ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สรุปสาระ(ที่คิดว่า)สำคัญ – อยากยิ่งใหญ่ต้องใจหิน

สรุปสาระสำคัญ – อยากยิ่งใหญ่ต้องใจหิน

บทที่ 1 # ปรัชญาของความใจหิน
ผู้ที่มีอำนาจต่างจากคนทั่วไปตรงไหน



ดังนั้นไม่ว่าเจอกับสถานการณ์อย่างไร ถ้าสงบสติอารมณ์ได้แล้วตัดสินใจทำอย่างรวดเร็ว เงินเพียง 10 เยนก็สามารถชนะได้ แต่สำหรับคนที่รวบรวมสติไม่ได้ มัวแต่สับสนลังเล สุดท้าย 10 เยนนั้นก็สูญไปโดยเปล่าประโยชน์

ก่อนอื่นต้องตั้งสติ แล้วปฏิบัติการอย่างเงียบเชียบ

ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะมีความรวดเร็วว่องไวเป็นคุณสมบัติประจำตัว

สำหรับคนที่ไม่ชอบพบอุปสรรค ขยาดการประชุมเพื่อแก้ปัญหา มีงานค้างอยู่ตรงหน้าก็ไม่อยากทำงานล่วงเวลาให้เสร็จ ถ้าคิดได้เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องหวังว่าจะทำอะไรอย่างอื่นให้เสร็จได้อีก
ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ต้องลงมือทำอย่างรวดเร็ว ไม่สับสน และมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่คิดจะมีอำนาจต้องเป็นผู้ที่มีมารยาทและสุภาพด้วย

คนที่สุภาพที่สุด จริงๆ แล้วอาจจะเป็นคนที่น่ากลัวที่สุดก็ได้ !

ผู้ที่มีอำนาจต้องเป็นคนสุภาพ อย่างน้อยก็ต้องแสดงออกมาให้เห็น ส่วนข้างในจิตใจจะเป็นอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

คนเราไม่ว่าจะทำงานอะไร หรือมีหน้าที่อะไร ไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไหร่ ถ้าไม่สามารถมองคู่แข่งออกก็จะมีโอกาสพ่ายแพ้สูง

การมองคนออก เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนเอง เพราะตาเป็นของตนเอง ใช้ตานั้นแหละมองคนที่เพิ่งเจอกันโดยบังเอิญให้ออก

ถ้าไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง ก็ยากที่จะจับการโกงหรือคำโกหกของฝ่ายตรงข้ามได้

การจะทำให้ผลงานออกมาดีต้องมีความตั้งใจ !

เมื่อมีความตั้งใจที่แน่วแน่แล้วไม่ว่าจะมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวางอย่างไรก็จะรีบกำจัดมันทิ้งไปโดยเร็ว นี่จึงจะเป็น “การตัดสินใจของคนแกร่ง”

ต้องสำรวจตัวเองว่ามีอะไรบ้างในตัวเราที่พิเศษกว่าคนอื่น และมีทางที่จะทำให้มันกลายเป็นเงินได้ไหม

“ถ้าไม่เห็นค่าของเงิน เงินก็ไม่อยู่กับเรา”

ผู้มีอำนาจต้องไม่หักหลังใคร

ผู้มีอำนาจมักจะไม่นิยม “การติดหนี้”

“การเป็นหนี้บุญคุณ” ก็เหมือนกับการมีภาระผูกพันที่ต้องคืนเขาอยู่ร่ำไป

คนที่มีความสามารถใช้เพียงสายตาก็ข่มขู่ผู้คนได้

“การเป็นหนี้บุญคุณ” ใครสักคนหนึ่ง ก็เท่ากับว่าต้องตกเป็นเบี้ยล่างของเขาไปด้วย

“ผู้ที่มีกองทัพที่ดี หากบังคับกองทัพไม่ได้ รบไปก็มีแต่แพ้”

ในยุคสงคราม ผุ้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดจะต้องอยู่หลังสุดเสมอ แน่นอนที่สุด เพราะหากตัวหัวหน้าตายก็เท่ากับว่าแพ้ หัวหน้าต้องอยู่ในตำแหน่งที่ลูกธนูไปไม่ถึง และถ้าคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่ได้จะได้หนีได้ทัน ดังนั้นคำว่าขี้ขลาดจึงเป็นคำพูดที่ใช้ในยามสงครามอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามถ้าแม่ทัพยังอยู่ภายหลังยังสามารถกลับมาล้างแค้นได้

การจะวัดคนว่าเก่งแค่ไหน ไม่ใช่แค่ดูจากผลงานของคนคนนั้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องดูไปถึงการ “สร้างคนของตน” ขึ้นมาด้วย

คนเราต้องรู้ตัวว่าเมื่อไหร่ควรที่จะอยู่เบื้องหลัง

การจะเป็นผู้มีอำนาจไปตลอดได้จะต้องไม่ยุ่งกับงานที่สกปรก

รูปลักษณ์ภายนอกมักหลอกลวงอยู่เสมอ

ผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้น มักจะสามารถสร้างภาพลวงหรือการแสดงออกทางสีหน้าเพื่อกลบเกลื่อนตัวตนของตนเองได้อย่างแนบเนียน

ถ้าอยากประสบความสำเร็จเป็นผู้ใหญ่จริงๆ ล่ะก็ เราก็ต้องทำตัวเป็นผู้ที่สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา เพื่อที่จะดึงดูดผู้คนให้เข้ามาหา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่ทำให้ใครๆ ก้อยากเป็นเพื่อนเราเท่านั้น แม้แต่ผู้มีอำนาจก็อยากเป็นเพื่อนเราด้วยเหมือนกัน

ผู้ยิ่งใหญ่มักจะให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มไฟแรงอยู่เสมอ

ไม่ต้องสนใจว่าเรามีอาชีพอะไรหรือจบการศึกษาอะไรมา ขอเพียงมีความคิดดีๆ แวบขึ้นมาเท่านั้น นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในภายหลัง


บทที่ 2 # การแสดงออกของผู้ประสบความสำเร็จ
ไร้ความรู้สึก เย็นชา และกล้าหาญ



มนุษย์ผู้ชายเกิดมาก็เพื่อแสดงออกถึงพละกำลังของตน อยากจะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ ดังนั้นภายในสมองก็เลยมีแต่ “การพยายามเพิ่มความสามารถ” ของตนอยู่ตลอดเวลา

จะว่าไปแล้วสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ของผู้ชายไม่ได้เปลี่ยนไปเลยตั้งแต่ยุคโบราณมาแล้ว เราอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “คนเราก็มีวันพ่ายแพ้ได้” แต่ก็ไม่มีใครอยากที่จะเป็นผู้แพ้

คนที่สามารถรอดพ้นจากความโชคร้ายมาได้แถมยังเชิดหน้าได้อีก คนแบบนี้ถึงจะเรียกว่าได้รับชัยชนะจนประสบความสำเร็จ

คนเราจะคอยแต่พึ่งคนอื่นอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ต้องใช้ความสามารถและความคิดของตนจัดการให้ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องต้องมั่นใจในความสามารถของตน เมื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้อย่างนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ผู้ประสบความสำเร็จ”

เมื่อตนเองเข้าใจงานของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง ย่อมสามารถผ่านอุปสรรคไปได้ไม่ยาก

และถ้ามีอะไรเข้ามาขัดขวางหรือทำให้เกิดความรำคาญ ก็ต้องรีบกำจัดให้พ้นทางไปโดยเร็ว !

