ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

กะทิ และ ป้ายขอบคุณท่าน สส.

วันนี้ ขออนุญาต ถอดความจากการฟังรายการ คนกรุงเก่าเล่าเรื่องของวันที่ 13 สิงหาคม 2555
ออกตัวก่อน ว่า ถอดความจากบางส่วนของรายการ
ออกตัวก่อน ว่า จะไม่โน้มเอียง พาดพิง สส. พรรคการเมืองให้เสียหาย
ออกตัวก่อน ว่า การฟังรายการนี้ เกิดจากการโหลดมาฟัง ไม่ได้ฟังสดๆ เพราะจัดรายการ 23:30 -00:30 ของวันใหม่


เรื่องราวก็เป็นเรื่องของ คุณมาโนช พุฒตาล ไปเดินตลาดสด ที่ รามอินทรา กม. 8 
 ............................................................



...........
"แต่ที่แบบ...ประทับใจผมสุดเลยเนี่ยะ ก็คือ คนขายกะทิ"
"คือเริ่มจากตอนที่ผมเดินไปที่ตลาดสดเนี่ย มันมีป้าย อันเบ่อเร่อเลย
เขาเอามาแขวนไว้ ใหญ่แบบ...ใหญ่มากเลยน่ะครับ"
"เอาเป็นว่า ไม่ว่าคุณจะเข้ามามุมไหน แล้วเข้ามาในตลาดสดแห่งนี้
คุณก็จะเห็นป้ายนี้ ป้ายนี้ เขาเขียนไว้ว่า"


" ชาวตลาด......ขอขอบคุณท่าน สส. .......  และท่าน สก. ....... ที่มาช่วยขุดลอก ท่อระบายน้ำ"

ภาพตัวอย่าง

"ผมตะหงิดๆ ใจยังไงไม่รู้ เพราะว่า ป้ายมันเนี๊ยบมาก เนียนมากเลยครับ
เป็นป้ายอย่างดี ใช้วัสดุอย่างดี ตัวอักษร พิมพ์ด้วยระบบอย่างดีมาเลย และแขวนอยู่เด่นมาก"

..................
คนขายกะทิ ปกติเขาขายของอยู่สวนจตุจักร เขารู้จักว่านี่คือ พี่มาโนช พุฒตาล
คนขายกะทิ "ถ้าพี่อยากเล่น Concert ผมมีที่ให้นะ"
...................
"คุณสังเกตไหมว่า นักดนตรี ถ้าจะเล่น จะแสดงโชว์น่ะ มีที่ไหน ?"
"Pub อย่างเดียวเลย แล้วอะไรเกิดขึ้น เมื่อคุณเล่นที่ Pub !!"
"Pub เนี่ย ถูกชี้นำโดยเหล้า โดยเบียร์ โดยแอลกอฮอลก์"



"ถ้าแอลกอฮอลก์ชี้นำ Pub ชี้นำวงดนตรี นั่นหมายความว่า แอลกอฮอลก์ชี้นำวัยรุ่น เยาวชนไทย
แล้วมันไม่เดือดร้อน ไม่อันตรายหรือคุณ !!"

..................
เสร็จแล้วก็กลับมาคุยเรื่องป้าย เรื่องกะทิกันต่อ
ผมก็เลยถามคนขายกะทิว่า 
"เออ...น้องไอ้ป้ายที่หน้าตลาดน่ะ ที่บอกว่้า ขอขอบคุณ สส. สก. ที่มาขุดลอกที่ระบายน้ำเนี่ย !!"
"พวกคนไนตลาดลงขันกันทำป้ายขอบคุณกันขนาดนั้นเลยหรอ ?"
มันก็หัวเราะ  
"ไม่หรอกพี่ !! เขาเอามาติดเอง เอามาติดก่อนมาลอกท่อด้วย !!"


คุณว่า น่าประทับใจไหม ?

