ทุกๆปลายปี ในระยะราว 10 ปีให้หลังมา เรามักจะได้ยิน มหาทวยเทพพยากรณ์มากมาย ออกมาให้คำแนะนำ ชี้นำ เสนอแนะ รวมถึงการขายคำพูด (พยากรณ์อนาคต) ผ่านทางสายด่วน 1900 XXX XXX
หมอดูมากมาย จับจอง แย่งชิง พื้นที่สื่อ โดยใช้สารพัดเหตุผล ที่จะดึงคนเข้าสู่เป้าหมายลึกๆที่ต้องการ คือ 1900 XXX XXX เพราะนั่นคือรายได้มหาศาล จาก
ความอ่อนแอทางจิตใจ
ความหวัง กำลังใจ ที่ขาดหายไป
ความละโมภ อยากมั่งมี
ฯลฯ
ศาสตร์แห่งการพยากรณ์นั้นมีมานานมาก จากการคำนวน การเก็บสถิติ
ซึ่งตัวเลข ข้อมูลต่างๆนั้น แต่ละคนย่อมมีวิถี และ กาล ที่ต่างกัน
ก็ย่อมหมายความว่า เหตุที่จะเกิดกับคนนั้นๆ ย่อมต่างกัน
และขอย้ำว่า ศาสตร์การทำนายไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา !!
เรื่องปีชง ดวงชง ตามศาสตร์จีน มีมายาวนาน แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำนาย
และไม่ได้ปรารถนา จะให้คนเข้าใจว่า มันคือแกนหลักของการทำนาย
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารพัฒนาการไปมาก
คำว่า ปีชง ถูกกระตุ้นให้มีชื่อเสียงตามไปด้วย
( แม้บาง Website จะมีแสดงปีชง ตั้งแต่ พ.ศ. 2400 แต่ มันมี Internet แล้วหรือ ?? - นั่นแปลว่า มาทำทีหลัง เผื่อคนอ่านเจอข้อความแล้วจะแอบเถียงในใจ )
10 ปีที่ผ่านมา การบอกปีชง คือ คนเกิดปีนั้นปีนี้ จะชง-คัก-เฮ้ง-ผั่ว
แล้วก็แนะนำให้คนในปีชงนั้นๆ ไปทำบุญ ที่นั่น ที่นี่ แล้วแต่จะปั้นแต่งขึ้นมา
ต่อๆมา
ก็เริ่มมีมากขึ้น ให้คนปีนั้นไปที่นั้น / ปีนี้ไปที่นี้ / ไปนู่นไปนี่
ต่อๆมา (อีกครั้ง)
ก็เริ่มมีมากขึ้น(อีกครั้ง) ควรไปเวลานั้น เวลานี้
ต่อๆมา (อีกครั้ง อีกครั้ง)
ก็เริ่มมีกลเม็ดเด็ดพรายขึ้นมาอีก โดยมีชงเป็น %
ปีชง 100% , 75% , 50% , 25% โอว.....
ในอนาคต เมื่อกลเม็ดปีชง เจริญเติบโตมากขึ้น ตามผู้คนที่เชื่อมากขึ้น
อาจจะมีการแสดงปีชง ในระดับทศนิยม ก็เป็นได้
วกกลับมาที่หมอดู เทพพยากรณ์ทั้งหลาย
การพูดถึงการทำนาย แบบวงกว้างนั่นเอง ที่จะทำให้พวกเขาอยู่รอด และมีรายได้จากสังคม
สังคมที่มีสัดส่วนกลุ่มคนเน้นความเชื่ออย่างไร้กระบวนการจำนวนมาก
หมอดู เทพพยากรณ์หลายๆท่าน ได้พยายามผูกโยงศาสนาเข้ามา
เพื่อ - ทำให้ดูมีความขลัง
เพื่อ - ทำให้สิ่งนั้นดูเป็นพุทธะ
เพื่อ - ใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบังการทำนายอันผิดพลาด
เพื่อ - ฐานของผู้เชื่อ ที่มีมากขึ้น
เพืี่อ - ฯลฯ ที่ หมอดู เทพพยากรณ์ นั้นไม่สามารถเปิดเผยได้
จะมีหมอดู เทพพยากรณ์คนไหน ที่มีเวลาพอเก็บสถิติ ผู้เสียชีวิตเทศกาลปีใหม่
แล้วมาบอกไหมว่า คนที่ตายไปนั้น ปีชง กี่คน ? ไม่ชง กี่คน ?
จะมีหมอดู เทพพยากรณ์คนไหน ที่มีเวลาพอมาพูดว่า ที่ตนทำนายไปปีที่ผ่านมา ผิดตรงไหนบ้าง
ควรรู้ว่า ศรัทธา เกิดจากการยอมรับ ไม่ใช่ความเชื่อ
ทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี ตามวิถีทางของแต่ละศาสนา
หากเราตั้งอยู่ในกระบวนการคิดดี ทำดี และไม่เห็นแก่ตนเอง
ไม่ต้องสนใจปีชงให้มากมาย ถ้าคุณคิดว่าคุณดี และมีกระบวนการคิดดี
หากคุณๆ ที่ปีชง กังวลใจ ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา
แค่คุณทำดีกับพ่อแม่ และคนรอบๆตัว ก็พอแล้ว
ไม่ต้องดิ้นรนจนตัวเองต้องลำบากจนเกินกำลัง
พาพ่อแม่กินข้าว , โทรฯหา , จับมือ โอบกอด
เท่านี้ ก็เพียงพอ และมีค่ากว่าการดิ้นรน กระเสือกกระสน ไปนู่นนี้ ตามคำของหมอดู เทพพยากรณ์
ค้นหาบล็อกนี้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Home : Faith แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Home : Faith แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558
วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เงาของศรัทธา - ปล่อยวางตามจังหวะ
คิดและไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ ว่าจะเขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนรอบๆตัว ในแนวศาสนาได้ไหม
บางอย่าง กับครอบครัว มันละเอียดอ่อน
บางอย่าง กับศาสนา ก็ยิ่งละเอียดอ่อน
แต่ไม่ว่า จะศาสนาไหนๆ ก็ล้วนสอนให้คน เป็นคนดี
หากไม่ถูกบิดเบือน ให้มันผิดเพี้ยนจนเกินไป
เรื่องของการปล่อยวาง ดูเหมือนว่ามันจะง่ายๆ ไม่ต้องมีการปฏิบัติอะไรมากมาย
เพราะแทบจะทุกอย่างของการปล่อยวาง ล้วนอยู่ที่จิตใจ ... จริงหรือ ?
ยกตัวอย่าง แม่ของผมเอง หรือ อาจจะคล้ายๆกับแม่ของใครๆอีกหลายคน
ความเป็นแม่ ย่อมห่วงลูก ( ไม่แพ้ความเป็นพ่อ ที่ห่วงลูกไม่ต่างกัน )
แม่ จะมีอะไรทำอยู่ตลอด เพื่อดูแลลูก แม้ลูกจะโตมาก-น้อย ขนาดไหนก็ตาม
แม่ จะห่วงลูก กลัวจะลำบาก อดอยาก ยากแค้น
แม่ จะคำนึงถึงอนาคตลูก ว่าจะไปทางไหน บั้นปลายจะเป็นอย่างไร
แม่ เมื่ออายุยังอยู่ในวัยทำงาน ก็คิด และสามารถปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง
แม่ เมื่อมีอายุมากขึ้น ลูกๆเติบโต ทำงาน มีครอบครัว ก็ควรจะต้องปล่อยวางให้มากขึ้น
แม่ของผม อายุก็ 60 กลางๆ แต่ก็ยังทำนู่น ทำนี่
ทั้งๆที่ลูกๆ ก็บอกให้เพลาๆ และ พักบ้าง
ลูกๆต่างรู้ ว่า สิ่งที่แม่คิด และ ทำ ล้วนแต่เพื่อลูก
แต่ ... นั่นเป็นการยึดถือ ยึดติด ไม่ปล่อยวาง
แม่กำลังแบกก้อนหินไว้ ก้อนหินที่แม่แบกไว้ตั้งแต่สมัยวัยทำงาน
เพื่อเงิน ?
- ลูกต่างมีฐานะที่ไม่ได้ยากจนอะไรมากมาย
เพื่อให้ลูกสบาย ?