ต้องตั้งใจเอาไว้ว่า วันนี้ของปีหน้าเราจะต้องไม่อยู่ในสภาพนี้อีก

สิ่งที่มนุษย์ไม่อาจจะตัดขาดได้ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ด้วยกันนี่แหละที่ไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรง่ายๆ ได้ลงคอ และยิ่งถ้าต้องตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญมากด้วยล่ะก็ จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขไปเลย

ดังนั้นเหนือสิ่งอื่นใด จะต้องรู้ให้แน่ชัดก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่ขัดขวางความสำเร็จของตัวเอง

ถ้าอยากจะเป็น “ผู้ประสบความสำเร็จ” ก็ต้องเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ นี้ก่อน

การที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมองสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในมุมกว้าง

การพูดบ่นอย่างไร้จุดหมาย ไม่สามารถทำให้ความฝันนั้นๆ เป็นจริงขึ้นมาได้ ถ้าอยากจะบินให้ได้เหมือนนกบนท้องฟ้าก็ต้องเริ่มวางแผนการสำหรับปัจจุบันและอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมก่อน

อย่างที่เรียกกันว่าต้องใช้ตาแบบนกมองรอบตัว เพื่อวางแผนการพัฒนาตนเองสู่อนาคต หรือเรียกในภาษาอังกฤษว่า “big picture” ถ้าเราไม่สามารถวาด “แผนการขนาดใหญ่” ได้ก็จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้ยาก

คนที่รู้จักฉกฉวยโอกาส ย่อมไม่ปล่อยโอกาสดีๆ ให้หลุดมือไป
คนที่มี “แผนการขนาดใหญ่” กลับมองถึงโอกาสที่อาจเปลี่ยนไป โดยค่อยๆ ใช้ความพยายามทำให้โอกาสมีมากขึ้น จากนั้น “ผู้ประสบความสำเร็จ” ก็จะอาศัยการวางแผนที่เหมาะสมและถูกจังหวะลงมือ

“แผนการดี ๆ ที่ลงมือทำได้เลยทันที ดีกว่าแผนการสมบูรณ์แบบที่จะลงมือในอาทิตย์หน้า”

เมื่อตัดสินใจแล้วจะต้องไม่หันหลังกลับไปอีก จะต้องไม่ยึดติดอยู่กับพันธนาการเล็ก ๆ ต่าง ๆ ไม่ว่าอะไรก็ตามต้องมีการคัดเลือกและลงมือทำอย่างรวดเร็ว เมื่อตัดสินใจแล้วไม่ลงมือทันทีก็ไม่มีความหมายใด ๆ

“ผู้ประสบความสำเร็จ” จะมีความสามารถพิเศษในการทำให้โอกาสเข้ามาอยู่ในมือ และเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว ตบมือแค่สองสามครั้งก็เริ่มลงมือได้เลย ทั้งนี้ต้องซื่อสัตย์ต่อความทะเยอทะยานของตนเองแล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปสู่จุดหมาย

ประโยคที่ว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” มักจะใช้กับการหาลูกค้าใหม่ ๆ ส่วนประโยคที่ว่า “ลูกค้าคือปีศาจ” จะเป็นวิธีจัดการรักษาลูกค้าเอาไว้ พูดอีกอย่างก็คือ การรักษาลูกค้าเอาไว้เป็นสิ่งสำคัญกว่าอย่างอื่น

สำหรับผู้บริหารมืออาชีพแล้ว เขาย่อมมีวิธีการปฏิเสธความต้องการของลูกค้าอย่างไม่มีเยื่อใยเลยทีเดียว

ความสำเร็จนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจ” ที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญและกล้าลงมือด้วย

การตัดสินใจไม่ได้มีผลต่อโอกาสที่จะสำเร็จ แต่การคาดการณ์ความเสี่ยงได้ถูกต้องต่างหาก ที่จะเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์

กล่าวกันว่าคนที่กำลังโกหกมักจะไม่กล้าประสานสายตา แต่ถ้าเป็นคนเล่ห์เหลี่ยมจัดที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ขณะที่โกหกสายตาก็ยังนิ่งเฉย

ดังนั้นถ้าจิตใจมีแต่เรื่องร้าย ๆ การจะสลัดความทุกข์ร้อนหรือความห่อเหี่ยวให้ออกไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ต้องสร้างภาพอยู่เสมอว่าสามารถพาตนเองกระโดดข้ามกำแพงสูงที่ขวางกั้นอยู่ได้

สิ่งที่อยากให้จำไว้ก็คือ ในตอนนั้นต้องไม่คิดถึงจุดอ่อนของตนเอง แทนที่จะคิดว่าตนเองไม่เคยเอาชนะในจุดนี้ได้ ก็ให้คิดถึงจุดแข็งของตนเอง และดูว่าจะสามารถเอาชนะจุดนั้นได้อย่างไร นั่นคือการสร้างภาพที่จะทำให้เอาชนะในโลกแห่งความเป็นจริงได้

ถึงแม้จะเป็นการมองโลกเข้าข้างตนเองเกินไป แต่การสร้างภาพดี ๆ ในจิตใจก็จะเป็นผลดีต่อพลังในการแข่งขันในอนาคต

ต้องเข้าใจจุดที่เป็นปัญหา ต้องเข้าใจมุมมองของลูกค้า และต้องเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
การเข้าใจจุดที่เป็นปัญหาถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยใช้ความละเอียดอ่อนเข้าช่วย การเข้าใจมุมมองของลูกค้า คือการทำอารมณ์ของตนเองให้เย็นลงแล้วฟังอีกฝ่ายบ้าง การเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดก็คือ ต้องมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าขั้นตอนต่าง ๆ อยู่ที่จุดไหนแล้ว เพื่อที่จะตัดสินใจได้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีการตอบสนองอย่างไร

“ผู้ที่ประสบความสำเร็จ” สามารถมองสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้หลายมุมมอง

คนเราก็ต้องประสบกับอุปสรรคด้วยกันทั้งนั้น จุดสำคัญอยู่ที่ในตอนนั้นเราจัดการรับมือกับมันอย่างไร

เวลาทหารตั้งกองทัพจะต้องให้อยู่ต้นลม และคอยเวลาที่ลมจะพัดลงไป แต่หากลมยังสงบนิ่งอยู่ แทนที่จะคอยอยู่เฉย ๆ จงอย่าปล่อยให้เวลาสูญเปล่า พยายามศึกษาภูมิประเทศที่ตั้งทัพอยู่ให้ถ่องแท้เป็นการฆ่าเวลา

การวัดความสำเร็จของตนเอง ต้องยึดความสามารถพิเศษที่ตนมีอยู่เปรียบเทียบกับในวงการที่ตนอยู่เป็นหลัก


บทที่ 3 # กรณีศึกษาของผู้ประสบความสำเร็จ
เป็นเพื่อนสนิทกับความโดดเดี่ยว เพื่อที่จะตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ตลอดรอดฝั่ง



“ความเห็นแก่ตัว” เป็นสิ่งที่ควรสรรเสริญอย่างนั้นหรือ

น่าสรรเสริญหรือไม่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ “ผู้ที่ประสบความสำเร็จ” จะคิดเรื่องของตนเองเป็นอันดับหนึ่ง

เขาจะคิดอยู่แต่เพียงว่า สุดท้ายตัวเองเท่านั้นที่จะต้องอยู่รอด คนสุดท้ายที่เขาจะไว้ใจได้ก็คือตัวของตนเอง

มนุษย์ทุกคนในยามปกติมักมีชีวิตอยู่กับกฎระเบียบ และผูกพันอยู่กับมันจนวันตาย แต่เมื่ออยู่ในภาวะคับขัน ตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป ต่างคนต่างพยายามตะเกียกตะกายหนีจากสภาวะเลวร้ายนั้นให้ได้

คนที่สามารถเลือกตัดสินใจในการดำเนินชีวิตด้วยตนเองได้ ก็นับเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่ต้องไปทนกับสภาพเหล่านั้น เพื่อความสำเร็จแล้ว จะให้ใครมาคอยบงการอยู่ข้างหลังไม่ได้

ชะตากรรมของชีวิตเรา เราเองเป็นผู้กำหนด คนที่สามารถแผ้วถางเส้นทางเดินของตัวเองได้ย่อมไม่มัวแต่มานั่งรอคอยสังคมในอุดมคติ และมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของมนุษย์คนใดทั้งสิ้น “ผู้ที่ประสบความสำเร็จ” รู้ดีว่าการมีความกรุณาอย่างอ่อนหัดจะให้ผลร้ายตอบสนองกลับมาอย่างไร

