มาร่วมเดินทางกันมากกว่าทุกปี
ส่งเมล์ย้ำเตือน บ้างก็เดินทางไปเชิญถึงบ้าน
สุดท้าย ก็คณะเดิม แถม ลดทอนครอบครัวอ๊วกแตกอีก 1 ครับ
ไม่เป็นไร แผน ก็ต้องเดินทางไปตามนั้น ไม่มีล้มเลิก เพราะหาเที่ยววันยากละ


ก่อนเดินทางไม่กี่วัน เพื่อนอู๊ดเสนอเปลี่ยนเส้นทางในวันที่ 2 เป็นไป คลองลาน ด้วยเหตุผล
1. เพื่อนควาย ไปไม่ได้ เลยต้องไปหามัน
2. เพื่อนอุ้ม จะมาจากอิสาน แล้วอยากเจอเพื่อนๆหลายๆคน
3. เพื่อนเก ก็มีงานตัดอ้อย
เอาวะ เปลี่ยนก็เปลี่ยน แผนที่วางไว้ วันที่ 2 เลยเดินทางยาวขึ้น เพื่อลงมาที่คลองลาน

จริงๆแล้วเป้าหมายปีนี้คือ เดินทางให้น้อย อยู่กับธรรมชาติให้มาก แล้วก็ไม่เป็นดังที่หวังสักเท่าไร
บางทีก็คิดอยู่ว่า ควรได้เวลาที่จะไปเอง แบบตามใจตัวเองบ้างสักที
นั่นเป็นโครงการส่วนตัว คงได้เริ่มในอีกไม่นาน

10 ธันวาคม 2011
เริ่มต้นเดินทาง ผมกับ ดญ.อรสา มานัดเจอเพื่อนอู๊ดระหว่างทาง ที่ถนนสาย 11 ช่วง อ.ไพศาลี กับ อ. หนองบัว เริ่มตันนัดเวลากันเช้าๆ 08:00 น.
ได้ลองรถ Terrano II ที่ซื้อมาได้หลายเดือน ลองขับจริงๆ จังๆ ไม่กี่ กม. ทริปนี้ ได้ลองของจริง
ผมขับรถ โดยมี ดญ.อรสา นั่งไปด้วย ส่วนเพื่อนอู๊ด ขับคนเดียว จากแผนที่วางไว้จะมีคนไปด้วยอีกหลายคน
เพื่อนพงษ์และครอบครัว นัดเจอกันที่ พิษณุโลก ราว 10:00 น.

สรุปทริปดอยเสมอดาว มีเพียง 3 คัน Terrano II , G ล้อโต และ Ford เมาบุบ

เจอกับครบหน้า ราว 11:00 น. เริ่มออกจาก พิษณุโลก ไปเรื่อยๆ ผ่านอุตรดิตถ์ หอมกลิ่นทุเรียนข้างทาง แต่ไม่ได้แวะซื้อ
ผ่านแพร่ เข้าสู่ อ.ร้องกวาง มุ่งหน้าไป อ.นาน้อย จ.น่าน
ระหว่างทาง ผ่าน อ.ร้องกวาง ผมเหลือบเห็นเส้นทาง มีป้ายบอกไป อุทยานแห่งชาติขุนสถาน
ซึ่งผมดูจากแผนที่ก่อนเดินทางแล้วว่า สามารถขับผ่านไปแล้วไปที่ดอยเสมอดาวได้
แต่ว่าขับผ่านไปแล้ว ก็เลยตามเลย เพราะมีเส้นทางอื่นอีก
จากที่ผมวางแผนไว้ คือ เข้า อ.เวียงสา แล้วจึงเข้า อ.นาน้อย

แต่ก็ป้ายอีกเช่นกัน ที่สะดุดตาผม เขียนว่า เส้นทางลัดไป อ.นาน้อย ผมเลี้ยวขวาทันที
เส้นทางนี้ รถน้อยมาก วิ่งไปสักพัก เพื่อนๆ ว. มาถามว่า "มึงแน่ใจหรอ ไม่เห็นมีรถอะไรเลย"
ผมค่อนข้างจะมั่นใจ ว่าใช่ ไม่หลง แล้วก็ร่นระยะทางและระยะเวลาได้