- ลูกต่างเติบโต ทำงาน การดูแลชีวิตพื้นฐาน ทำเองได้ไม่ยาก
วัย และ สังขาร ของแม่นั้น ช่างไม่เหมือนก่อน
ผู้สูงอายุ ก็ไม่ควรหักโหมอะไรมากจนเกินกำลัง แบบที่ พอตกเย็นแล้ว อ่อนล้าเกินไป
สิ่งสำคัญของคนวัยนี้ คือ สุขภาพ
ไม่มีลูกคนไหน ยินดีที่จะเห็นแม่ช่วยทำงาน แล้วต้องป่วย รักษาตัวในโรงพยาบาล
บางเรื่องสำหรับแม่วัยขนาดนี้ ต้องปล่อยวาง ละ ทุกข์บางอย่างออกจากใจ
ลูกต่างทำงาน มีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว และพ่อแม่
- ปล่อยวางเรื่องเงิน และ รายได้ ลงเถอะ
ลูกต่างมีครอบครัว หรือ มีคนช่วยดูแลวิถีชีวิต
- ปล่อยวางเรื่องครอบครัวของลูก จะใช้ชีวิตกับใคร ไม่ต้องกังวลแล้ว
ค่อยๆทำใจ ปลดปล่อยก้อนหิน และ ความพะวงต่างๆ ออกไป ทีละน้อย ทีละน้อย
แม่จะได้พักมากขึ้น
พอปล่อยวางได้มากขึ้นอย่างถึงที่สุดแล้ว
แม่จะมีความสุข กับการปอกผลไม้ให้ลูก ให้หลาน
นั่งดูลูกหลาน ทำงาน เล่นซน
ความสุขจะเกิดในใจ เมื่อใจสุข กายก็จะสุขตาม
เรื่องเจ็บป่วยทางกาย โอกาสก็น้อยลง
เรื่องเจ็บป่วยทางใจ เมื่อแม่ทิ้งก้อนหินที่แบกไว้จนถึงจุดหนึ่ง
ใจจะสุข ใบหน้าจะมีแต่ความสุข
ลูกทุกคน ต่างก็หวังให้เป็นแบบนั้น
วางลงบ้างเถอะ ก้อนหิน และ ก้อนทุกข์ที่แบกไว้น่ะ
บางอย่าง กับครอบครัว มันละเอียดอ่อน
บางอย่าง กับศาสนา ก็ยิ่งละเอียดอ่อน
แต่ไม่ว่า จะศาสนาไหนๆ ก็ล้วนสอนให้คน เป็นคนดี
หากไม่ถูกบิดเบือน ให้มันผิดเพี้ยนจนเกินไป
เรื่องของการปล่อยวาง ดูเหมือนว่ามันจะง่ายๆ ไม่ต้องมีการปฏิบัติอะไรมากมาย
เพราะแทบจะทุกอย่างของการปล่อยวาง ล้วนอยู่ที่จิตใจ ... จริงหรือ ?
ยกตัวอย่าง แม่ของผมเอง หรือ อาจจะคล้ายๆกับแม่ของใครๆอีกหลายคน
ความเป็นแม่ ย่อมห่วงลูก ( ไม่แพ้ความเป็นพ่อ ที่ห่วงลูกไม่ต่างกัน )
แม่ จะมีอะไรทำอยู่ตลอด เพื่อดูแลลูก แม้ลูกจะโตมาก-น้อย ขนาดไหนก็ตาม
แม่ จะห่วงลูก กลัวจะลำบาก อดอยาก ยากแค้น
แม่ จะคำนึงถึงอนาคตลูก ว่าจะไปทางไหน บั้นปลายจะเป็นอย่างไร
แม่ เมื่ออายุยังอยู่ในวัยทำงาน ก็คิด และสามารถปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง
แม่ เมื่อมีอายุมากขึ้น ลูกๆเติบโต ทำงาน มีครอบครัว ก็ควรจะต้องปล่อยวางให้มากขึ้น
แม่ของผม อายุก็ 60 กลางๆ แต่ก็ยังทำนู่น ทำนี่
ทั้งๆที่ลูกๆ ก็บอกให้เพลาๆ และ พักบ้าง
ลูกๆต่างรู้ ว่า สิ่งที่แม่คิด และ ทำ ล้วนแต่เพื่อลูก
แต่ ... นั่นเป็นการยึดถือ ยึดติด ไม่ปล่อยวาง
แม่กำลังแบกก้อนหินไว้ ก้อนหินที่แม่แบกไว้ตั้งแต่สมัยวัยทำงาน
เพื่อเงิน ?
- ลูกต่างมีฐานะที่ไม่ได้ยากจนอะไรมากมาย
เพื่อให้ลูกสบาย ?
- ลูกต่างเติบโต ทำงาน การดูแลชีวิตพื้นฐาน ทำเองได้ไม่ยาก
วัย และ สังขาร ของแม่นั้น ช่างไม่เหมือนก่อน
ผู้สูงอายุ ก็ไม่ควรหักโหมอะไรมากจนเกินกำลัง แบบที่ พอตกเย็นแล้ว อ่อนล้าเกินไป
สิ่งสำคัญของคนวัยนี้ คือ สุขภาพ
ไม่มีลูกคนไหน ยินดีที่จะเห็นแม่ช่วยทำงาน แล้วต้องป่วย รักษาตัวในโรงพยาบาล
บางเรื่องสำหรับแม่วัยขนาดนี้ ต้องปล่อยวาง ละ ทุกข์บางอย่างออกจากใจ
ลูกต่างทำงาน มีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว และพ่อแม่
- ปล่อยวางเรื่องเงิน และ รายได้ ลงเถอะ
ลูกต่างมีครอบครัว หรือ มีคนช่วยดูแลวิถีชีวิต
- ปล่อยวางเรื่องครอบครัวของลูก จะใช้ชีวิตกับใคร ไม่ต้องกังวลแล้ว
ค่อยๆทำใจ ปลดปล่อยก้อนหิน และ ความพะวงต่างๆ ออกไป ทีละน้อย ทีละน้อย
แม่จะได้พักมากขึ้น
พอปล่อยวางได้มากขึ้นอย่างถึงที่สุดแล้ว
แม่จะมีความสุข กับการปอกผลไม้ให้ลูก ให้หลาน
นั่งดูลูกหลาน ทำงาน เล่นซน
ความสุขจะเกิดในใจ เมื่อใจสุข กายก็จะสุขตาม
เรื่องเจ็บป่วยทางกาย โอกาสก็น้อยลง
เรื่องเจ็บป่วยทางใจ เมื่อแม่ทิ้งก้อนหินที่แบกไว้จนถึงจุดหนึ่ง
ใจจะสุข ใบหน้าจะมีแต่ความสุข
ลูกทุกคน ต่างก็หวังให้เป็นแบบนั้น
วางลงบ้างเถอะ ก้อนหิน และ ก้อนทุกข์ที่แบกไว้น่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เงาของศรัทธา - จ่ายเพื่อบุญ หรือ ละเพื่อบุญ
ในยุคสังคมออนไลน์ มีการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆมากมาย โดยเฉพาะ "ของฟรี"
มีเรื่องราวของฟรี ที่อยากจะยกตัวอย่าง เพื่อเทียบกับการทำบุญ การกุศล อย่างที่ชาวพุทธ นิยมกัน
เรื่องที่อยากจะยกตัวอย่างคือ "วัคซีนฟรี" และ "ยารักษามะเร็งฟรี"
วัคซีนไข้หวัดใหญ่
หน่วยงานของรัฐ หลายๆหน่วยงาน ได้มีการเผยแพร่ให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้รับวัคซีนฟรี
โดยในปี 2557 กระทรวงสาธาณสุข ได้จัดโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ตามฤดูกาลให้ประชาชนฟรี จำนวน 3.4 ล้านโดส
โดยจะฉีดให้แก่ 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
1.กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงสัมผัสโรคขณะดูแลผู้เจ็บป่วย
2.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
3.กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ มีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
4.กลุ่มเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี
5.กลุ่มผู้ป่วยทุกอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค ได้แก่ เบาหวาน, หลอดเลือดสมอง, ไตวาย, หอบหืด, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ที่อยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัด
ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากต้องการฉีดวัคซีน สามารถรับบริการที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชน แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามที่โรงพยาบาลกำหนด
กลับมาที่หัวข้อ คือ จ่ายเพื่อบุญ หรือ ละเพื่อบุญ
กลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่มนี้ ในแต่ละกลุ่ม ก็ย่อมมีทั้งคนที่มีฐานะ ดี ปานกลาง และ ยากจน คละกันไป
หากเราเอง อยู่ในฐานะที่มีอันจะกิน ไม่ได้เดือดร้อนในการจ่ายเงินค่าวัคซีน
คนที่มีอันจะกิน ไปทำบุญในแต่ละครั้ง จะทั้งทำบุญในวัด บริจาคโลงศพ บริจาคทาน ฯลฯ ก็ใช้เงินทั้งนั้น
เมื่อท่านจ่ายเงินเพื่อบุญนั้นๆ ท่านจะรู้สึกอิ่มเอิบ ภูมิใจ ในเวลานั้นๆเลย - อันนี้เข้าใจ
แต่เรื่องนี้ อยากให้ท่านๆ ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการทำบุญ โดยไม่มีหน้าตา ความเอิบอิ่ม ให้ท่านได้รับตรงหน้าดังเดิม
หากท่านที่มีอันจะกิน ไปขอรับวัคซีนฟรี
พึงระลึกเสมอๆว่า ท่านได้เบียดบังโอกาสของผู้ยากไร้ ที่จะได้รับไป 1 สิทธิ หรือ 1 ชีวิต
เพียงแต่ ท่านไม่รู้ตัวเอง และมันไม่ได้เห็นผล ณ.เวลานั้นๆ เท่านั้นเอง
ท่านที่มีอันจะกิน
กราบเรียนให้เข้าโรงพยาบาล เพื่อรับการฉีดวัคซีน แบบเสียเงินเถอะครับ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้น ราคาไม่แพงมาก ส่วนใหญ่ไม่ถึง 1 พันบาท ใน รพ.เอกชนทั่วไป
เก็บสิทธิ และโดสของวัคซีนฟรี ให้ผู้ยากจน ให้เขาได้รับอย่างทั่วถึงดีกว่า
ท่านอาจจะไม่ได้รับความอิ่มเอิบใจ ให้คนได้เห็น ได้รับรู้ แต่ท่านจะอิ่มเอิบกับบุญในใจ
ท่านได้ให้โอกาสในการช่วยชีวิตคน 1 คน ที่จะให้เขาได้รับยา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
หรือหากท่านคิดว่า การทำบุญกุศล มีเพียงรูปแบบที่ต้องให้ผู้คนเห็น ยินดี รับรู้ ก็ไม่ว่ากันครับ
- - เจริญพร - -
** แถมท้าย - ต้นปี 2557 ก็เคยมี โรงพยาบาลที่ประกาศแจกยาสมุนไพรโบราณรักษามะเร็ง
ปรากฎว่า คนแห่กันมาขอยา โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อน
และก็เป็นการเบียดบังผู้ป่วย ที่ต้องการรับยาจริงๆ ให้ได้รับความเดือดร้อน
ท่านอาจจะทำบุญด้วยเงินมากมาย แต่มาเบียดบังจากผู้ยากไร้
ท่านคิดว่าท่าจะเอิบอิ่มใจด้วยบุญนั้นๆหรือ ??