คนที่มัวแต่วิตกกังวลกับเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ จนไม่อาจตัดสินใจ คนประเภทนี้ยากที่จะประสบผลสำเร็จ

เรื่องของตนเองยังไม่อาจตัดสินใจได้ว่าสิ่งไหนสำคัญสิ่งไหนไม่สำคัญ พวกเขาไม่มีวันที่จะนำหน้าคนอื่นได้อย่างแน่นอน

มนุษย์เราโดยทั่วไปตัดสินกันด้วยสายตา

ไม่ว่าจะเป็นอะไร ก่อนอื่นจะดูที่รูปลักษณ์ภายนอก จากนั้นถึงดูลึกเข้าไปในเนื้อหา

เมื่อออกโรงก็ต้องให้งดงาม ยิ่งเมื่ออยู่บนแท่นพูด ก็ยิ่งต้องทำให้ดูเชี่ยวชาญ

หากบางครั้งต้องพูดเรื่องที่เกินความจริงไปหน่อย ก็ต้องพูดเฉพาะสิ่งที่ตนเองเท่านั้นที่รู้เรื่องดี หรือเรื่องที่มีแต่ตนเองเท่านั้นที่ได้ไปประสบพบเห็นมาจริง ๆ

เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งที่ถือเป็นความสุดยอดก็คือ ต้องออกไปเผชิญหน้ากับผู้คน

คนที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ยากลำบากมาได้มักจะกลายเป็นคนที่มีความร้ายกาจเพิ่มขึ้น ความร้ายกาจอันนั้นทำให้คนเรามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

ไม่ว่าจะนักการเมืองหรือนักกีฬาต่างก็ชอบที่จะได้รับ “การจดจำ” มากกว่า “การจดบันทึก” ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถที่แสดงออกมานั่นเอง

เกิดเป็นผู้ชายแล้ว คงอยากจะมีสักครั้งในชีวิตที่ได้รับการยกย่อง และได้ออกไปยืนอยู่บนเวทีใหญ่
คนโกงแม้ทำงานร่วมมือกันก็เป็นไปอย่างแกน ๆ ทำงานร่วมกับคนโกงก็เหมือนทำงานอยู่กับฝ่ายตรงข้ามย่อมมีผลเสีย

ถ้าไม่มั่นใจในงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคยเหมือนงานเก่ากับที่เก่าละก็ ต้องพยายามสร้างความมั่นใจขึ้นมาให้ได้ โดยไม่ไปสนใจกับข่าวลือต่าง ๆ จะทำได้ก็ต้องมีสปิริตหรือต้องมีความมุ่งมั่น ไม่ควรเอาเวลาทั้งหมดไปสนใจในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง มีแต่ผลเสีย

“ต้องใช้คนที่เก่งกว่าเราให้ได้ การที่สามารถใช้คนที่เก่งกว่าตัวเรามาทำงานให้ นับว่าเป็นไม้ตายอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจให้สำเร็จ”

การใช้คนไม่ใช่เอาแต่สั่งอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้คนคนนั้นแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่

ต้องสร้างความเป็นตัวของตัวเองขึ้นมา ต้องรู้จักตัวของตัวเองให้ดี และสามารถพูดคุยเสนอความเห็นกับผู้อื่นได้อย่างมั่นใจโดยไม่รู้สึกต่ำต้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องแสดงอาการหยิ่งยโส

แม้การเอาชนะจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่การฝึกฝนต้องทำกันเป็นทีม

ถ้าต้องการสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จอย่างปัจจุบันทันด่วน ต้องรวบรวมคนให้ได้หลาย ๆ ประเภท นำมาสร้างเป็นทีมที่ต้องมีความเชื่อใจในสไตล์การทำงานของแต่ละคนด้วย และต้องส่งเสริมลักษณะเด่นของคนเหล่านั้นให้ชัดขึ้นมา ทีมที่สร้างขึ้นจากคนหลาย ๆ ประเภทนี้ถ้าได้รับการอธิบายถึงเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจน ก็สามารถระเบิดพลังความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่บนสุดซึ่งเป็นผู้นำของทีมว่าจะสามารถนำทีมได้ดีแค่ไหน

ค้นหา “ห้าสหายแห่งโชคชะตา” ให้พบ
ที่ปรึกษาอาวุโสจะเป็นคนคอยช่วยชี้ “โอกาส” ให้
คนที่มีความเป็นสุดยอดจะเป็นคนช่วยสร้าง “ความกล้า”
คู่ชีวิตจะเป็นคนคอย “ผ่อนคลาย” ความเหนื่อยล้าท้อแท้
ผู้พิทักษ์จะช่วย “ถ่วงเวลา” เอาไว้เมื่อต้องการ
เพื่อนตายจะช่วยเป็น “กำลังใจ” คอยสนับสนุน

หากใครมีคนทั้งห้านี้อยู่รอบข้างก็เท่ากับว่ามี “ดวงดาวแห่งชัยชนะ” อยู่ในตัว ซึ่งจะยืนยันได้ถึงความมั่นคงในความสำเร็จ

และหากวันใดคนคนนั้นเกิดต้องสูญเสียดวงดาวเหล่านี้ไปแม้เพียงดวงเดียวก็อาจจะทำให้เส้นทางแห่งความสำเร็จที่วางเอาไว้พังทลายลงมาได้

“ผู้ประสบความสำเร็จ” ย่อมต้องรู้จักความเป็นมนุษย์เป็นอย่างดี

พวกเขาจะรู้จัก ความเงียบเหงา ความเศร้าสร้อย ความสุข และความยินดีมากกว่าใคร ๆ นอกจากนี้พวกเขายังมีเสน่ห์จากการที่เป็นคนจริงใจด้วย ซึ่งหาได้ยากในคนทั่ว ๆ ไป

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงมักจะมีเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจ ไม่ใช่แต่ไว้ใจคนที่เรารัก แต่ควรจะรักคนที่เราไว้ใจด้วย


บทที่ 4 # เพื่อนของผู้ยิ่งใหญ่
ในแววตาที่เป็นประกายนั้นบอกอะไรเราบ้าง



การจะประสบความสำเร็จนั้นสิ่งสำคัญที่สุดต้องทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูดี แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบก็ต้องทำให้สม่ำเสมอจนผู้คนเชื่อว่า “นี่แหละคนที่เหมาะสม”

ผู้ที่ประสบความสำเร็จ จะไม่ทำให้ “การพบปะกัน” เป็นการสูญเปล่า

ผู้ที่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่อยู่ในโลกแห่งความจริง เขาสามารถ “หยุดคิดฟุ้งซ่าน” ได้

หมายความว่า เขาสนใจแต่โอกาสที่ดีของตนเอง ฟังแต่สิ่งที่เกี่ยวกับตนเองและไม่เก็บเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับตนเอาไว้ให้เปลืองสมอง

ความฝันจะเห็นได้ก็ตอนที่หลับเท่านั้น พอตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นอีกต่อไป

ขั้นตอนที่จะประสบความสำเร็จมี 4 อย่างคือ ความไม่ไตร่ตรอง ความทะเยอทะยาน ความปรารถนา และความคาดหวัง

“ความไม่ไตร่ตรอง” เป็นความคิดที่อันตรายให้เลิกซะ
“ความทะเยอทะยาน” ทำให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง
“ความปรารถนา” ทำให้สมองซีกขวาทำงานก่อนเข้านอน
“ความคาดหวัง” เป็นการร้องขออย่างลับ ๆ

ไม่มีใครที่จะให้โอกาสที่ดีในการทำงานแก่เราหรอก เราเองต่างหากที่จะต้องเปลี่ยน “ความฝัน” ให้เป็น “เป้าหมาย” ในชีวิตให้ได้

ถ้ามีความพยายามอยู่ตลอดเวลาย่อมประสบผลสำเร็จ “เป้าหมาย” กับ “ความฝัน” ที่กลายเป็น “ความต้องการที่ยิ่งใหญ่” จะหล่อหลอมเข้าเป็นตัวตนของคนคนนั้น