เส้นทางนี้ มีขึ้นเขาบ้าง ไม่สูงชันมาก แต่เส้นทางจะผ่านหมู่บ้าน ไร่ นา ของชาวบ้าน
ซึ่งแน่นอน รถจอดข้างถนนอย่างไม่สนใจอะไรมา เพราะรถวิ่งไป-มาน้อย
แล้วก็ หมา ไก่ พร้อมจะเดินมาทักทายพวกเราบนถนนอยู่ตลอดเวลา
เพราะมาถิ่นเขานี่นา ...
ผมเริ่มสังเกตุเข็มความร้อนรถผม เมื่อไต่เนินยาวๆ สักระยะ มันเริ่มตอบสนองให้รับรู้แล้ว
กับน้ำหนักตัวรถที่สองตันต้นๆ ค่อนข้า่งหนักเอาการ

แค่นี้ ไม่หวั่น ยังควบคุมได้ ผมห่วงแค่ ขึ้นดอยเสมอดาว จะไม่ทันเสพธรรมชาติมากกว่า

ขับไปสัก ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงทางแยกที่จะไป อ.นาน้อย
พวกเรา เลี้ยวขวา เข้าเขตอำเภอ
ผมจอดรถ ดูแผนที่อีกครั้ง เพื่อความมั่นใจ
ดูเสร็จ ผม ว. บอกทุกคนว่า เดี๋ยวตรงไป แล้วเลี้ยวซ้าย น่าจะเป็นทางขึ้นดอย
"กูรู้ตั้งนานแล้ว" เสียงเพื่อนพงษ์ ว.ตอบกลับ
ขับไปไม่ถึง 200 เมตร ก็เจอแยก มีป้ายบอกชัดเจน ว่า ดอยเสมอดาว

เส้นทางจากแยกสู่ดอยเสมอดาว ราว 16 กม. แล้วก็ไม่ได้ขึ้นเขาชันอะไรมาก
มีเพียงช่วงใกล้ๆ ที่ชันมากขึ้นหน่อย แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก


ไม่นาน พวกเราก็มาถึงดอยเสมอดาว จอดรถ หาที่กางเต๊นท์
แน่นอน วันหยุดยาวๆแบบนี้ รถเพียบ คนเพียบ
พวกเราเล็งๆ ที่กางเต๊นท์ ทำอาหาร ยกสิ่งของ รวมทั้ง เบียร์


รอบนี้ ผมว่าผมพร้อมมากกว่าทุกปี ด้วยความที่มี ดญ.อรสา ช่วยเตือนว่าลืมอะไรไหมด้วย
ที่สำคัญ รอบนี้ ผมมี โต๊ะกางที่เป็นถังแช่เบียร์ โต๊ะ เก้าอี้อีก 2 ตัว อยู่ในเซ็ตเดียวกัน
มีผ้า่ห่ม ถุงนอน ที่นอนปูพื้น กล้องถ่ายรูป ขาตั้งกล้อง
เอาเป็นว่า ครบเซ็ต ไม่ต้องขอผ้าห่มจากเพื่อนๆ เหมือนทุกทริป




สาวแดง กับ ดญ.อรสา ทำกับข้าว โดยหนุ่มๆทั้ง 3 จิบเบียร์ ยกของ กางเต๊นท์
จิบไป ช่วยทำอาหารไป กินไป นั่งชมอากาศ ภูเขา
ฟ้าเริ่มมืด พระจันทร์เริ่มอออกมาทักทาย




ณ. ตอนนั้นเอง ผมก็เพิ่งรู้ว่า คืนนั้น เป็นคืนที่ ราหูอมจันทร์ หรือ ชื่อจริง จันทรุปราคา
พวกเรานั่งดื่มไป คุยไป ดูพระจันทร์ไปเรื่อยๆ จนพระจันทร์ดับหายไป
แล้วแย้มจันทร์ก็ส่งยิ้มมาให้พวกเราอีกครั้ง



แม้พระจันทร์จะกลับมาฉายแสงอีกครั้ง แต่ผมก็ง่วงนอน ตาปรือ
แล้วความทรงจำ และสติก็หล่นหายไป