ความเห็นส่วนตัว [Natt C. ] : 

มองในแง่ของการลงทุน การตลาด สส. สก. ก็ต้องทำแบบนี้ เพื่อจะได้คะแนนเสียง เพราะลงทุนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินส่วนตัว เงินรัฐ หรือเงินบริจาค จากใคร

นั่นถือเป็นการลงทุนทั้งนั้น เพราะต้องทำทุกวิถีทางให้ตัวเองได้หน้า ได้ชื่อเสียง ได้คะแนนนิยม

มองในแง่ของมโนสำนึก การจะทำความดี ทำเพื่อมวลชน ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ หรือแม้กระทั่งเตรียมป้ายยกหางตัวเองเสร็จสรรพ

หากป้ายนี้มาจากชาวตลาด สส. สก. น่าจะมีความภาคภูมิใจกว่านี้

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

ความสูญเสีย ในสนามบอล & Hillsborough Disaster

จากมีผลสรุปการสอบสวนยาวนานถึง 23 ปี ของเหตุการณ์ Hillsborough
เหตุการณ์นี้ คืออะไร เป็นมาอย่างไร
เนื้อหาคร่าวๆ ขอ Copy มาจาก Web Site : The Kop in Thailand

http://www.thekop.in.th/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=45072

Copy ข้อความมาตามอักษรสีเทาเลยครับ [ ขอบคุณ User : Captain-G ด้วยครับ ]


โศกนาฏกรรมที่ Hillsborough เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1989 ในสนามเหย้าของสโมสร Sheffield Wednesday เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 96 คน ซึ่งเป็นแฟนบอลของสโมสร Liverpool ทั้งสิ้น ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดซึ่งเกี่ยวกับอัฒจันทร์ในอังกฤษ และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในวงการฟุตบอลระดับชาติ

มันเป็นเกมส์ FA cup รอบตัดเชือก ระหว่าง Liverpool และ Nothingham Forest และเกิดขึ้นหลังจากเริ่มเกมส์เพียง 6 นาทีเท่านั้น

สาเหตุของโศกนาฏกรรมเกิดจากความล้มเหลวในการควบคุมฝูงชนของตำรวจ และเป็นผลให้เกิดการปรับปรุงสนามทั่วเกาะอังกฤษให้เป็นที่นั่งทั้งหมดและนำ รั้วเหล็กกั้นหน้าอัฒจันทร์ออกทั้งหมด

ก่อนเกิดเหตุ
ณ ขณะนั้น อัฒจันทร์ฟุตบอลในอังกฤษส่วนใหญ่มักมีรั้วเหล็กกั้นเพื่อป้องกันพวกนักเลง ลูกหนัง(Hooligan)ซึ่งมีอยู่มากและเหมือนลัทธิที่แพร่กระจายไปทั่ว พวก Hooligan โดยเฉพาะในอังกฤษนั้น มักจะยกพวกตีกัน ขว้างปาสิ่งของ และกระทำความรุนแรงทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน

สนาม Hillsborough เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งขัน FA cup รอบตัดเชือกตั้งแต่ปี 1980 ใช้จัดการแข่งขันมาแล้ว 5 นัด 

ก่อนหน้านี้เคยเกิดการเหยียบกันมาก่อนที่อัฒจันทร์ฝั่งเดียวกันนี้ในปี 1981 รอบตัดเชือกระหว่า Spur และ Wolverhamton ซึ่งมีผู้บาดเจ็บ 38 คน และทาง Sheffield ก็ได้ทำการปรับปรุงสนาม 
ก่อนหน้านั้น 1 ปี Liverpool ทำการแข่ง FA cup กับ Notthingham ณ สนามเดียวกันนี้ และได้รับการรายงานจากแฟนๆหลายคนว่า เกิดการเบียดกันอย่างมาก ที่ พื้นที่หน้ารั้ว ซึ่งทำให้สโมสร Liverpool ได้ทำการร้องทุกข์ก่อนเกมส์ FA cup ปี 1989

โศกนาฏกรรม
ที่ Hillsborough ได้ทำการแยกแฟนบอลออกจากกัน ตำรวจได้แยกแฟน Notthingham ไว้อัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งซึ่งมีความจุ 21,000 คน และแยกแฟนบอล Liverpool มาอัฒจันทร์อีกฝั่งที่มีความจุแค่ 14,600 คน ทั้งๆที่แฟนบอล Liverpool มีมากกว่า Forest มาก กำหนดการแข่งวันนั้นเริ่มเวลา 15:00 และได้มีการแจ้งเตือนให้เข้าสนามก่อนเวลา 15 นาที 

ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ได้แจ้งในวันนั้นว่าคนที่ไม่มีตั๋วไม่ควรไปในวันนั้น

และมีรายงานข่าวว่าแฟนบอลทั้งที่มีตั๋วและไม่มีตั๋วอีกหลายพันคนมาสายเนื่อง จากไม่ได้รับแจ้งว่าจะมีการซ่อมถนน M62 ที่ Pennines และมาถึงหน้าสนามประมาณ 14.30 - 14.40 ทำให้แฟนบอลที่อยู่หน้าสนามเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย โดยที่แต่ละคนต้องการที่จะเข้าชมเกมส์ให้ทันเวลา 

แฟนบอลที่ไม่มีตั๋วเข้าสนามไม่ได้แต่ก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่เนื่องจากแฟน บอลที่อัดมาจากด้านหลัง แฟนบอลที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงเชียร์และโห่ร้องจากด้านในสนามเนื่องจากนัก ฟุตบอลลงสนามก่อนเวลา 10 นาที และอีกครั้งเมื่อเกมส์เริ่มขึ้น แต่แฟนๆด้านนอกก็ยังไม่สามารถเข้าสู่สนามได้ มันไม่มีการเลื่อนการแข่งขัน และมีการตัดสินใจเปิดประตูด้านข้างเพื่อหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของแฟนบอลกว่า 5 พันคนด้านนอก 


ตำรวจเพิ่มการรักษาความปลอดภัยด้านนอกและเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิด อุบัติเหตุด้านนอก จึงตัดสินใจเปิดประตูหลายประตู โดยเฉพาะประตูทางออกซึ่งไม่มีที่กั้น (เป็นที่กั้นแบบก๊อกแก๊กที่เราเห็นใน makro อ่ะ) ซึ่งทำให้แฟนบอลกรูเข้าไปในประตูทางออกอย่างรวดเร็ว




ความสูญเสีย
ผลของการที่แฟนบอลหลายพันคนกรูเข้าสนามเป็นผลให้แฟนบอลที่อยู่ขอบสนามถูกบด ขยี้กับรั้วจากฝูงมหาชนจากด้านหลังซึ่งไม่รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ หน้ารั้ว ทั้งตำรวจและพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โดยปกติจะควบคุมปริมาณคนดู และจะแบ่งคนดูไปอัฒจันทร์ด้านข้างเมื่ออัฒจันทร์กลางเต็ม แต่ ณ วันนั้นกลับไม่มีการดำเนินการใดๆและไม่มีการออกมาอธิบายให้สื่อเข้าใจอย่าง แจ่มแจ้ง

มันใช้เวลาซักพักหนึ่งก่อนที่ทุกคนจะรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากทุกคนนั้นให้ความสนใจกับการแข่งขันซึ่งเริ่มขึ้นแล้ว และมันก็เป็นเวลา 15.06 เมื่อกรรมการ Ray Lewis ได้รับการแนะนำจากตำรวจให้หยุดการแข่งขันหลังจากแฟนบอลเริ่มปีนรั้วเพื่อหนี ความตาย ณ ขณะนี้เองประตูเล็กๆที่หน้ารั้วก็ได้เปิดออกเพื่อให้แฟนบอลหนีออกมา หลังจากนั้นไม่นานรั้วเหล็กก็ได้พังลงจากแรงกดทับอันมหาศาลจากฝูงชน

แฟนบอลแออัดอย่างหนาแน่นจนถึงขั้นเสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ บนอัฒจันทร์เต็มไปด้วยแฟนบอลที่บาดเจ็บและตาย ตำรวจและหน่วยกู้ภัยมากันเต็มไปหมด แฟนบอลที่ไม่บาดเจ็บพยายามช่วยผู้บาดเจ็บเท่าที่ทำได้ บางคนพยายามทำ CPR(ปั๊มหัวใจ) บางคนนำป้ายโฆษณามาทำเปลเพื่อช่วยชีวิต