ไม่ว่าจะต้องพบกับความไม่มีเหตุผลสักแค่ไหน หากสามารถมองมันในแง่บวกแล้วใช้เป็นกระจกเงาสะท้อนให้ก้าวกระโดดออกไปได้ย่อมประสบความสำเร็จ

 

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สารพัด สารพัน กับการเข้าเรียน ม.4

ก่อนหน้านี้ ได้เคยเขียนเรื่องของลูกชาย ดช.ปัณชญา ที่เกี่ยวพันกับเพื่อนๆ เรื่องเรียน ม.1 มาบ้าง

http://nattprom.blogspot.com/2011_04_01_archive.html

และ

http://nattprom.blogspot.com/2011/05/blog-post_27.html


มาปีนี้ 2557 ดช.ปัณชญา เรียนจบ ม.3 เพื่อเข้าเรียนต่อ ม.4
ก็ยังคงเป็น รร. เดิม สตรีวิทยา 2

เริ่มต้นจาก นักเรียนที่เรียน ม.3 ถ้ามีเกรดเฉลี่ยสะสม ม.1 + ม.2 และ ม.3 เทอมต้น เกิน 2.00
ก็สามารถได้สิทธิเรียนต่อ ม.4 ตามกลุ่มการเรียนที่จัดไว้ได้เลย โดยไม่ต้องสอบเข้าใหม่
ดช.ปัณชญา ได้เฉลี่ยสะสม 1.85 เพราะฉะนั้น ไม่ผ่านเกณฑ์แรก

แต่ช้าก่อน ยังมีการสอบประมวลความรู้
สำหรับนักเรียนที่เกรดเฉลี่ย ตามข้างต้น ต่ำกว่า 2.00 แต่สูงกว่า 1.50
เพราะฉะนั้น ดช. ปัณชญา เข้าเกณฑ์นี้ และสอบในวัน พุธที่ 15 มกราคม 2557
โดยสอบ 5 วิชาหลัก คณิตฯ วิทย์ อังกฤษ ไทย และ สังคม
เกณฑ์ผ่านคือ 100 คะแนน จาก คะแนนเต็ม 200 คะแนน


ผลการสอบออกมา ปรากฎว่า ดช. ปัณชญา ได้ลำดับที่ 2
ดูเหมือว่าจะดี และควรจะดีใจ แต่....
ลำดับที่ 2 นี้ ได้ 97 คะแนน ไม่ผ่านเกณฑ์
แม้ผลออกมา ลูกชาย จะเสียใจ ร้องไห้ และบอกว่า น่าผิดหวังตรงที่ได้ที่ 2

แต่สิ่งที่ต้องบอกให้ลูกยอมรับความจริงคือ 97 คะแนน
แม้จะได้ที่เท่าไร แต่ถ้า 97 คะแนน คือ ไม่ผ่าน
นี่คือการแข่งขันกับตัวเอง อย่ามองว่าแข่งกับคนอื่น !!

เพราะฉะนั้น การจะเข้าเรียน ม.4 สตรีวิทยา 2 ต้องเริ่มต้นใหม่ เสมือนเด็กนักเรียนข้างนอก
คนเป็นพ่อ เป็นแม่ แน่นอนครับ ต้องเครียด กังวล
เตรียมหาโรงเรียนสำรอง กรณีที่ลูกสอบเข้า ม.4 รร.เดิมไม่ได้

สุดท้าย ก็สอบเข้า ม.4 ได้ ซึ่งตอนสอบเข้า ลูกชายเลือก อังกฤษ-จีน


ประกาศผลสอบ 3 เมษายน 2557
กำหนดการมอบตัว คือ 10 เมษายน 2557
ปัญหาที่ต้องเจอ คือ การมอบตัว ต้องใช้ ปพ.1 ตัวจริง
นักเรียนที่สอบผ่านปกติ จะรับ ปพ.1 ตอน 31 มีนาคม 2557
ซึ่ง ดช.ปัณชญา ยังไม่ได้รับ จะได้รับ ตอน 30 เมษายน 2557
เพราะ ...
ติดเกรด 0 ตอน ม.1 วิชาดนตรีไทย แล้วยังไม่ได้แก้ไข
ซึ่งสอบถามกับลูก ก็บอกว่า แก้ไขตั้งแต่ตอน ม.1 แล้ว แต่เกรดยังไม่ถูกแก้
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผมไม่สนใจมาก
เรื่องเกรด 0 ผมและลูกรู้ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2557 ก็เร่งให้ลูกไปติดตามหาอาจารย์ที่โรงเรียน
ก็ได้แต่คิดว่า ลูกจะจัดการเองได้
จนอาจารย์ประจำชั้นโทรมา เลยขอเบอร์ อาจารย์ประจำวิชา ให้ลูกโทรฯติดต่อ
แต่ก็ไม่ทัน เพราะส่งงานแก้เกรด 0 ในวันที่ 30 มีนาคม 2557

6 เมษายน 2557 นักเรียนรายงานตัว
8 เมษายน 2557 ประชุมผู้ปกครอง ในวันนั้น อาจารย์หลายคนได้ออกมาพูดให้ผู้ปกครองฟัง ทั้งเรียนการเรียน ม.ปลาย และเรื่อง ผอ. พชรพงศ์ ตรีเทพา ที่กำลังเป็นข่าวฮือฮา จากกรณีวงโยธวาทิต
วันนั้นหลายท่านก็ได้ออกมาพูด เพื่อให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียน กลับมา และ ผอ. ก็ได้ให้เบอร์โทรฯมือถือ ให้กับผู้ปกครองไว้
9 เมษายน 2557 มีข่าวปลด ผอ. ย้ายไปช่วยราชการที่ สพฐ. โดยให้ไปรายงานตัววันที่ 11 เมษายน 2557
http://www.kroobannok.com/66211

วันมอบตัว 10 เมษายน 2557 ผมก็ไปกับลูกชาย พร้อมเอกสารทั้งหมด ยกเว้น ปพ.1 ตัวจริง แต่ได้คัดต้นฉบับที่ระบุว่า สอบผ่านหมดทุกวิชาแล้ว แนบไป
ปรากฎว่า ฝ่ายวิชาการ ม.ปลาย ไม่รับมอบตัว พร้อมทั้งให้เขียนคำร้อง ขอมอบตัวภายหลัง
โดยระบุว่า เรียน ผอ. รร. สตรีวิทยา 2 ( ซึ่งตอนนั้น ผมยังไม่รู้ว่าโดนย้าย )
แล้วก็กลับบ้าน เพราะ ทางม.ปลายไม่สามารถทำอะไรได้
เพียงแค่บอกว่า ให้โทรฯมาสอบถามผลกับทางโรงเรียน ว่าสรุปว่าอย่างไร

11 เมษายน 2557 ผมถึงรู้ข่าวว่า ผอ. โดนย้าย
แน่นอน...ความกังวลใจเริ่มมา ผมเริ่มโทรฯหา รอง ผอ. ที่เคยมีเบอร์สมัยอยู่ในกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครอง
รวมทั้ง รอง ผอ. อื่นๆที่ไม่รู้จักเลย
ก็ยังไม่มีคำตอบ และข้อสรุป
ได้แต่โทรฯ....สอบถามเกือบทุกวัน
ดูว่า ใครจะเบื่อ หรือ รำคาญกันไปข้างนึง จนได้ข้อสรุปนั่นละ

ได้บทสรุปคร่าวๆ คือ รอง ผอ. ก็ไม่กล้าทำอะไร หรือ ตัดสินใจอะไรมาก
เพราะโดนหลายฝ่ายจับตา เรื่องวินัย รวมถึงเรื่องอื่นๆตามไปด้วย

28 เมษายน 2557 - 10 พฤษภาคม 2557 จะมีการเรียนเตรียมความพร้อม จะทำอย่างไรล่ะ ??
บทสรุปมาจบที่ทางโรงเรียนแจ้ง ให้มามอบตัวในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557

โดยผมเข้าไปโรงเรียนในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ก่อน เพื่อไปรับเอกสารการมอบตัว
( ซึ่งผมมีอยู่แล้ว ตั้งแต่ จะมอบตัว 10 เมษายน 2557 ) แต่โรงเรียนเรียกไป ก็ต้องไป
ผมสังเกตว่า ชื่อลูกชายไปอยู่ในห้อง อังกฤษ-ทั่วไป จึงแจ้งอาจารย์ไว้ เพื่อตรวจสอบและแก้ไข