อรุณสวัสดิ์ยามเช้า 11 ธันวาคม 2011
เหมือนเดิม...ผมแหกขี้ตาตื่นก่อนตะวัน ก่อนเพื่อนๆ
ลืมตาหร้อมความหวังจะได้เจอทะเลหมอก ที่ไม่ได้โทรฯนัดไว้
ผลเลยออกมาเป็นแบบในภาพ คือ ไม่มีหมอกให้ชื่นใจ






เหมือนคนอกหัก
แต่พยายามฝืน สุข สดชื่น เสพสภาพอากาศที่มี
มีความสุขกับสิ่งที่ได้เห็น แม้จะผิดหวัง แต่พวกเราก็ยินดี
อย่างน้อยก็ทำให้เราหวนคิดจะกลับมาอีก
กลับมาที่ "ดอยเสมอดาว"

สายๆ เริ่มเดินทางกลับ โดยแผนถูกเปลี่ยนไปที่ อ.คลองลาน
ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง และเพื่อเพื่อน

ครั้งนี้ เราเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางผ่าน อช.ขุนสถาน
เส้นทางจากนี้ ช่วงแรกเป็นถนนที่แย่มาก ราดยางปนดิน ถนนแคบ
ผ่านมาสักระยะ ก็ขึ้นเขาสูงตลอด
ภูเขาแถวนี้ เป็นภูเขาหัวโล้นหมด
ป่าไม้เมืองไทย หน้าหนาวเมืองไทย
กระทบแน่ๆ ถ้าป่าเป็นแบบนี้


หลังจากขึ้นเขาได้สักพัก เพื่อนอู๊ด ว. มาบอกว่าจอดพักก่อน ความร้อนเริ่มขึ้นละ
ผมสังเกตรถผม ก็เห็นเช่นเดียวกัน
ด้วยความที่ Terrano II น้ำหนักตัวมาก เลยเห็นผลชัดเจน
เผิดฝากระโปรงรถ พบว่า Terrano II ของผม
หม้อน้ำด้านบน มีรอยรั่ว แรงดันทำให้น้ำฉีดออกมาตามรอยปริ
เลยต้องจอดรถพักเครื่องกันพักใหญ่
แล้วเพื่อนอู๊ดก็จัดการ คลายฝาหม้อน้ำรถผมนิดนึง
เพื่อลดแรงดันเวลาวิ่ง
แล้วบอกให้ผมหมั่นจอด เพื่อตรวจระดับน้ำ

สุดท้าย ราว 18:00 พวกเราก็มาถึง อช. คลองลาน
โดยมีเพื่อนควายและครอบครัว เพื่อนอุ้ม เพื่อนเกและครอบครัว รออยู่
และสุดท้าย(อีกครั้ง) พวกเราก็กลับมาในสภาพของมิตรภาพแบบเดิมๆ
เพียงแต่ต่างสถานที่
พวกเรากางเต๊นท์นอนกันริมลำธารของน้ำตก
เสพบรรยากาศ นั่งคุย ฟังเสียงน้ำตก จนผ่านไปอีกราตรี

อรุณสวัสดิ์(มั้ง) วันที่ 12 ธันวาคม 2011
ผมตื่นมาเหมือนเดิม คนแรกๆ ราวตี 5 ได้
สาวๆ นอนบ้าน หนุ่มๆ นอนเต๊นท์
โผล่หน้ามาก็ ถ่ายพระจันทร์เอาความสดใสซะหน่อย



 พระัอาทิตย์เริ่มมา ผมก็ เดินถ่ายรูปไปพลางๆ สูดอากาศให้ชื่นใจ





เดินไปเจอต้นตะเคียนประจำน้ำตก
โดนมือดีเอาแป้งทา ขอหวยซะละ เฮ๊อ....ความเชื่อของคน

ด้วยความที่ตั้งความหวังกับทริปนี้สูงไป
เลยหมดมุข เขียนอะไรไม่ค่อยออก จนเกือบเดือนกว่าจะเสร็จ เฮ๊อ...(อีกครั้ง)