แต่ทั้งๆเหตุการณ์เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนยังปิดทางเดินบางส่วนเพื่อกันแฟนบอล Liverpool และ Forest ออกจากกัน แฟนบอลบางคนพยายามฝ่าวงล้อมของตำรวจเพื่อนำผู้บาดเจ็บส่งรถพยาบาลแต่ก็ถูก ผลักดันกลับไป

สรุปรวมผู้เสียชีวิตในวันนั้น 94 คน ผู้บาดเจ็บ 766 คน และ ประมาณ 300 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาล อีก 4 วันให้หลังมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 คน 

และหลังจากนั้น 4 ปี ผู้บาดเจ็บที่อยู่ในสภาวะนิทราก็เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน

กัปตัน Liverpool Steven Gerrard ณ ขณะนั้นอายุได้ 8 ขวบ ได้เสียพี่ชาย(ลูกพี่ลูกน้อง) ชื่อ Jean Paul ซึ่งเป็นนักเตะทีมสำรองของ Liverpool ในวันนั้น




Don't Buy The Sun
หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเพียง 4 วัน The Sun พาดหัวข่าวว่า แฟนบางคนขโมยเงินจากผู้เสียชีวิต , ถ่ายปัสสาวะใส่ตำรวจ มันเหมือนกับการกล่าวหาว่า The KOP ขโมยเงินจากเพื่อนผู้เสียชีวิตด้วยกันเอง และเรื่องนี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นการกล่าวเท็จ แต่ก็ไม่มีการขอโทษอย่างเป็นทางการจาก The Sun

ในปี 2006 Mackenzie บรรณาธิการในขณะนั้นของ The Sun ว่าเขาไม่เสียใจกับการออกข่าวไปแบบนั้นจนถึงบัดนี้


Kenny Dalglish เคยกล่าวผ่านสื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :

ภาพที่อยู่ในหนังสือพิมพ์มันยากเกินกว่าจะอธิบาย มีภาพหนึ่งในนั้นเป็นภาพของหญิงสาวสองคนที่หน้าถูกอัดติดอยู่กับรั้วเหล็ก และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาหนีออกมาได้อย่างไร หลังจากนั้นพวกเขามาที่ Melwood ทุกวัน และภาพพวกนั้นมันทิ่มแทงจิตใจของพวกเราทุกคน หลังจากเห็นภาพเหล่านั้น ผมไม่สามารถทนดูหนังสือพิมพ์ได้อีกเลย


แต่เมื่อ The Sun ออกข่าวว่าแฟนบอลเมาและควบคุมตัวเองไม่ได้ ภายใต้หัวข้อข่าวว่า "ความเป็นจริง" ทำให้คนใน Merseyside ไม่พอใจ เลิกสั่ง The Sun, ไม่เอ่ยถึงขื่อนี้, และเผาทำลายหนังสือพิมพ์ทั้งหมด รวมถึงคนที่ทำงานให้ The Sun ก็ถูกทำร้าย

มันเป็นการโกหก มันทำให้เราเสื่อมเสีย The Star ก็เขียนข่าวรุนแรงเช่นกันแต่เขาก็ลงข่าวขอโทษในวันต่อมา พวกเขารู้ว่าข่าวนั้นมันไม่มีที่มา บรรณาธิการของ The Sun นาย Kelvin Mackenzie ได้โทรมาหาผมว่าจะสามารถแก้สถานการณ์ได้อย่างไรบ้าง


ผมบอกให้เขาแก้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งใหม่ จากคำว่า The Truth เป็น We Lied ในขนาดที่เท่ากัน แต่เขากลับบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ผมจึงบอกว่า งั้นก็ช่วยไม่ได้ แล้วก็วางหูไป 







ด้านล่าง เป็นความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นในสนาม ที่เป็นเหตูการณ์ที่ถือว่าสูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่
เรียนรู้เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ เพื่อหาทางป้องกัน