มีเรื่องราวของฟรี ที่อยากจะยกตัวอย่าง เพื่อเทียบกับการทำบุญ การกุศล อย่างที่ชาวพุทธ นิยมกัน
เรื่องที่อยากจะยกตัวอย่างคือ "วัคซีนฟรี" และ "ยารักษามะเร็งฟรี"
วัคซีนไข้หวัดใหญ่
หน่วยงานของรัฐ หลายๆหน่วยงาน ได้มีการเผยแพร่ให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้รับวัคซีนฟรี
โดยในปี 2557 กระทรวงสาธาณสุข ได้จัดโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ตามฤดูกาลให้ประชาชนฟรี จำนวน 3.4 ล้านโดส
โดยจะฉีดให้แก่ 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
1.กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงสัมผัสโรคขณะดูแลผู้เจ็บป่วย
2.ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
3.กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ มีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
4.กลุ่มเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี
5.กลุ่มผู้ป่วยทุกอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค ได้แก่ เบาหวาน, หลอดเลือดสมอง, ไตวาย, หอบหืด, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ที่อยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัด
ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากต้องการฉีดวัคซีน สามารถรับบริการที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชน แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามที่โรงพยาบาลกำหนด
กลับมาที่หัวข้อ คือ จ่ายเพื่อบุญ หรือ ละเพื่อบุญ
กลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่มนี้ ในแต่ละกลุ่ม ก็ย่อมมีทั้งคนที่มีฐานะ ดี ปานกลาง และ ยากจน คละกันไป
หากเราเอง อยู่ในฐานะที่มีอันจะกิน ไม่ได้เดือดร้อนในการจ่ายเงินค่าวัคซีน
จ่ายเพื่อบุญ --
คนที่มีอันจะกิน ไปทำบุญในแต่ละครั้ง จะทั้งทำบุญในวัด บริจาคโลงศพ บริจาคทาน ฯลฯ ก็ใช้เงินทั้งนั้น
เมื่อท่านจ่ายเงินเพื่อบุญนั้นๆ ท่านจะรู้สึกอิ่มเอิบ ภูมิใจ ในเวลานั้นๆเลย - อันนี้เข้าใจ
แต่เรื่องนี้ อยากให้ท่านๆ ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการทำบุญ โดยไม่มีหน้าตา ความเอิบอิ่ม ให้ท่านได้รับตรงหน้าดังเดิม
หากท่านที่มีอันจะกิน ไปขอรับวัคซีนฟรี
พึงระลึกเสมอๆว่า ท่านได้เบียดบังโอกาสของผู้ยากไร้ ที่จะได้รับไป 1 สิทธิ หรือ 1 ชีวิต
เพียงแต่ ท่านไม่รู้ตัวเอง และมันไม่ได้เห็นผล ณ.เวลานั้นๆ เท่านั้นเอง
ละเพื่อบุญ -
ท่านที่มีอันจะกิน
กราบเรียนให้เข้าโรงพยาบาล เพื่อรับการฉีดวัคซีน แบบเสียเงินเถอะครับ
วัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้น ราคาไม่แพงมาก ส่วนใหญ่ไม่ถึง 1 พันบาท ใน รพ.เอกชนทั่วไป
เก็บสิทธิ และโดสของวัคซีนฟรี ให้ผู้ยากจน ให้เขาได้รับอย่างทั่วถึงดีกว่า
ท่านอาจจะไม่ได้รับความอิ่มเอิบใจ ให้คนได้เห็น ได้รับรู้ แต่ท่านจะอิ่มเอิบกับบุญในใจ
ท่านได้ให้โอกาสในการช่วยชีวิตคน 1 คน ที่จะให้เขาได้รับยา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
หรือหากท่านคิดว่า การทำบุญกุศล มีเพียงรูปแบบที่ต้องให้ผู้คนเห็น ยินดี รับรู้ ก็ไม่ว่ากันครับ
- - เจริญพร - -
** แถมท้าย - ต้นปี 2557 ก็เคยมี โรงพยาบาลที่ประกาศแจกยาสมุนไพรโบราณรักษามะเร็ง
ปรากฎว่า คนแห่กันมาขอยา โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อน
และก็เป็นการเบียดบังผู้ป่วย ที่ต้องการรับยาจริงๆ ให้ได้รับความเดือดร้อน
ท่านอาจจะทำบุญด้วยเงินมากมาย แต่มาเบียดบังจากผู้ยากไร้
ท่านคิดว่าท่าจะเอิบอิ่มใจด้วยบุญนั้นๆหรือ ??
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สารพัด สารพัน กับการเข้าเรียน ม.4
ก่อนหน้านี้ ได้เคยเขียนเรื่องของลูกชาย ดช.ปัณชญา ที่เกี่ยวพันกับเพื่อนๆ เรื่องเรียน ม.1 มาบ้าง
http://nattprom.blogspot.com/2011_04_01_archive.html
และ
http://nattprom.blogspot.com/2011/05/blog-post_27.html
มาปีนี้ 2557 ดช.ปัณชญา เรียนจบ ม.3 เพื่อเข้าเรียนต่อ ม.4
ก็ยังคงเป็น รร. เดิม สตรีวิทยา 2
เริ่มต้นจาก นักเรียนที่เรียน ม.3 ถ้ามีเกรดเฉลี่ยสะสม ม.1 + ม.2 และ ม.3 เทอมต้น เกิน 2.00
ก็สามารถได้สิทธิเรียนต่อ ม.4 ตามกลุ่มการเรียนที่จัดไว้ได้เลย โดยไม่ต้องสอบเข้าใหม่
ดช.ปัณชญา ได้เฉลี่ยสะสม 1.85 เพราะฉะนั้น ไม่ผ่านเกณฑ์แรก
แต่ช้าก่อน ยังมีการสอบประมวลความรู้
สำหรับนักเรียนที่เกรดเฉลี่ย ตามข้างต้น ต่ำกว่า 2.00 แต่สูงกว่า 1.50
เพราะฉะนั้น ดช. ปัณชญา เข้าเกณฑ์นี้ และสอบในวัน พุธที่ 15 มกราคม 2557
โดยสอบ 5 วิชาหลัก คณิตฯ วิทย์ อังกฤษ ไทย และ สังคม
เกณฑ์ผ่านคือ 100 คะแนน จาก คะแนนเต็ม 200 คะแนน
ผลการสอบออกมา ปรากฎว่า ดช. ปัณชญา ได้ลำดับที่ 2
ดูเหมือว่าจะดี และควรจะดีใจ แต่....
ลำดับที่ 2 นี้ ได้ 97 คะแนน ไม่ผ่านเกณฑ์
แม้ผลออกมา ลูกชาย จะเสียใจ ร้องไห้ และบอกว่า น่าผิดหวังตรงที่ได้ที่ 2
แต่สิ่งที่ต้องบอกให้ลูกยอมรับความจริงคือ 97 คะแนน
แม้จะได้ที่เท่าไร แต่ถ้า 97 คะแนน คือ ไม่ผ่าน
นี่คือการแข่งขันกับตัวเอง อย่ามองว่าแข่งกับคนอื่น !!
เพราะฉะนั้น การจะเข้าเรียน ม.4 สตรีวิทยา 2 ต้องเริ่มต้นใหม่ เสมือนเด็กนักเรียนข้างนอก
คนเป็นพ่อ เป็นแม่ แน่นอนครับ ต้องเครียด กังวล
เตรียมหาโรงเรียนสำรอง กรณีที่ลูกสอบเข้า ม.4 รร.เดิมไม่ได้
สุดท้าย ก็สอบเข้า ม.4 ได้ ซึ่งตอนสอบเข้า ลูกชายเลือก อังกฤษ-จีน
ประกาศผลสอบ 3 เมษายน 2557
กำหนดการมอบตัว คือ 10 เมษายน 2557
ปัญหาที่ต้องเจอ คือ การมอบตัว ต้องใช้ ปพ.1 ตัวจริง
นักเรียนที่สอบผ่านปกติ จะรับ ปพ.1 ตอน 31 มีนาคม 2557
ซึ่ง ดช.ปัณชญา ยังไม่ได้รับ จะได้รับ ตอน 30 เมษายน 2557
เพราะ ...