6 พฤษภาคม 2557 มอบตัว รายชื่อลูกชาย ก็ยังไปอยู่ อังกฤษ-ทั่วไปอีก
การมอบตัวก็เลยสะดุด ต้องไปตรวจสอบข้อมูลกันใหม่
โชคดี ที่ผมเดาว่า น่าจะเกิดเหตุแบบนี้ เลยเก็บผลสอบไว้ที่ในโทรศัพท์ ให้อาจารย์ที่รับมอบตัวดูผลสอบ

ทุกอย่างดูติดๆ ขัดๆไปหมด แต่สุดท้าย ก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี
ดช.ปัณชญา ที่จะต้องเปลี่ยนเป็น นายปัณชญา ในวันที่ 17 มิถุนายน 2557
ได้เข้าเรียน ม.4/3 โรงเรียน สตรีวิทยา 2

บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด
สำหรับ วิชาชีพครู เป็นอาชีพที่ผมเอง และทุกคนยอมรับ ให้เกียรติ ว่ามีคุณค่า
เข้าใจ และไม่สงสัย ในความสามารถของการเป็นครู
แต่....
น่าหวั่นใจ ในการบริหาร การแก้ไขปัญหาในบางจุด ที่มุมมองของผู้ปกครองเห็นต่างกัน

10 เมษายน 2557 มอบตัว
** : ควรให้นักเรียนมอบตัว เพราะเกรดผ่านหมด แค่รอเอกสาร ปพ.1
และให้ขอผ่อนผันเอกสาร ดีกว่า ผ่อนผันการมอบตัวทั้งหมด
เพราะการมอบตัว มีขั้นตอนมากมาย
มามอบตัวภายหลัง ต้องใช้อาจารย์หลายคนมาทำหน้าที่
แม้จะต้องมีการมอบตัวภายหลังอยู่แล้ว สำหรับเด็กสอบได้อันดับสำรอง
แต่เด็กเสียสิทธิการเรียนปรับพื้นฐานไป ( โดยได้เรียน 7 พฤษภาคม 2557 แต่จ่าย 1500 บาท เท่ากับนักเรียนที่เรียนตั้งแต่ 28 เมษายน 2557 )

11 เมษายน 2557 - 2 พฤษภาคม 2557 รอ ...
** : กระบวนการต่างๆ รวมถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ทำให้ไม่มีคนตัดสินใจ
หากคิดในมุม คุณและฉัน จะเข้าใจหัวอก พ่อและแม่ ว่ากังวลขนาดไหน
กับสถานที่เรียนของลูก ที่ยังไม่รู้จะได้เรียน หรือ ต้องหา โรงเรียนอื่น

6 พฤษภาคม 2557 เห็นปัญหา แม้จุดเล็กๆ ต้องจัดการ
** : จากอังกฤษ-ทั่วไป และ อังกฤษ-จีน หากแก้ไขตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2557
ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ก็จะไม่สะดุด ผมก็ไม่ต้องเล่าเรื่องราว และแสดงผลสอบอีกครั้ง
ผู้ปกครองท่านอื่นๆ ก็สามารถมอบตัวลูกแบบไม่สะดุด เพราะผมกับลูก

เรื่องราวระหว่างเส้นทางเข้าเรียน ม.4

1. ระหว่างรอมอบตัว - ผมเจอ ผู้ปกครองบ่น ด่า ต่อว่า ลูกของตนเอง ที่ยังไม่แก้ไขเกรด ม.ต้น
จริงๆแล้ว โรงเรียนมีระบบที่ดี ผู้ปกครอง สามารถตรวจผลการเรียน และ หลายๆอย่างทาง Internet ได้
บางอย่าง ผู้ปกครองต้องช่วยนักเรียน กระตุ้น เขายังต้องการคนชี้ทาง ไม่ใช่คนที่ต่อว่า



2. ผู้ปกครองบางท่าน ต่อว่าอาจารย์ว่าไม่ทุ่มเทสอนให้เต็ม 100%
ได้ฟังแล้ว เจ็บปวดแทนครู นี่เป็นการทำลายจิตใจกันอย่างรุนแรง
ผมเชื่อในวิญญาณ ในอาชีพครู
ครู อาจารย์หลายท่าน พร้อมสอน แนะนำ ช่วงเวลาเย็น


3. ผู้ปกครองบางท่าน พูดจาดูเหมือนจะรู้เรื่องลูก แต่จริงๆกลับไม่รู้
ผมเจอบางท่านบอกว่า ตอนสอบเข้า ม.4 ไม่เห็นโรงเรียนบอกว่า จะมีสอบวิชาอะไร ห้องอังกฤษ-จีนมีทั้งหมดกี่ห้อง
จริงๆ แล้วมีบอกละเอียดเลย ว่า วิชาอะไร คะแนนเท่าไร และอังกฤษ-จีน มี 2 ห้อง
ทุกอย่างชัดเจน ถ้าเราหมั่นดูบ้าง เราก็จะรู้


19 พฤษภาคม 2557 เปิดเทอมแล้ว หน้าที่ผู้ปกครอง พ่อแม่ ยังติดตัวไปตลอด
งานกลุ่ม งานวิชาการ งานอื่นๆ ของนักเรียน ยังคงต้องมีผู้ปกครอง ประคับประคองต่อไป

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

ลีน่า จัง : ศึกเลือกตั้ง สว. 2557

ความอ่อนล้า อ่อนแอ ของการเมืองไทย ในยุคตั้งแต่ ราว พศ.2550
ทำให้หลายๆคน เริ่มเบื่อหน่าย ระอา กับรูปแบบของนักการเมืองของประเทศไทย

ในการเมืองที่หลายคนมองว่า มันแย่เพราะนักการเมือง
แย่เพราะรูปแบบการคอรัปชั่น ที่แยบยล ซับซ้อนมากขึ้น
หากจะมอง ในมุมที่ไม่ดี มันก็ไม่ดีจริงๆ
แต่...หากมองในมุมที่เป็นการเรียนรู้
เราก็จะได้ ศึกษารูปแบบการเมือง และนักการเมืองใหม่ๆ แปลกๆ ตื่นตา ตื่นใจ

30 มีนาคม 2557
เราจะมีการเลือกตั้ง สว. โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
ผมรับรู้มาตั้งแต่ราวปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว
ว่า จะมีการเลือกตั้ง สว. ในปลายเดือน มีนาคม 2557 ... ก็แค่นั้น

ป้ายหาเสียง เริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ราวๆ 2 อาทิตย์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
ขับรถผ่านไป ผ่านมา ก็เห็นผู้สมัคร ซึ่งไม่คุ้นหน้าตา ชื่อเสียง
หรือ ไม่รู้ว่า เขาคือใคร
แต่แล้ว....เธอคนนี้ก็ปรากฎในป้ายหาเสียงให้ผมเห็น
เธอคือ ลีน่า จังจรรจา เบอร์ 3


นี่คือ ผู้สมัคร สว. คนเดียว ที่ผมเคยคุ้นหน้าตา คุ้นชื่อเสียง
ทั้งในด้านที่เป็นบวก และ เป็นลบ
แล้วก็คุ้นหน้าตา เพราะเธอเคย

- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2547 หมายเลข 6 แต่ถูก กกต.ถอดถอน จากกฎหมายห้ามจัดงานมหรสพ เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง

- ลงสมัคร สว. กทม. ในปี 2549 หมายเลข 142 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ปีนั้น ผู้สมัคร สว. มีจำนวนมากมาย และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ รวมทั้งชื่อเสียงเยอะมาก จนเลือกไม่ถูกเลย

- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2551 หมายเลข 7 พร้อม Concept "ผู้หญิงมีต่อมความชั่วน้อยกว่าผู้ชาย" ฤดูกาลนี้ หลายคนน่าจะจำได้ ว่า มีเหตุการณ์ ลีน่า จัง ตกคลองแสนแสบ ระหว่างหาเสียง

- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2552 หมายเลข 3 แต่ก็ไม่ได้รับเลือก เช่นเดิม

บนเส้นทางการเมือง ต่างยุค ต่างห้วงเวลา อาจจะทำให้ ลีน่า จัง ไม่ได้เข้าสภาฯ สักที
ปีนี้ ลีน่า จัง จะขอลุ้นสู้ศึกอีกครั้ง จาก 18 ผู้สมัครในเขต กทม.