แปลจาก http://rac-cuttingsticker.blogspot.com/2012/02/tragedy-sepakbola-terparah-di-dunia.html 

01. National Stadium Tragedy / The 1964 Lima football riot of May 24, 1964  
Deaths: 318
Location: Peru
Stadium: Estadio Nacional (National Stadium)
Match: Peru and Argentina
Event: Qualifier 1964 Summer Olympics Tokyo


อาร์เจนตินา ชนะในเกมนั้น 1-0 
ก่อนหมดเวลา 2 นาที เปรู ได้ประตูจาก Bertolotti Andrés แต่กรรมการไม่ให้เป็นประตู  
[ ความเห็นส่วนตัว [Natt C. ] : เนื้อหาไม่ได้บอกว่าเพราะอะไร ]
นั่นเป็นจุดเริ่มของความรุนแรงในสนาม และรอบๆสนาม 

02. Accra Sports Stadium disaster / Accra, Ghana on May 9, 2001 
Deaths: 127
Location: Ghana
Stadium: Accra Sports Stadium
Match: Accra Hearts of Oak Sporting Club and Asante Kotoko
Event: Ghana League.



ทีมเจ้าบ้าน Accra Hearts of Oak Sporting ยิง 2 ประตูในช่วงท้ายเกม ทำให้ขึ้นมาแซงชนะทีม Asante Kotoko เลยสร้างความไม่พอใจกับแฟนบอลทีมเยือน และได้มีการขว้างเก้าอี้พลาสติก และขวดน้ำลงมาในสนาม นั่นเป็นจุดเริ่มของความสูญเสีย

03. Hillsborough disaster / 15 April 1989 Sheffield, England
Deaths: 96
Location: England
Stadium: Hillsborough Stadium
Match: Liverpool and Nottingham Forest
Event: FA Cup semi-final.  


อ่านจากด้านบนได้เลย

04. Kathmandu stadium disaster / 12 March 1988
Deaths 93
Location: Nepal
Stadium: Dasarath Rangasala Stadium
Match: -
Event: -


กองเชียร์ที่เข้าไปในสนามจำนวนมาก ในฝั่งตะวันตกของสนามมากจนล้นออกมา กลับถูกตีให้กลับเข้าไปในสนามโดยตำรวจ
[ ความเห็นส่วนตัว [Natt C. ] : เนื้อหาใช้คำว่า Police แต่น่าจะเหมารวม เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน หรือ ทีมรักษาความปลอดภัยด้วย ]
กองเชียร์ได้พยายามกลับเข้าไปยังระเบียงฝั่งทิศใต้เพื่อหาทางออกไปทางอุโมงค์ แต่ไม่สามารถออกไปได้ เนื่องจากทางออกไปอุโมงค์ถูกล็อคไว้ จึงทำให้เกิดความสูญเสียของผู้ที่อยู่ด้านหน้า

05. Port Said Stadium clashes / 1 February 2012 
Deaths 79
Location: Egypt
Stadium: Port Said Stadium
Match: Al-Masry Club and Al-Ahly S.C.
Event: Egypt League.



กองเชียร์นับพัน กรูเข้าไปในสนามเพื่อแสดงความยินดีกับทีม Al-Masry 
กองเชียร์ทีมผู้แพ้ ก็กรูเข้าไปในสนาม เข้าไปทำร้ายฝ่ายตรงข้ามด้วยมีด ก้อนหิน ขวด และทุกอย่างที่ทำร้ายกันได้

06. 1971 Ibrox disaster / 2 January 1971 Glasgow
Deaths 66
Location: Scotland
Stadium: Ibrox Stadium
Match: Celtic and Rangers
Event: Scottish League. 
 