ติดเกรด 0 ตอน ม.1 วิชาดนตรีไทย แล้วยังไม่ได้แก้ไข
ซึ่งสอบถามกับลูก ก็บอกว่า แก้ไขตั้งแต่ตอน ม.1 แล้ว แต่เกรดยังไม่ถูกแก้
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผมไม่สนใจมาก
เรื่องเกรด 0 ผมและลูกรู้ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2557 ก็เร่งให้ลูกไปติดตามหาอาจารย์ที่โรงเรียน
ก็ได้แต่คิดว่า ลูกจะจัดการเองได้
จนอาจารย์ประจำชั้นโทรมา เลยขอเบอร์ อาจารย์ประจำวิชา ให้ลูกโทรฯติดต่อ
แต่ก็ไม่ทัน เพราะส่งงานแก้เกรด 0 ในวันที่ 30 มีนาคม 2557
6 เมษายน 2557 นักเรียนรายงานตัว
8 เมษายน 2557 ประชุมผู้ปกครอง ในวันนั้น อาจารย์หลายคนได้ออกมาพูดให้ผู้ปกครองฟัง ทั้งเรียนการเรียน ม.ปลาย และเรื่อง ผอ. พชรพงศ์ ตรีเทพา ที่กำลังเป็นข่าวฮือฮา จากกรณีวงโยธวาทิต
วันนั้นหลายท่านก็ได้ออกมาพูด เพื่อให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียน กลับมา และ ผอ. ก็ได้ให้เบอร์โทรฯมือถือ ให้กับผู้ปกครองไว้
9 เมษายน 2557 มีข่าวปลด ผอ. ย้ายไปช่วยราชการที่ สพฐ. โดยให้ไปรายงานตัววันที่ 11 เมษายน 2557
http://www.kroobannok.com/66211
วันมอบตัว 10 เมษายน 2557 ผมก็ไปกับลูกชาย พร้อมเอกสารทั้งหมด ยกเว้น ปพ.1 ตัวจริง แต่ได้คัดต้นฉบับที่ระบุว่า สอบผ่านหมดทุกวิชาแล้ว แนบไป
ปรากฎว่า ฝ่ายวิชาการ ม.ปลาย ไม่รับมอบตัว พร้อมทั้งให้เขียนคำร้อง ขอมอบตัวภายหลัง
โดยระบุว่า เรียน ผอ. รร. สตรีวิทยา 2 ( ซึ่งตอนนั้น ผมยังไม่รู้ว่าโดนย้าย )
แล้วก็กลับบ้าน เพราะ ทางม.ปลายไม่สามารถทำอะไรได้
เพียงแค่บอกว่า ให้โทรฯมาสอบถามผลกับทางโรงเรียน ว่าสรุปว่าอย่างไร
11 เมษายน 2557 ผมถึงรู้ข่าวว่า ผอ. โดนย้าย
แน่นอน...ความกังวลใจเริ่มมา ผมเริ่มโทรฯหา รอง ผอ. ที่เคยมีเบอร์สมัยอยู่ในกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครอง
รวมทั้ง รอง ผอ. อื่นๆที่ไม่รู้จักเลย
ก็ยังไม่มีคำตอบ และข้อสรุป
ได้แต่โทรฯ....สอบถามเกือบทุกวัน
ดูว่า ใครจะเบื่อ หรือ รำคาญกันไปข้างนึง จนได้ข้อสรุปนั่นละ
ได้บทสรุปคร่าวๆ คือ รอง ผอ. ก็ไม่กล้าทำอะไร หรือ ตัดสินใจอะไรมาก
เพราะโดนหลายฝ่ายจับตา เรื่องวินัย รวมถึงเรื่องอื่นๆตามไปด้วย
28 เมษายน 2557 - 10 พฤษภาคม 2557 จะมีการเรียนเตรียมความพร้อม จะทำอย่างไรล่ะ ??
บทสรุปมาจบที่ทางโรงเรียนแจ้ง ให้มามอบตัวในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557
โดยผมเข้าไปโรงเรียนในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ก่อน เพื่อไปรับเอกสารการมอบตัว
( ซึ่งผมมีอยู่แล้ว ตั้งแต่ จะมอบตัว 10 เมษายน 2557 ) แต่โรงเรียนเรียกไป ก็ต้องไป
ผมสังเกตว่า ชื่อลูกชายไปอยู่ในห้อง อังกฤษ-ทั่วไป จึงแจ้งอาจารย์ไว้ เพื่อตรวจสอบและแก้ไข
6 พฤษภาคม 2557 มอบตัว รายชื่อลูกชาย ก็ยังไปอยู่ อังกฤษ-ทั่วไปอีก
การมอบตัวก็เลยสะดุด ต้องไปตรวจสอบข้อมูลกันใหม่
โชคดี ที่ผมเดาว่า น่าจะเกิดเหตุแบบนี้ เลยเก็บผลสอบไว้ที่ในโทรศัพท์ ให้อาจารย์ที่รับมอบตัวดูผลสอบ
ทุกอย่างดูติดๆ ขัดๆไปหมด แต่สุดท้าย ก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี
ดช.ปัณชญา ที่จะต้องเปลี่ยนเป็น นายปัณชญา ในวันที่ 17 มิถุนายน 2557
ได้เข้าเรียน ม.4/3 โรงเรียน สตรีวิทยา 2
บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด
สำหรับ วิชาชีพครู เป็นอาชีพที่ผมเอง และทุกคนยอมรับ ให้เกียรติ ว่ามีคุณค่า
เข้าใจ และไม่สงสัย ในความสามารถของการเป็นครู
แต่....
น่าหวั่นใจ ในการบริหาร การแก้ไขปัญหาในบางจุด ที่มุมมองของผู้ปกครองเห็นต่างกัน
10 เมษายน 2557 มอบตัว
** : ควรให้นักเรียนมอบตัว เพราะเกรดผ่านหมด แค่รอเอกสาร ปพ.1
และให้ขอผ่อนผันเอกสาร ดีกว่า ผ่อนผันการมอบตัวทั้งหมด
เพราะการมอบตัว มีขั้นตอนมากมาย
มามอบตัวภายหลัง ต้องใช้อาจารย์หลายคนมาทำหน้าที่
แม้จะต้องมีการมอบตัวภายหลังอยู่แล้ว สำหรับเด็กสอบได้อันดับสำรอง
แต่เด็กเสียสิทธิการเรียนปรับพื้นฐานไป ( โดยได้เรียน 7 พฤษภาคม 2557 แต่จ่าย 1500 บาท เท่ากับนักเรียนที่เรียนตั้งแต่ 28 เมษายน 2557 )
11 เมษายน 2557 - 2 พฤษภาคม 2557 รอ ...
** : กระบวนการต่างๆ รวมถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ทำให้ไม่มีคนตัดสินใจ
หากคิดในมุม คุณและฉัน จะเข้าใจหัวอก พ่อและแม่ ว่ากังวลขนาดไหน
กับสถานที่เรียนของลูก ที่ยังไม่รู้จะได้เรียน หรือ ต้องหา โรงเรียนอื่น
6 พฤษภาคม 2557 เห็นปัญหา แม้จุดเล็กๆ ต้องจัดการ
** : จากอังกฤษ-ทั่วไป และ อังกฤษ-จีน หากแก้ไขตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2557
ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ก็จะไม่สะดุด ผมก็ไม่ต้องเล่าเรื่องราว และแสดงผลสอบอีกครั้ง
ผู้ปกครองท่านอื่นๆ ก็สามารถมอบตัวลูกแบบไม่สะดุด เพราะผมกับลูก
เรื่องราวระหว่างเส้นทางเข้าเรียน ม.4
1. ระหว่างรอมอบตัว - ผมเจอ ผู้ปกครองบ่น ด่า ต่อว่า ลูกของตนเอง ที่ยังไม่แก้ไขเกรด ม.ต้น
จริงๆแล้ว โรงเรียนมีระบบที่ดี ผู้ปกครอง สามารถตรวจผลการเรียน และ หลายๆอย่างทาง Internet ได้
บางอย่าง ผู้ปกครองต้องช่วยนักเรียน กระตุ้น เขายังต้องการคนชี้ทาง ไม่ใช่คนที่ต่อว่า
2. ผู้ปกครองบางท่าน ต่อว่าอาจารย์ว่าไม่ทุ่มเทสอนให้เต็ม 100%
ได้ฟังแล้ว เจ็บปวดแทนครู นี่เป็นการทำลายจิตใจกันอย่างรุนแรง
ผมเชื่อในวิญญาณ ในอาชีพครู
ครู อาจารย์หลายท่าน พร้อมสอน แนะนำ ช่วงเวลาเย็น
3. ผู้ปกครองบางท่าน พูดจาดูเหมือนจะรู้เรื่องลูก แต่จริงๆกลับไม่รู้
ผมเจอบางท่านบอกว่า ตอนสอบเข้า ม.4 ไม่เห็นโรงเรียนบอกว่า จะมีสอบวิชาอะไร ห้องอังกฤษ-จีนมีทั้งหมดกี่ห้อง
จริงๆ แล้วมีบอกละเอียดเลย ว่า วิชาอะไร คะแนนเท่าไร และอังกฤษ-จีน มี 2 ห้อง
ทุกอย่างชัดเจน ถ้าเราหมั่นดูบ้าง เราก็จะรู้
19 พฤษภาคม 2557 เปิดเทอมแล้ว หน้าที่ผู้ปกครอง พ่อแม่ ยังติดตัวไปตลอด
งานกลุ่ม งานวิชาการ งานอื่นๆ ของนักเรียน ยังคงต้องมีผู้ปกครอง ประคับประคองต่อไป
http://nattprom.blogspot.com/2011_04_01_archive.html
และ
http://nattprom.blogspot.com/2011/05/blog-post_27.html
มาปีนี้ 2557 ดช.ปัณชญา เรียนจบ ม.3 เพื่อเข้าเรียนต่อ ม.4
ก็ยังคงเป็น รร. เดิม สตรีวิทยา 2
เริ่มต้นจาก นักเรียนที่เรียน ม.3 ถ้ามีเกรดเฉลี่ยสะสม ม.1 + ม.2 และ ม.3 เทอมต้น เกิน 2.00
ก็สามารถได้สิทธิเรียนต่อ ม.4 ตามกลุ่มการเรียนที่จัดไว้ได้เลย โดยไม่ต้องสอบเข้าใหม่
ดช.ปัณชญา ได้เฉลี่ยสะสม 1.85 เพราะฉะนั้น ไม่ผ่านเกณฑ์แรก
แต่ช้าก่อน ยังมีการสอบประมวลความรู้
สำหรับนักเรียนที่เกรดเฉลี่ย ตามข้างต้น ต่ำกว่า 2.00 แต่สูงกว่า 1.50
เพราะฉะนั้น ดช. ปัณชญา เข้าเกณฑ์นี้ และสอบในวัน พุธที่ 15 มกราคม 2557
โดยสอบ 5 วิชาหลัก คณิตฯ วิทย์ อังกฤษ ไทย และ สังคม
เกณฑ์ผ่านคือ 100 คะแนน จาก คะแนนเต็ม 200 คะแนน
ผลการสอบออกมา ปรากฎว่า ดช. ปัณชญา ได้ลำดับที่ 2
ดูเหมือว่าจะดี และควรจะดีใจ แต่....