และนี่เป็นป้ายหาเสียง ของเธอผู้นี้ ....


คราวนี้ ไม่ใช่แค่ สีสรร ที่สะดุดตา
แต่มีข้อความที่สะดุดใจ ให้คนหลายคนอยากจะเลือกเธอเข้าสภาฯ ในปีนี้
3 ป้ายนี้ อาจจะได้ใจ คนระดับรากหญ้า พ่อค้า แม่ค้า คนชั้นกลาง ผู้ใช้น้ำมันในการเดินทางทำงาน


2 ป้ายนี้ อาจจะเตะตา กลุ่มคนที่เชียร์กำนันสุเทพฯ
และกลุ่มคนที่ ระอา อ่อนล้ากับนักการเมืองโกงชาติ

อาจจะเป็นปีนี้ ครั้งนี้ และ 30 มีนาคมนี้ ก็เป็นได้
ที่ผมจะเลือกเธอคนนี้ "ลีน่า จังจรรจา"

** ปล. ** ไม่ได้เขียนเพื่อเชียร์ ไม่ได้เป็นนายหน้า หรือ กองเชียร์ของ ลีน่า จัง
ผมเชื่อว่าบางครั้ง คนใน กทม. ก็อยากจะมีอะไรจี๊ดๆ จ๊าดๆ
เอาไปไว้ "ซัด" กับนักการเมือง ที่มีอยู่ในประเทศนี้

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระกฤษณะ : วันประสูติ และการบูชารัก

ในคัมภีร์ปุราณะ มหากาพย์รามายณะ มหาภารตะ และตำนานเก่าต่างๆ ของอินเดีย รวมถึงคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูอื่นๆ ได้บันทึกและกล่าวถึงไว้ว่า พระวิษณุเทพได้อวตารลงมาเพื่อปราบยุคเข็ญให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ทั่วไป ในช่วงเหตุการณ์โลกเกิดกลียุคและเกิดความไม่สงบสุขจากเหล่าอสูร จึงทรงอวตารลงมาในปางต่างๆ ซึ่งปางพระกฤษณะเทพเป็นปางหนึ่งในการอวตาร 10 ปาง ของพระวิษณุเทพนั่นเอง 

ลัทธิไวษณพนิกาย กล่าวไว้ว่าพระกฤษณะเกิดมาเพื่อทำลายอสูร ชื่อกังสะ ซึ่งเป็นลุงของพระกฤษณะเอง อสูรกังสะตนนี้ปลอมตัวมาเป็นกษัตริย์นามว่า อุคราเสน แห่งเมืองมถุรา และได้ใช้อำนาจแย่งชิงมเหสีจากกษัตริย์ (องค์ก่อนหน้า) มาโดยมิชอบ และมเหสีก็ทรงไม่ทราบว่าเป็นอสูรที่แปลงกายมาเป็นสวามีของตน 
อสูรกังสะเมื่อขึ้นครองเมืองก็สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป ต่อมาเมื่อพระวิษณุเทพทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงทรงอวตารมาในปางพระกฤษณะเพื่อปราบอสูรกังสะตนนี้



ลักษณะทางศิลป์ ปัจจุบันรูปปั้นนิยมทำรูปพระกฤษณะยืนไขว้ หรืองอพระบาท มี ๒ กร ยกขลุ่ยระดับพระโอษฐ์กำลังเป่าขลุ่ย บางรูปของพระกฤษณะ มีลักษณะผมมุ่นเสียบดอกไม้ มือซ้ายถือดอกบัว มือขวาวางข้างตัว ส่วนด้านซ้ายของพระองค์มีนางราธิกา หรือ ราธา ทรงผมยาว มือขวาถือดอกไม้ส่วนมือซ้ายวางข้างตัว



พระกฤษณะนั้นเป็นบุตรของ พระวสุเทพ(โอรสท้าวศูรราช)และนางเทวกี (บุตรีท้าวอุคระเสน) ในนครมถุรา ครั้งเมื่อนางเทวกีตั้งครรภ์ มีโหรทำนายว่า ทารกในครรภ์นั้น จะเป็นผู้วิเศษมาเกิด พญากงส์ซึ่งเป็นพี่น้องกับนางเทวกี (ซึ่งครองอำนาจด้วยการกบฎต่อจากบิดา และเชื่อคำทำนายว่าบุตรนางเทวกี จะเป็นผู้สังหารตน) จึงจับนางเทวกีและพระวสุเทพ รวมทั้งท้าวอุคระเสน ผู้เป็นบิดาขังเอาไว้ 
เมื่อครบกำหนดคลอดก็สั่งให้ฆ่าทารกเสีย ทำเช่นนี้อยู่ 6 ครั้ง คนที่ 7 แท้ง จนถึงครั้งที่ 8 (ที่จะกำเนิดเป็นพระกฤษณะ) พระวิษณุใช้อิทธิฤทธิ์ย้าย ทารกไปไว้ในครรภ์ นางโหริณีมเหสีฝ่ายซ้ายของพระวสุเทพ ทารกนี้มีนามว่า พระ กฤษณะ มีกายสีดำ มีลักษณะของมหาบุรุษเพียบพร้อม 

พระวสุเทพจึงนำกุมารนี้ไปฝากโคบาล (ผู้เลี้ยงวัว ทำปศุสัตว์)ชื่อนันทะ และนางยโศธา แล้วเอาทารกของนาง ยโศธาเปลี่ยนตัวแทนแต่พญากงส์ทราบเข้าจึงสั่งให้ฆ่าทารกเสียทั้งหมดแล้วให้ ราชบุรุษจับตัวพระกฤษณะมาให้ได้ นันทะและนางยโศธา จึงพาพระกฤษณะ ไปอยู่ที่ตำบล พฤนทาพน 




พระกฤษณะจึงเติบโตท่ามกลางหมู่โคบาล และให้ความอนุเคราะห์เหล่าโคบาลนี้ ระหว่างนั้นได้แสดงปาฏิหารย์มากมาย อย่างเช่น ยกภูเขาโควรรธนะ จนสามารถมีชัยเหนือพระอินทร์ จนได้ชื่อว่า อุเปนทร = ดีกว่าพระอินทร์ รวมถึง ปราบพญานาค กาลียะ ฯลฯ 


พญากงส์พยายามที่จะสังหาร พระกฤษณะหลายครั้ง ในที่สุดพญากงส์เชิญให้ไปเล่นสรรพกีฬา ในเมืองมถุรา พญากงส์ได้วางตัวมวยปล้ำที่เก่งที่สุดเอาไว้เพื่อกำจัดพระกฤษณะ โดยเฉพาะ แต่พระกฤษณะสามารถเอาชนะได้และได้ฆ่าพญากงส์ตาย จากนั้นพระเจ้าอุคระเสนจึงขึ้นครองเมือง



กฤษณะจัณมาสตามิ (Krishna Janmashtami) 
หรือ ที่รู้จักกันในหลายชื่อต่อไปนี้ Krishnashtami, Saatam Aatham, Gokulashtami, Ashtami Rohini, Srikrishna Jayanti, Sree Jayanthi หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘Jammashtami’ เป็นเทศกาลของชาวฮินดูเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดพระกฤษณะ (Lord Krishna) ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ หรือพระวิษณุ เทศกาลนี้มักจะอยู่ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม-กลางเดือนกันยายน (วันแรม 8 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี)