ลำดับที่ 2 นี้ ได้ 97 คะแนน ไม่ผ่านเกณฑ์
แม้ผลออกมา ลูกชาย จะเสียใจ ร้องไห้ และบอกว่า น่าผิดหวังตรงที่ได้ที่ 2
แต่สิ่งที่ต้องบอกให้ลูกยอมรับความจริงคือ 97 คะแนน
แม้จะได้ที่เท่าไร แต่ถ้า 97 คะแนน คือ ไม่ผ่าน
นี่คือการแข่งขันกับตัวเอง อย่ามองว่าแข่งกับคนอื่น !!
เพราะฉะนั้น การจะเข้าเรียน ม.4 สตรีวิทยา 2 ต้องเริ่มต้นใหม่ เสมือนเด็กนักเรียนข้างนอก
คนเป็นพ่อ เป็นแม่ แน่นอนครับ ต้องเครียด กังวล
เตรียมหาโรงเรียนสำรอง กรณีที่ลูกสอบเข้า ม.4 รร.เดิมไม่ได้
สุดท้าย ก็สอบเข้า ม.4 ได้ ซึ่งตอนสอบเข้า ลูกชายเลือก อังกฤษ-จีน
ประกาศผลสอบ 3 เมษายน 2557
กำหนดการมอบตัว คือ 10 เมษายน 2557
ปัญหาที่ต้องเจอ คือ การมอบตัว ต้องใช้ ปพ.1 ตัวจริง
นักเรียนที่สอบผ่านปกติ จะรับ ปพ.1 ตอน 31 มีนาคม 2557
ซึ่ง ดช.ปัณชญา ยังไม่ได้รับ จะได้รับ ตอน 30 เมษายน 2557
เพราะ ...
ติดเกรด 0 ตอน ม.1 วิชาดนตรีไทย แล้วยังไม่ได้แก้ไข
ซึ่งสอบถามกับลูก ก็บอกว่า แก้ไขตั้งแต่ตอน ม.1 แล้ว แต่เกรดยังไม่ถูกแก้
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผมไม่สนใจมาก
เรื่องเกรด 0 ผมและลูกรู้ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2557 ก็เร่งให้ลูกไปติดตามหาอาจารย์ที่โรงเรียน
ก็ได้แต่คิดว่า ลูกจะจัดการเองได้
จนอาจารย์ประจำชั้นโทรมา เลยขอเบอร์ อาจารย์ประจำวิชา ให้ลูกโทรฯติดต่อ
แต่ก็ไม่ทัน เพราะส่งงานแก้เกรด 0 ในวันที่ 30 มีนาคม 2557
6 เมษายน 2557 นักเรียนรายงานตัว
8 เมษายน 2557 ประชุมผู้ปกครอง ในวันนั้น อาจารย์หลายคนได้ออกมาพูดให้ผู้ปกครองฟัง ทั้งเรียนการเรียน ม.ปลาย และเรื่อง ผอ. พชรพงศ์ ตรีเทพา ที่กำลังเป็นข่าวฮือฮา จากกรณีวงโยธวาทิต
วันนั้นหลายท่านก็ได้ออกมาพูด เพื่อให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียน กลับมา และ ผอ. ก็ได้ให้เบอร์โทรฯมือถือ ให้กับผู้ปกครองไว้
9 เมษายน 2557 มีข่าวปลด ผอ. ย้ายไปช่วยราชการที่ สพฐ. โดยให้ไปรายงานตัววันที่ 11 เมษายน 2557
http://www.kroobannok.com/66211
วันมอบตัว 10 เมษายน 2557 ผมก็ไปกับลูกชาย พร้อมเอกสารทั้งหมด ยกเว้น ปพ.1 ตัวจริง แต่ได้คัดต้นฉบับที่ระบุว่า สอบผ่านหมดทุกวิชาแล้ว แนบไป
ปรากฎว่า ฝ่ายวิชาการ ม.ปลาย ไม่รับมอบตัว พร้อมทั้งให้เขียนคำร้อง ขอมอบตัวภายหลัง
โดยระบุว่า เรียน ผอ. รร. สตรีวิทยา 2 ( ซึ่งตอนนั้น ผมยังไม่รู้ว่าโดนย้าย )
แล้วก็กลับบ้าน เพราะ ทางม.ปลายไม่สามารถทำอะไรได้
เพียงแค่บอกว่า ให้โทรฯมาสอบถามผลกับทางโรงเรียน ว่าสรุปว่าอย่างไร
11 เมษายน 2557 ผมถึงรู้ข่าวว่า ผอ. โดนย้าย
แน่นอน...ความกังวลใจเริ่มมา ผมเริ่มโทรฯหา รอง ผอ. ที่เคยมีเบอร์สมัยอยู่ในกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครอง
รวมทั้ง รอง ผอ. อื่นๆที่ไม่รู้จักเลย
ก็ยังไม่มีคำตอบ และข้อสรุป
ได้แต่โทรฯ....สอบถามเกือบทุกวัน
ดูว่า ใครจะเบื่อ หรือ รำคาญกันไปข้างนึง จนได้ข้อสรุปนั่นละ
ได้บทสรุปคร่าวๆ คือ รอง ผอ. ก็ไม่กล้าทำอะไร หรือ ตัดสินใจอะไรมาก
เพราะโดนหลายฝ่ายจับตา เรื่องวินัย รวมถึงเรื่องอื่นๆตามไปด้วย
28 เมษายน 2557 - 10 พฤษภาคม 2557 จะมีการเรียนเตรียมความพร้อม จะทำอย่างไรล่ะ ??
บทสรุปมาจบที่ทางโรงเรียนแจ้ง ให้มามอบตัวในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557
โดยผมเข้าไปโรงเรียนในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ก่อน เพื่อไปรับเอกสารการมอบตัว
( ซึ่งผมมีอยู่แล้ว ตั้งแต่ จะมอบตัว 10 เมษายน 2557 ) แต่โรงเรียนเรียกไป ก็ต้องไป
ผมสังเกตว่า ชื่อลูกชายไปอยู่ในห้อง อังกฤษ-ทั่วไป จึงแจ้งอาจารย์ไว้ เพื่อตรวจสอบและแก้ไข
6 พฤษภาคม 2557 มอบตัว รายชื่อลูกชาย ก็ยังไปอยู่ อังกฤษ-ทั่วไปอีก
การมอบตัวก็เลยสะดุด ต้องไปตรวจสอบข้อมูลกันใหม่
โชคดี ที่ผมเดาว่า น่าจะเกิดเหตุแบบนี้ เลยเก็บผลสอบไว้ที่ในโทรศัพท์ ให้อาจารย์ที่รับมอบตัวดูผลสอบ
ทุกอย่างดูติดๆ ขัดๆไปหมด แต่สุดท้าย ก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี
ดช.ปัณชญา ที่จะต้องเปลี่ยนเป็น นายปัณชญา ในวันที่ 17 มิถุนายน 2557
ได้เข้าเรียน ม.4/3 โรงเรียน สตรีวิทยา 2
บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด
สำหรับ วิชาชีพครู เป็นอาชีพที่ผมเอง และทุกคนยอมรับ ให้เกียรติ ว่ามีคุณค่า
เข้าใจ และไม่สงสัย ในความสามารถของการเป็นครู
แต่....
น่าหวั่นใจ ในการบริหาร การแก้ไขปัญหาในบางจุด ที่มุมมองของผู้ปกครองเห็นต่างกัน
10 เมษายน 2557 มอบตัว
** : ควรให้นักเรียนมอบตัว เพราะเกรดผ่านหมด แค่รอเอกสาร ปพ.1
และให้ขอผ่อนผันเอกสาร ดีกว่า ผ่อนผันการมอบตัวทั้งหมด
เพราะการมอบตัว มีขั้นตอนมากมาย
มามอบตัวภายหลัง ต้องใช้อาจารย์หลายคนมาทำหน้าที่
แม้จะต้องมีการมอบตัวภายหลังอยู่แล้ว สำหรับเด็กสอบได้อันดับสำรอง
แต่เด็กเสียสิทธิการเรียนปรับพื้นฐานไป ( โดยได้เรียน 7 พฤษภาคม 2557 แต่จ่าย 1500 บาท เท่ากับนักเรียนที่เรียนตั้งแต่ 28 เมษายน 2557 )
11 เมษายน 2557 - 2 พฤษภาคม 2557 รอ ...