ดังนั้นในตอนเที่ยงคืน รูปบูชาของพระกฤษณะในตอนเด็ก จะถูกนำไปสรงน้ำ ตกแต่งประดาประดาด้วยเสื้อผ้า และเครื่องประดับสวยงาม แล้วนำมาวางในเปล เพื่อทำการสักการะบูชา ในตอนเช้าบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย จะวาดโครงเท้าของลูกที่ด้านนอกบ้านแล้วโรยด้วยผงแป้งที่ทำจากข้าว แล้วให้ลูกเดินเข้ามาในบ้าน เป็นสัญลักษณ์ของการเข้ามาของพระกฤษณะในบ้านอุปถัมภ์ของพวกเขานั่นเอง ในยามค่ำคืนซึ่งก็มีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่


ในอินเดีย เทศกาลนี้รู้จักกันดีในอีกชื่อคือ ดะฮี ฮันดี (Dahi handi) คำว่า ฮันดี (handi) หมายถึง หม้อดินเผาที่บรรจุนมเปรี้ยวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดะฮี (Dahi) ซึ่งจะถูกแขวนไว้บนที่สูงก่อนจะถึงงานพิธีสำคัญ บุคคลที่สำคัญที่สุดในสังคมจะใช้ไม้ทุบหม้อฮันดีนี้ให้แตก และเมื่อหม้อแตกนมเปรี้ยวนั้นจะหกใส่ทุกคนเบื้องล่าง เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่ผ่านความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน




เทศกาลนี้มีการเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน ก่อนวันสำคัญนี้ชาวฮินดูจะงดอาหาร หรือถือศีลอดหนึ่งวัน และจะออกจากศีลอดในตอนเที่ยงคืน ซึ่งจะมีการฉลองสำคัญขึ้น 


ในวันนี้หม้อดินเผาจำนวนมากจะถูกนำมาแขวนไว้ในที่ ต่างๆ ทั่วเมือง กลุ่มวัยรุ่นที่เรียกว่า โกวินธา (Govinda) จะขึ้นรถบรรทุกท่องไปทั่วเมืองเพื่อไปต่อตัวกันดึงหม้อที่แขวนไว้บนที่สูงลง มา ภายในหม้อมีนมเปรี้ยวดะฮีบรรจุอยู่ ก็จะหกรดใส่ผู้ที่ต่อตัวกัน แถมในหม้ออาจมีเงินรางวัลให้ด้วย และมีหม้อฮันดีดังกล่าวนี้หลายพันใบแขวนไว้ตามชุมชนต่างๆ ซึ่งก็สร้างความสนุกสนานทั้งกลุ่มวัยรุ่นและผู้ชมที่ลุ้นอยู่โดยรอบ



ชาวฮินดูทั้งประเทศนอกจากถือศีลอดแล้ว ยังท่องสวดประวัติและคำสอนของพระกฤษณะ ที่เป็นบทโศลกในภควัตคีตา อีกทั้งวัดของพระกฤษณะทุกแห่งจะประดับประดาอย่างสวยงาม และเด็กๆ จะแต่งตัวเป็นพระกฤษณะและนางราธิกา หรือ ราธา  (Radhika , Radha – นางอันเป็นที่รักของพระองค์) ในวัยเด็ก มีการแสดงละครชีวิตของพระกฤษณะโดยเฉพาะในวัยเด็ก พอถึงเที่ยงคืนซึ่งเชื่อว่าเป็นเวลาประสูติของพระองค์ มีพิธีที่เรียกว่า “อารตี (aarti)” จะมีการเตรียมขนมหวานและอาหารจานพิเศษสำหรับผู้ที่ออกจากศีลอดในช่วงเวลานี้ ด้วย  



อีกมุมหนึ่งของพระกฤษณะ : แง่มุมความรัก

ตำนานรักของพระกฤษณะ และ พระนางราธิกา หรือ ราธา ทั้งสององค์สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กๆ เลี้ยงดูแลวัวมาด้วยกัน นั่นทำให้เกิดความรู้สึกรักกันและจะรอกันตลอดไป  
พระลักษมีรวมเอาความรักระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย บิดามารดากับบุตร เพื่อนกับเพื่อน และหนุ่มสาวเข้าด้วยกันไว้ในองค์เดียวกัน หมายความว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในความรัก จะต้องรักผู้อื่นให้ได้อย่างที่บิดามารดาพึงรักบุตร อย่างผู้ใหญ่พึงมอบให้ผู้น้อย อย่างเพื่อนพึงมอบให้เพื่อน และอย่างชายหญิงพึงมอบแก่กันและกัน  
- แม้พระกฤษณะจะมีชายาถึง 16,108 นาง
- แม้นางราธาจะมีสามีอยู่ก่อนแล้ว

- แม้บางท่านจะบอกว่านางราธารักพระกฤษณะแบบเทิดทูนมากกว่าเชิงชู้สาว






แม้พระกฤษณะจะมีเมียมากมายและแต่งงานหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็เล่ากันว่าพระองค์มีพระนางราธาอยู่ในใจเสมอและรักมากที่สุด และพระนางราธาก็รักพระกฤษณะอย่างสุดหัวใจและรอพระกฤษณะเสมอ ทำให้เราเห็นรูปเคารพขององค์พระกฤษณะคู่กับพระนางราธาอยู่บ่อยครั้ง  


พระกฤษณะได้เดินทางไปปราบอสูรหลายครั้ง ในที่สุด พระองค์ก็ได้ออกไปหาทำเลสร้างเมืองใหม่

โดยให้พระวิศวกรรมเนรมิตเมืองให้เสร็จภายในคืนเดียว จากนั้นย้ายตระกูลยาฑพออกไปยังเมืองใหม่ นามว่า "ทวารกา"

เมื่อย้ายมาอยู่เมืองทวารกาแล้ว พระกฤษณะก็ออกเสาะแสวงหาชายาให้กับพระองค์เองและพระพลราม

พระพลรามได้แต่งงานกับ นางเรวาตี (Revati) ส่วนพระกฤษณะเข้าพิธีแต่งงานกับ นางรุกมินี (Rukmini) แต่ก่อนหน้านั้น ก็ต้องต่อสู้กับ "รุกมา"และ "สีสุปาละ" พี่ชายของนางรุกมินี ซึ่งเป็นญาติของพระกฤษณะ และหมายปองนางรุกมินีเช่นกัน
หลังการแต่งงาน พระกฤษณะก็ยังต่อสู้กับอสูรอื่นๆ อีกมากมาย และได้ชายามาอีก 7 องค์ เช่น
นางชามภวาตี (Jambavati) บุตรีของชามภูวาล ผู้เป็นกษัตริย์แห่งหมี 
นางสัตยภามา (Satyabhama) ธิดาของสัตราชิต
นางกัลลินดิ (Kalindi) ธิดาของพระอาทิตย์ 

และชายาอีก 4 องค์จากการปราบปรามอสูรตนอื่นๆ


เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็ถึงกาลที่พระกฤษณะจะกลับไปยังไวกูณฐ์สถานของพระองค์




เหตุการณ์มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง หมู่กษัตริย์ยาฑพเมาสุรา ทะเลาะวิวาทปลงพระชนท์กันเอง พระกฤษณะพยายามห้ามปราม แต่ก็ไม่เป็นผล พระองค์จึงหลบหนีเข้าไปในป่า บังเอิญขณะนั้น มีพรานป่าออกล่าสัตว์ พรานผู้นั้นสำคัญผิดว่าพระกฤษณะเป็นสัตว์จึงยิงพระองค์ด้วยธนูถูกที่ "ข้อเท้า" อันเป็นจุดชีวิตของพระกฤษณะ จนสิ้นพระชนม์


เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระกฤษณะล่วงรู้ไปถึงในเมือง พระวสุเทวะ นางเทวากี ตลอดจนนางโรหินีก็สิ้นพระชนม์ตามไปด้วย จากนั้นไม่นานก็เกิดน้ำท่วมใหญ่จนเมืองทวารกา จมหายไปในที่สุด

บ้างเชื่อว่าบูชาพระกฤษณะ เสมือนการบูชาความรัก 


แล้วอะไรคือความรักที่ดีล่ะ? คำตอบที่มีอยู่ในบทสวดบูชาพระลักษมี คือ ความซื่อสัตย์ ความเมตตากรุณา ความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว 