** : กระบวนการต่างๆ รวมถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ทำให้ไม่มีคนตัดสินใจ
หากคิดในมุม คุณและฉัน จะเข้าใจหัวอก พ่อและแม่ ว่ากังวลขนาดไหน
กับสถานที่เรียนของลูก ที่ยังไม่รู้จะได้เรียน หรือ ต้องหา โรงเรียนอื่น
6 พฤษภาคม 2557 เห็นปัญหา แม้จุดเล็กๆ ต้องจัดการ
** : จากอังกฤษ-ทั่วไป และ อังกฤษ-จีน หากแก้ไขตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2557
ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ก็จะไม่สะดุด ผมก็ไม่ต้องเล่าเรื่องราว และแสดงผลสอบอีกครั้ง
ผู้ปกครองท่านอื่นๆ ก็สามารถมอบตัวลูกแบบไม่สะดุด เพราะผมกับลูก
เรื่องราวระหว่างเส้นทางเข้าเรียน ม.4
1. ระหว่างรอมอบตัว - ผมเจอ ผู้ปกครองบ่น ด่า ต่อว่า ลูกของตนเอง ที่ยังไม่แก้ไขเกรด ม.ต้น
จริงๆแล้ว โรงเรียนมีระบบที่ดี ผู้ปกครอง สามารถตรวจผลการเรียน และ หลายๆอย่างทาง Internet ได้
บางอย่าง ผู้ปกครองต้องช่วยนักเรียน กระตุ้น เขายังต้องการคนชี้ทาง ไม่ใช่คนที่ต่อว่า
2. ผู้ปกครองบางท่าน ต่อว่าอาจารย์ว่าไม่ทุ่มเทสอนให้เต็ม 100%
ได้ฟังแล้ว เจ็บปวดแทนครู นี่เป็นการทำลายจิตใจกันอย่างรุนแรง
ผมเชื่อในวิญญาณ ในอาชีพครู
ครู อาจารย์หลายท่าน พร้อมสอน แนะนำ ช่วงเวลาเย็น
3. ผู้ปกครองบางท่าน พูดจาดูเหมือนจะรู้เรื่องลูก แต่จริงๆกลับไม่รู้
ผมเจอบางท่านบอกว่า ตอนสอบเข้า ม.4 ไม่เห็นโรงเรียนบอกว่า จะมีสอบวิชาอะไร ห้องอังกฤษ-จีนมีทั้งหมดกี่ห้อง
จริงๆ แล้วมีบอกละเอียดเลย ว่า วิชาอะไร คะแนนเท่าไร และอังกฤษ-จีน มี 2 ห้อง
ทุกอย่างชัดเจน ถ้าเราหมั่นดูบ้าง เราก็จะรู้
19 พฤษภาคม 2557 เปิดเทอมแล้ว หน้าที่ผู้ปกครอง พ่อแม่ ยังติดตัวไปตลอด
งานกลุ่ม งานวิชาการ งานอื่นๆ ของนักเรียน ยังคงต้องมีผู้ปกครอง ประคับประคองต่อไป
วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557
ลีน่า จัง : ศึกเลือกตั้ง สว. 2557
ความอ่อนล้า อ่อนแอ ของการเมืองไทย ในยุคตั้งแต่ ราว พศ.2550
ทำให้หลายๆคน เริ่มเบื่อหน่าย ระอา กับรูปแบบของนักการเมืองของประเทศไทย
ในการเมืองที่หลายคนมองว่า มันแย่เพราะนักการเมือง
แย่เพราะรูปแบบการคอรัปชั่น ที่แยบยล ซับซ้อนมากขึ้น
หากจะมอง ในมุมที่ไม่ดี มันก็ไม่ดีจริงๆ
แต่...หากมองในมุมที่เป็นการเรียนรู้
เราก็จะได้ ศึกษารูปแบบการเมือง และนักการเมืองใหม่ๆ แปลกๆ ตื่นตา ตื่นใจ
30 มีนาคม 2557
เราจะมีการเลือกตั้ง สว. โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
ผมรับรู้มาตั้งแต่ราวปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว
ว่า จะมีการเลือกตั้ง สว. ในปลายเดือน มีนาคม 2557 ... ก็แค่นั้น
ป้ายหาเสียง เริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ราวๆ 2 อาทิตย์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
ขับรถผ่านไป ผ่านมา ก็เห็นผู้สมัคร ซึ่งไม่คุ้นหน้าตา ชื่อเสียง
หรือ ไม่รู้ว่า เขาคือใคร
แต่แล้ว....เธอคนนี้ก็ปรากฎในป้ายหาเสียงให้ผมเห็น
เธอคือ ลีน่า จังจรรจา เบอร์ 3
นี่คือ ผู้สมัคร สว. คนเดียว ที่ผมเคยคุ้นหน้าตา คุ้นชื่อเสียง
ทั้งในด้านที่เป็นบวก และ เป็นลบ
แล้วก็คุ้นหน้าตา เพราะเธอเคย
- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2547 หมายเลข 6 แต่ถูก กกต.ถอดถอน จากกฎหมายห้ามจัดงานมหรสพ เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง
- ลงสมัคร สว. กทม. ในปี 2549 หมายเลข 142 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ปีนั้น ผู้สมัคร สว. มีจำนวนมากมาย และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ รวมทั้งชื่อเสียงเยอะมาก จนเลือกไม่ถูกเลย
- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2551 หมายเลข 7 พร้อม Concept "ผู้หญิงมีต่อมความชั่วน้อยกว่าผู้ชาย" ฤดูกาลนี้ หลายคนน่าจะจำได้ ว่า มีเหตุการณ์ ลีน่า จัง ตกคลองแสนแสบ ระหว่างหาเสียง
- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2552 หมายเลข 3 แต่ก็ไม่ได้รับเลือก เช่นเดิม
บนเส้นทางการเมือง ต่างยุค ต่างห้วงเวลา อาจจะทำให้ ลีน่า จัง ไม่ได้เข้าสภาฯ สักที
ปีนี้ ลีน่า จัง จะขอลุ้นสู้ศึกอีกครั้ง จาก 18 ผู้สมัครในเขต กทม.
และนี่เป็นป้ายหาเสียง ของเธอผู้นี้ ....
คราวนี้ ไม่ใช่แค่ สีสรร ที่สะดุดตา
แต่มีข้อความที่สะดุดใจ ให้คนหลายคนอยากจะเลือกเธอเข้าสภาฯ ในปีนี้
3 ป้ายนี้ อาจจะได้ใจ คนระดับรากหญ้า พ่อค้า แม่ค้า คนชั้นกลาง ผู้ใช้น้ำมันในการเดินทางทำงาน
2 ป้ายนี้ อาจจะเตะตา กลุ่มคนที่เชียร์กำนันสุเทพฯ
และกลุ่มคนที่ ระอา อ่อนล้ากับนักการเมืองโกงชาติ
อาจจะเป็นปีนี้ ครั้งนี้ และ 30 มีนาคมนี้ ก็เป็นได้
ที่ผมจะเลือกเธอคนนี้ "ลีน่า จังจรรจา"
** ปล. ** ไม่ได้เขียนเพื่อเชียร์ ไม่ได้เป็นนายหน้า หรือ กองเชียร์ของ ลีน่า จัง
ผมเชื่อว่าบางครั้ง คนใน กทม. ก็อยากจะมีอะไรจี๊ดๆ จ๊าดๆ
เอาไปไว้ "ซัด" กับนักการเมือง ที่มีอยู่ในประเทศนี้
ทำให้หลายๆคน เริ่มเบื่อหน่าย ระอา กับรูปแบบของนักการเมืองของประเทศไทย
ในการเมืองที่หลายคนมองว่า มันแย่เพราะนักการเมือง
แย่เพราะรูปแบบการคอรัปชั่น ที่แยบยล ซับซ้อนมากขึ้น
หากจะมอง ในมุมที่ไม่ดี มันก็ไม่ดีจริงๆ
แต่...หากมองในมุมที่เป็นการเรียนรู้
เราก็จะได้ ศึกษารูปแบบการเมือง และนักการเมืองใหม่ๆ แปลกๆ ตื่นตา ตื่นใจ
30 มีนาคม 2557
เราจะมีการเลือกตั้ง สว. โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
ผมรับรู้มาตั้งแต่ราวปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว
ว่า จะมีการเลือกตั้ง สว. ในปลายเดือน มีนาคม 2557 ... ก็แค่นั้น
ป้ายหาเสียง เริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ราวๆ 2 อาทิตย์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
ขับรถผ่านไป ผ่านมา ก็เห็นผู้สมัคร ซึ่งไม่คุ้นหน้าตา ชื่อเสียง
หรือ ไม่รู้ว่า เขาคือใคร
แต่แล้ว....เธอคนนี้ก็ปรากฎในป้ายหาเสียงให้ผมเห็น
เธอคือ ลีน่า จังจรรจา เบอร์ 3
นี่คือ ผู้สมัคร สว. คนเดียว ที่ผมเคยคุ้นหน้าตา คุ้นชื่อเสียง
ทั้งในด้านที่เป็นบวก และ เป็นลบ
แล้วก็คุ้นหน้าตา เพราะเธอเคย
- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2547 หมายเลข 6 แต่ถูก กกต.ถอดถอน จากกฎหมายห้ามจัดงานมหรสพ เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง
- ลงสมัคร สว. กทม. ในปี 2549 หมายเลข 142 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ปีนั้น ผู้สมัคร สว. มีจำนวนมากมาย และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ รวมทั้งชื่อเสียงเยอะมาก จนเลือกไม่ถูกเลย
- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2551 หมายเลข 7 พร้อม Concept "ผู้หญิงมีต่อมความชั่วน้อยกว่าผู้ชาย" ฤดูกาลนี้ หลายคนน่าจะจำได้ ว่า มีเหตุการณ์ ลีน่า จัง ตกคลองแสนแสบ ระหว่างหาเสียง
- ลงสมัคร ผู้ว่า กทม.ในปี 2552 หมายเลข 3 แต่ก็ไม่ได้รับเลือก เช่นเดิม
บนเส้นทางการเมือง ต่างยุค ต่างห้วงเวลา อาจจะทำให้ ลีน่า จัง ไม่ได้เข้าสภาฯ สักที
ปีนี้ ลีน่า จัง จะขอลุ้นสู้ศึกอีกครั้ง จาก 18 ผู้สมัครในเขต กทม.
และนี่เป็นป้ายหาเสียง ของเธอผู้นี้ ....