บ้างขอพร หรือบูชา เพื่อขอให้มีความรักที่งดงาม แท้จริง





ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : รวมรวม ปรุงแต่ง จากหลากหลายแหล่งที่มา เอาเป็นว่าขอบคุณทุกๆต้นฉบับ ที่หยิบมาทั้งบางส่วน ทั้งประโยค และทั้งย่อหน้า

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

One Love - Bob Marley สิ่งที่คิดถึงเมืองไทย และ ภาคแปล


One Love - Bob Marley ภาคแปล

เริ่มต้นได้ฟังเพลงนี้มานานมาก ตั้งแต่สมัย ม. ต้น ราวๆ ปี พ.ศ. 2529
สมัยนั้นพอฟังดนตรีแนวนี้แล้ว ทำให้ผมคลั่งไคล้ Bob Marley มากๆๆ

เขาเป็นใคร ยังไง ไม่รู้ รู้แค่เพียง นี่เป็น ดนตรีเรกเก้ และเขาเกิดที่ จาไมก้า



ดนตรีที่โดนใจ ทำให้ไอ้หนุ่มบ้านนอก วัยกระเตาะ อย่างผม หลงไหล
หาซื้อเทป ( ของกอป ม้วนละราวๆ 30 บาท ) ที่มีแต่ปก
ไม่มีเนื้อหา เนื้อเพลง ในปกด้านใน ( แน่ละ ของกอปนี่นา )

---------------------------------------------------------------



พอว่างๆ บังเอิญได้ผ่านฟังแว่วๆ ผ่านหู เลยนึกเพลงขึ้นได้
แล้วก็พาลนึกภาพบรรยากาศ ที่เคยอ่าน เคยรู้ของ Concert : One Love Jamaica
22 April 1978 ใน Concert : One Love นี้เอง ที่ Bob Marley 
Concert นี้ จัดขึ้นเพื่อหยุดการความรุนแรงที่เกิดจากนักการเมือง 2 ขั้ว
Michael Manley ผู้นำฝ่ายรัฐบาล
Edward Seaka ผู้นำพรรคแรงงานที่เป็นฝ่ายค้าน
โดยที่ Bob Marley เป็นผู้อยู่ตรงกลาง ร่วมจับมือของนักการเมืองทั้ง 2 ขั้ว
ก็ไม่รู้ว่า มุมของนักการเมืองนั้น ทำเพื่อสร้างภาพหรือไม่


แม้ภาพบางภาพจะแสดงให้เห็นว่า นักการเมืองทั้ง 2 ยิ้ม
บางภาพ ก็แสดงสีหน้า ไม่จริงใจ ต่อการจับมือกัน

กลับมาที่ประเทศไทยของเรา
นี่อาจจะเป็นรูปแบบก่อนการกำเนิดของประชาธิปไตยอย่างแม้จริง (มั้ง)
ที่จะต้องมีการเมือง 2 ขั้วที่ชัดเจน แต่ทำไมต้องรุนแรง ใส่ร้ายกัน
แม้ประเทศอื่นๆ จะ 2 ขั้วและ รุนแรง เพราะนั่นไม่มีศูนย์รวมใจของประเทศอย่างพระมหากษัตริย์

เรากำลังเดินไปสู่ประชาธิปไตย แต่จงระลึกเสมอว่า
ประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ


ด้านล่างเป็นเพลง One Love และเนื้อหาที่แปลงโดยคุณเบียร์ เจ้าของ Blog : AelitaX Translate ที่แปลไว้ดีเหลือเกิน จนผมไม่ต้องแปลเพลงนี้เองละ
ที่ Link http://www.aelitaxtranslate.com/2013/04/bob-marley-one-love.html

ขอบคุณคุณเบียร์อีกครั้งครับ


One Love, One Heart Let's get together and feel all right Hear the children crying (One Love) Hear the children crying (One Heart) Sayin' give thanks and praise to the Lord and I will feel all right Sayin' let's get together and feel all right 
ความรักเพียงหนึ่งเดียว! รวมใจเป็นหนึ่ง!
เรามาอยู่ด้วยกันและสร้างความรู้สึกดีๆกันเถอะ
ฟังเสียงร้องไห้ของเด็กๆ (ความรักเพียงหนึ่งเดียว)
ฟังเสียงร้องไห้ของเด็กๆ (รวมใจเป็นหนึ่ง)
พูดออกไป : ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า และฉันจะรู้สึกดี
พูดออกไป : เรามาอยู่ด้วยกันและสร้างความรู้สึกดีๆกันเถอะ
Let them all pass all their dirty remarks (One Love) There is one question I'd really like to ask (One Heart) Is there a place for the hopeless sinner Who has hurt all mankind just to save his own beliefs ? ให้ทุกๆคนผ่านพ้นทุกๆความเห็นสกปรกๆของพวกเขาไป (ความรักเพียงหนึ่งเดีัยว)มีคำถามหนึ่งที่ฉันอยากจะถามออกไป (รวมใจเป็นหนึ่ง)มีที่สำหรับคนบาปที่ไร้ความหวังหรือเปล่านะคนที่ทำลายมนุษยชาติ เพียงเพื่อปกป้องความเชื่อของตัวเองความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : ผมมองว่า ไม่ได้แปลว่าความเชื่อนะ ผมมองว่าความงมงาย และการรับรู้ หรือ ฟังความข้างเดียว


One Love, "What about the one heart ?"One Heart, "What about ?" Let's get together and feel all right As it was in the beginning (One Love) So shall it be in the end (One Heart)All right! Give thanks and praise to the Lord and I will feel all rightLet's get together and feel all right One more thingความรักเพียงหนึ่ง! แล้วหัวใจล่ะ ? รวมใจเป็นหนึ่ง ?เรามาอยู่ด้วยกันและสร้างความรู้สึกดีๆกันเถอะมันคือจุดเริ่มต้น (ความรักเพียงหนึ่งเดียว)แล้วก็จะเป็นอย่างนั้นไปจนจบ (รวมใจเป็นหนึ่ง)เอาล่ะ !ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า และฉันจะรู้สึกดีเรามาอยู่ด้วยกันและสร้างความรู้สึกดีๆกันเถอะอีกอย่างหนึ่งก็คือ !
Let's get together to fight this Holy Armageddon (One Love) So when the Man comes there will be no no doom (One Song) Have pity on those whose chances grove thinner There ain't no hiding place from the Father of Creation 
เรามารวมตัวกัน เพื่อต้านการทำลายล้างโลกกันเถอะ (ความรักเพียงหนึ่งเดียว)แม้จะมีคนเห็นแก่ตัวมา จะไม่มีการทำลายล้างเกิดขึ้น (รวมใจเป็นหนึ่ง)สงสารคนที่สูยเสียโอกาสไปไม่มีที่ให้หลบซ่อนจากพระบิดาแห่งการรังสรรค์หรอกนะSayin' One Love, "What about the one heart?"One Heart, "What about the-?"  Let's get together and feel all right I'm pleading to mankind (One Love) Oh Lord (One Heart)พูดออกมา : ความรักเพียงหนึ่ง! แล้วหัวใจล่ะ ?
รวมใจเป็นหนึ่ง, แล้วไงล่ะ ?เรามาอยู่ด้วยกันและสร้างความรู้สึกดีๆกันเถอะฉันอ้อนวอนต่อมนุษยชาติ! (ความรักเพียงหนึ่งเดียว)พระผู้เป็นเจ้า! (รวมใจเป็นหนึ่ง)
Give thanks and praise to the Lord and I will feel all right Let's get together and feel all rightGive thanks and praise to the Lord and I will feel all right Let's get together and feel all right   ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า และฉันจะรู้สึกดีเรามาอยู่ด้วยกันและสร้างความรู้สึกดีๆกันเถอะขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า และฉันจะรู้สึกดีเรามาอยู่ด้วยกันและสร้างความรู้สึกดีๆกันเถอะ








ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : ต้นฉบับจากคุณเบียร์ แต่ก็ อดแก้ไข บางคำไม่ได้ มุมของภาษาไทยอาจจะต่างกันเล็กน้อย .... ขอบคุณอีกครั้ง ครับ