คราวนี้ ไม่ใช่แค่ สีสรร ที่สะดุดตา
แต่มีข้อความที่สะดุดใจ ให้คนหลายคนอยากจะเลือกเธอเข้าสภาฯ ในปีนี้
3 ป้ายนี้ อาจจะได้ใจ คนระดับรากหญ้า พ่อค้า แม่ค้า คนชั้นกลาง ผู้ใช้น้ำมันในการเดินทางทำงาน
2 ป้ายนี้ อาจจะเตะตา กลุ่มคนที่เชียร์กำนันสุเทพฯ
และกลุ่มคนที่ ระอา อ่อนล้ากับนักการเมืองโกงชาติ
อาจจะเป็นปีนี้ ครั้งนี้ และ 30 มีนาคมนี้ ก็เป็นได้
ที่ผมจะเลือกเธอคนนี้ "ลีน่า จังจรรจา"
** ปล. ** ไม่ได้เขียนเพื่อเชียร์ ไม่ได้เป็นนายหน้า หรือ กองเชียร์ของ ลีน่า จัง
ผมเชื่อว่าบางครั้ง คนใน กทม. ก็อยากจะมีอะไรจี๊ดๆ จ๊าดๆ
เอาไปไว้ "ซัด" กับนักการเมือง ที่มีอยู่ในประเทศนี้
วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556
พระกฤษณะ : วันประสูติ และการบูชารัก

ในคัมภีร์ปุราณะ มหากาพย์รามายณะ มหาภารตะ และตำนานเก่าต่างๆ ของอินเดีย
รวมถึงคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูอื่นๆ ได้บันทึกและกล่าวถึงไว้ว่า พระวิษณุเทพได้อวตารลงมาเพื่อปราบยุคเข็ญให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ทั่วไป
ในช่วงเหตุการณ์โลกเกิดกลียุคและเกิดความไม่สงบสุขจากเหล่าอสูร
จึงทรงอวตารลงมาในปางต่างๆ ซึ่งปางพระกฤษณะเทพเป็นปางหนึ่งในการอวตาร 10 ปาง ของพระวิษณุเทพนั่นเอง
ลัทธิไวษณพนิกาย กล่าวไว้ว่าพระกฤษณะเกิดมาเพื่อทำลายอสูร ชื่อกังสะ ซึ่งเป็นลุงของพระกฤษณะเอง อสูรกังสะตนนี้ปลอมตัวมาเป็นกษัตริย์นามว่า อุคราเสน แห่งเมืองมถุรา และได้ใช้อำนาจแย่งชิงมเหสีจากกษัตริย์ (องค์ก่อนหน้า) มาโดยมิชอบ และมเหสีก็ทรงไม่ทราบว่าเป็นอสูรที่แปลงกายมาเป็นสวามีของตน
อสูรกังสะเมื่อขึ้นครองเมืองก็สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป ต่อมาเมื่อพระวิษณุเทพทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงทรงอวตารมาในปางพระกฤษณะเพื่อปราบอสูรกังสะตนนี้
ลักษณะทางศิลป์ ปัจจุบันรูปปั้นนิยมทำรูปพระกฤษณะยืนไขว้ หรืองอพระบาท มี ๒ กร ยกขลุ่ยระดับพระโอษฐ์กำลังเป่าขลุ่ย บางรูปของพระกฤษณะ มีลักษณะผมมุ่นเสียบดอกไม้ มือซ้ายถือดอกบัว มือขวาวางข้างตัว ส่วนด้านซ้ายของพระองค์มีนางราธิกา หรือ ราธา ทรงผมยาว มือขวาถือดอกไม้ส่วนมือซ้ายวางข้างตัว
พระกฤษณะนั้นเป็นบุตรของ พระวสุเทพ(โอรสท้าวศูรราช)และนางเทวกี (บุตรีท้าวอุคระเสน) ในนครมถุรา ครั้งเมื่อนางเทวกีตั้งครรภ์ มีโหรทำนายว่า ทารกในครรภ์นั้น จะเป็นผู้วิเศษมาเกิด พญากงส์ซึ่งเป็นพี่น้องกับนางเทวกี (ซึ่งครองอำนาจด้วยการกบฎต่อจากบิดา และเชื่อคำทำนายว่าบุตรนางเทวกี จะเป็นผู้สังหารตน) จึงจับนางเทวกีและพระวสุเทพ รวมทั้งท้าวอุคระเสน ผู้เป็นบิดาขังเอาไว้
เมื่อครบกำหนดคลอดก็สั่งให้ฆ่าทารกเสีย ทำเช่นนี้อยู่ 6 ครั้ง คนที่ 7 แท้ง จนถึงครั้งที่ 8 (ที่จะกำเนิดเป็นพระกฤษณะ) พระวิษณุใช้อิทธิฤทธิ์ย้าย ทารกไปไว้ในครรภ์ นางโหริณีมเหสีฝ่ายซ้ายของพระวสุเทพ ทารกนี้มีนามว่า พระ กฤษณะ มีกายสีดำ มีลักษณะของมหาบุรุษเพียบพร้อม
พระวสุเทพจึงนำกุมารนี้ไปฝากโคบาล (ผู้เลี้ยงวัว ทำปศุสัตว์)ชื่อนันทะ และนางยโศธา แล้วเอาทารกของนาง ยโศธาเปลี่ยนตัวแทนแต่พญากงส์ทราบเข้าจึงสั่งให้ฆ่าทารกเสียทั้งหมดแล้วให้ ราชบุรุษจับตัวพระกฤษณะมาให้ได้ นันทะและนางยโศธา จึงพาพระกฤษณะ ไปอยู่ที่ตำบล พฤนทาพน
พระกฤษณะจึงเติบโตท่ามกลางหมู่โคบาล และให้ความอนุเคราะห์เหล่าโคบาลนี้ ระหว่างนั้นได้แสดงปาฏิหารย์มากมาย อย่างเช่น ยกภูเขาโควรรธนะ จนสามารถมีชัยเหนือพระอินทร์ จนได้ชื่อว่า อุเปนทร = ดีกว่าพระอินทร์ รวมถึง ปราบพญานาค กาลียะ ฯลฯ
พญากงส์พยายามที่จะสังหาร พระกฤษณะหลายครั้ง ในที่สุดพญากงส์เชิญให้ไปเล่นสรรพกีฬา ในเมืองมถุรา พญากงส์ได้วางตัวมวยปล้ำที่เก่งที่สุดเอาไว้เพื่อกำจัดพระกฤษณะ โดยเฉพาะ แต่พระกฤษณะสามารถเอาชนะได้และได้ฆ่าพญากงส์ตาย จากนั้นพระเจ้าอุคระเสนจึงขึ้นครองเมือง
กฤษณะจัณมาสตามิ (Krishna Janmashtami) หรือ ที่รู้จักกันในหลายชื่อต่อไปนี้ Krishnashtami, Saatam Aatham, Gokulashtami, Ashtami Rohini, Srikrishna Jayanti, Sree Jayanthi หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘Jammashtami’ เป็นเทศกาลของชาวฮินดูเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดพระกฤษณะ (Lord Krishna) ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ หรือพระวิษณุ เทศกาลนี้มักจะอยู่ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม-กลางเดือนกันยายน (วันแรม 8 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี)
ดังนั้นในตอนเที่ยงคืน รูปบูชาของพระกฤษณะในตอนเด็ก จะถูกนำไปสรงน้ำ ตกแต่งประดาประดาด้วยเสื้อผ้า และเครื่องประดับสวยงาม แล้วนำมาวางในเปล เพื่อทำการสักการะบูชา ในตอนเช้าบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย จะวาดโครงเท้าของลูกที่ด้านนอกบ้านแล้วโรยด้วยผงแป้งที่ทำจากข้าว แล้วให้ลูกเดินเข้ามาในบ้าน เป็นสัญลักษณ์ของการเข้ามาของพระกฤษณะในบ้านอุปถัมภ์ของพวกเขานั่นเอง ในยามค่ำคืนซึ่งก็มีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่
ในอินเดีย เทศกาลนี้รู้จักกันดีในอีกชื่อคือ ดะฮี ฮันดี (Dahi handi) คำว่า ฮันดี (handi) หมายถึง หม้อดินเผาที่บรรจุนมเปรี้ยวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดะฮี (Dahi) ซึ่งจะถูกแขวนไว้บนที่สูงก่อนจะถึงงานพิธีสำคัญ บุคคลที่สำคัญที่สุดในสังคมจะใช้ไม้ทุบหม้อฮันดีนี้ให้แตก และเมื่อหม้อแตกนมเปรี้ยวนั้นจะหกใส่ทุกคนเบื้องล่าง เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่ผ่านความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เทศกาลนี้มีการเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน ก่อนวันสำคัญนี้ชาวฮินดูจะงดอาหาร หรือถือศีลอดหนึ่งวัน และจะออกจากศีลอดในตอนเที่ยงคืน ซึ่งจะมีการฉลองสำคัญขึ้น
ในวันนี้หม้อดินเผาจำนวนมากจะถูกนำมาแขวนไว้ในที่ ต่างๆ ทั่วเมือง กลุ่มวัยรุ่นที่เรียกว่า โกวินธา (Govinda) จะขึ้นรถบรรทุกท่องไปทั่วเมืองเพื่อไปต่อตัวกันดึงหม้อที่แขวนไว้บนที่สูงลง มา ภายในหม้อมีนมเปรี้ยวดะฮีบรรจุอยู่ ก็จะหกรดใส่ผู้ที่ต่อตัวกัน แถมในหม้ออาจมีเงินรางวัลให้ด้วย และมีหม้อฮันดีดังกล่าวนี้หลายพันใบแขวนไว้ตามชุมชนต่างๆ ซึ่งก็สร้างความสนุกสนานทั้งกลุ่มวัยรุ่นและผู้ชมที่ลุ้นอยู่โดยรอบ

ชาวฮินดูทั้งประเทศนอกจากถือศีลอดแล้ว ยังท่องสวดประวัติและคำสอนของพระกฤษณะ ที่เป็นบทโศลกในภควัตคีตา อีกทั้งวัดของพระกฤษณะทุกแห่งจะประดับประดาอย่างสวยงาม และเด็กๆ จะแต่งตัวเป็นพระกฤษณะและนางราธิกา หรือ ราธา (Radhika , Radha – นางอันเป็นที่รักของพระองค์) ในวัยเด็ก มีการแสดงละครชีวิตของพระกฤษณะโดยเฉพาะในวัยเด็ก พอถึงเที่ยงคืนซึ่งเชื่อว่าเป็นเวลาประสูติของพระองค์ มีพิธีที่เรียกว่า “อารตี (aarti)” จะมีการเตรียมขนมหวานและอาหารจานพิเศษสำหรับผู้ที่ออกจากศีลอดในช่วงเวลานี้ ด้วย

ตำนานรักของพระกฤษณะ และ พระนางราธิกา หรือ ราธา ทั้งสององค์สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กๆ เลี้ยงดูแลวัวมาด้วยกัน นั่นทำให้เกิดความรู้สึกรักกันและจะรอกันตลอดไป
- แม้พระกฤษณะจะมีชายาถึง 16,108 นาง
- แม้นางราธาจะมีสามีอยู่ก่อนแล้ว
- แม้บางท่านจะบอกว่านางราธารักพระกฤษณะแบบเทิดทูนมากกว่าเชิงชู้สาว
พระกฤษณะได้เดินทางไปปราบอสูรหลายครั้ง ในที่สุด พระองค์ก็ได้ออกไปหาทำเลสร้างเมืองใหม่
โดยให้พระวิศวกรรมเนรมิตเมืองให้เสร็จภายในคืนเดียว จากนั้นย้ายตระกูลยาฑพออกไปยังเมืองใหม่ นามว่า "ทวารกา"
เมื่อย้ายมาอยู่เมืองทวารกาแล้ว พระกฤษณะก็ออกเสาะแสวงหาชายาให้กับพระองค์เองและพระพลราม
พระพลรามได้แต่งงานกับ นางเรวาตี (Revati) ส่วนพระกฤษณะเข้าพิธีแต่งงานกับ นางรุกมินี (Rukmini) แต่ก่อนหน้านั้น ก็ต้องต่อสู้กับ "รุกมา"และ "สีสุปาละ" พี่ชายของนางรุกมินี ซึ่งเป็นญาติของพระกฤษณะ และหมายปองนางรุกมินีเช่นกัน
หลังการแต่งงาน พระกฤษณะก็ยังต่อสู้กับอสูรอื่นๆ อีกมากมาย และได้ชายามาอีก 7 องค์ เช่น
นางชามภวาตี (Jambavati) บุตรีของชามภูวาล ผู้เป็นกษัตริย์แห่งหมี
นางสัตยภามา (Satyabhama) ธิดาของสัตราชิต
นางกัลลินดิ (Kalindi) ธิดาของพระอาทิตย์
และชายาอีก 4 องค์จากการปราบปรามอสูรตนอื่นๆ
เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็ถึงกาลที่พระกฤษณะจะกลับไปยังไวกูณฐ์สถานของพระองค์

เหตุการณ์มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง หมู่กษัตริย์ยาฑพเมาสุรา ทะเลาะวิวาทปลงพระชนท์กันเอง พระกฤษณะพยายามห้ามปราม แต่ก็ไม่เป็นผล พระองค์จึงหลบหนีเข้าไปในป่า บังเอิญขณะนั้น มีพรานป่าออกล่าสัตว์ พรานผู้นั้นสำคัญผิดว่าพระกฤษณะเป็นสัตว์จึงยิงพระองค์ด้วยธนูถูกที่ "ข้อเท้า" อันเป็นจุดชีวิตของพระกฤษณะ จนสิ้นพระชนม์
เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระกฤษณะล่วงรู้ไปถึงในเมือง พระวสุเทวะ นางเทวากี ตลอดจนนางโรหินีก็สิ้นพระชนม์ตามไปด้วย จากนั้นไม่นานก็เกิดน้ำท่วมใหญ่จนเมืองทวารกา จมหายไปในที่สุด
บ้างเชื่อว่าบูชาพระกฤษณะ เสมือนการบูชาความรัก
แล้วอะไรคือความรักที่ดีล่ะ? คำตอบที่มีอยู่ในบทสวดบูชาพระลักษมี คือ ความซื่อสัตย์ ความเมตตากรุณา ความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว
บ้างขอพร หรือบูชา เพื่อขอให้มีความรักที่งดงาม แท้จริง
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : รวมรวม ปรุงแต่ง จากหลากหลายแหล่งที่มา เอาเป็นว่าขอบคุณทุกๆต้นฉบับ ที่หยิบมาทั้งบางส่วน ทั้งประโยค และทั้งย่อหน้า
วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วาทะขงจื๊อ - เท่าที่พอจะเข้าใจได้
ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา
แต่ต้องเป็นห่วงว่าเรา ไม่เข้าใจคนอื่น
------------------------------------------------------------------------------
การศึกษาค้นคว้า ถ้าเอนเอียงไปสุดสายไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ก็มีแต่ผลเสียเท่านั้น
------------------------------------------------------------------------------
การที่ยอมรับว่า "ไม่รู้" นั้น ก็คือความที่ "รู้แล้ว"
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : นั่นคือ รู้ว่าควรจะต้องขวนขวายหาความรู้
------------------------------------------------------------------------------
บัณฑิตคิดถึงว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มพูนคุณธรรมของตนได้
คนพาลคิดถึงว่า ทำอย่างไรจึงจะเห็นความเป็นอยู่ของตนสะดวกสบายขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม
------------------------------------------------------------------------------
อ่อนน้อมแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่า
ระมัดระวังแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นความขลาดกลัว
------------------------------------------------------------------------------
กล้าหาญแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นก่อการร้าย
ซื่อตรงแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นภัยแก่คนอื่น
------------------------------------------------------------------------------
ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไรเล่า
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : คงหมายความเน้นไปที่ปรนนิบัติ พ่อแม่ ผู้มีพระคุณ นั่นแหละ
------------------------------------------------------------------------------
ในระหว่างเป็นเพื่อนกันต้อง ตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน
ในระหว่างพี่น้องต้องสามัคคีกัน
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : สิ่งที่เน้นคือ กับเพื่อน ต้องให้กำลังใจ กับพี่น้อง ต้องสามัคคี
------------------------------------------------------------------------------
เมื่อรักเขาจะไม่ให้กำลังใจเขาได้หรือ
เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขาจะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ
------------------------------------------------------------------------------
ตำหนิตนเองให้มาก ตำหนิผู้อื่นให้น้อย ก็จะไม่มีใครโกรธแค้น
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : ตำหนิตนเอง ในความหมายนี้ คงเป็นเรื่องของการพิจารณาในทุกขณะ ว่ามีอะไรที่ผิด หรือ คลาดเคลื่อนจากความถูกต้องไปบ้าง
------------------------------------------------------------------------------
บัณฑิตขอร้องกับตนเอง ส่วนคนพาลนั้นจะขอร้องกับคนผู้อื่น
------------------------------------------------------------------------------
ทุกคนเกลียดก็ต้องพิจารณา ทุกคนรักก็ต้องพิจารณา
------------------------------------------------------------------------------
นิสัยคนมีความเหมือนกัน แต่การศึกษาทำให้แตกต่างกัน
------------------------------------------------------------------------------
เฉพาะคนที่มีปัญญาสูง กับคนที่โง่มากเท่านั้น ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเขาได้
------------------------------------------------------------------------------
รักความเมตตา แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ถูกหลอกลวงง่าย
รักความรู้ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ความรู้นั้นกระจัดกระจายไม่มีฐานที่ตั้ง
รักความซื่อสัตย์ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นภัยแก่ตนโดยง่าย
รักพูดตรงความจริง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่การพูดจะเป็นการทำร้ายผู้อื่นได้โดยง่าย
------------------------------------------------------------------------------
รักความกล้าหาญ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ก่อความไม่สงบได้ง่าย
รักความเข้มแข็ง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นคนมุทะลุได้ง่าย
------------------------------------------------------------------------------
อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร
ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : เน้นการอ่านโดยที่ไม่อ่าน แล้วปล่อยผ่านไปง่ายๆนั่นเอง
ต้องรู้จักการคิด และค้นหาในสิ่งได้อ่านผ่านไป ไม่เชื่อปักใจง่ายๆ
------------------------------------------------------------------------------
ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรักคนด้วยความจริงใจ
และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ
------------------------------------------------------------------------------
ผู้มีปัญญาชื่นชมน้ำ เป็นผู้ขยัน ผู้มีความสุข ผู้มีเมตตา
ชื่นชมภูเขา เป็นผู้รักสงบ เป็นผู้มีอายุยืน
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : ชี้นำให้รัก และรู้จักอยู่กับธรรมชาติ นั่นเอง
------------------------------------------------------------------------------
เลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นนะหรือ
ถ้าเช่นนั้น หมากับม้าก็ได้รับการเลี้ยงดูให้มีชีวิตอยู่เช่นกัน
ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : ไม่ใช่แค่ดูแลผู้มีพระคุณเท่านั้น
ต้องทำให้ท่านเหล่านั้น มีความสุขกับชีวิตด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



