กองเชียร์หลายคนได้พยายามออกจากสนาม ในช่องบันไดทางออก 13
สันนิษฐานว่า พ่อของเด็กที่อุ้มเด็กอยู่แล้วหลุดมือ เมื่อมีการก้มลงไปเพื่ออุ้มกลับ จึงเกิดการกระทบกับคนอื่นๆเป็นปฏิกิริยาแบบโดมิโน ทำให้ฝูงคนร่วงหล่นลงไปกองรวมกัน

07. Luzhniki disaster / 20 October 1982 Moscow
Deaths 66
Location: Soviet Union (now Russia)
Stadium: Lenin Stadium (now known as Luzhniki Stadium)
Match: FC Spartak Moscow and HFC Haarlem
Event: UEFA Cup second round
  


แฟนบอลที่อัฒจันทร์บันได 2 ฝั่งตะวันออก กำลังกรูออกจากสนาม 
แต่มีหญิงคนหนึ่ง สะดุดและล้มลง คนที่อยู่้ใกล้ๆพยายามจะช่วยเธอลุกขึ้นมา แต่ฝูงชนที่มองไม่เห็นได้กระแทกคนที่ช่วย จนล้มลงกระแทกกับพื้น

08. Bradford City stadium fire / 11 May 1985 Bradford
Deaths: 56
Location: England
Stadium: Valley Parade / the Coral Windows Stadium
Match: Bradford City and Lincoln City
Event: League Third Division
  



เชื่อกันว่า คงเป็นสะเก็ดไฟที่เกิดจากบุหรี่ที่ทิ้งลงมา ตกลงไปในช่องด้านล่างของอัฒจันทร์ และตกไปโดยสิ่งของที่ติดไฟได้ง่าย จึงเกิดเพลิงไหม้ขึ้น

09. Ellis Park Stadium disaster / 11 April 2001 Johannesburg
Deaths: 43
Location: South Africa
Stadium: Ellis Park Stadium
Match: Kaizer Chiefs and Orlando Pirates
Event: South Africa League





กองเชียร์ได้กรูกันเข้าไปในสนามเพื่อจับจองที่นั่งและชมเกม จากจำนวนที่มากเกินไป ทำให้พวกเขาหล่นไปในช่องที่นั่งของเจ้าหน้าที่
เมื่อบางคนเห็นว่ามีคนตกลงไป จึงทำให้เกิดการแตกตื่น 43 คนได้ถูกบดทับลงกับพื้นจนเสียชีวิต

10. Oppenheimer Stadium disaster / 13 January 1991 Orkney
Deaths: 42
Location: South Africa
Stadium: Oppenheimer Stadium
Match: Kaizer Chiefs and Orlando Pirates
Event: South Africa League
 


ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นประตูกับทีม Kaizer Chiefs ในลูกที่เป็นข้อกังขา
แฟนบอลของ Orlando Pirates ได้ขว้างไปกระป๋อง และผลไม้ใส่แฟนบอลของ Kaizer Chiefs
บ้างก็อ้างว่า มีคนพกมีดไปแทงแฟนบอลของ Kaizer Chiefs

11. 1967 Kayseri Atatürk Stadium disaster / September 17, 1967 Kayseri
Deaths: 40
Location: Turkey
Stadium: Atatürk Stadium
Match: Kayserispor and Sivasspor
Event: Turkey League


กองเชียร์ของทั้งสองทีม ต่างขว้างปาก้อนหิน และสิ่งของใส่กัน
อันธพาลลูกหนังบางคนยังพกมีดและอาวุธเข้าไปทำร้ายกัน 

12. Heysel Stadium disaster / 29 May 1985 Brussels
Deaths 39
Location: Belgium
Stadium: Heysel Stadium
Match: Liverpool and Juventus
Event: 1985 European Cup Final




แฟนบอล Liverpool จำนวนมากได้หลุดมาจากช่องรั้ว ที่กั้นระหว่างแฟนบอลทั้งสองทีม โดยมีพื้นที่ที่เป็นกลางกั้นอยู่ แต่ก็มีแฟนบอล Juventus ปะปนอยู่ในนั้น 
จากเหตุการณ์นี้ ส่งผลให้ทีมบอลในอังกฤษถูกห้ามแข่ง 5 ปี ส่วน Liverpool ถูกห้ามแข่ง 6 ปี
แฟนบอล Juventus เสียชีวิต 39 คน

13. Burnden Park disaster / 9 March 1946 Bolton
Deaths: 33
Location: England
Stadium: Burnden Park
Match: Bolton Wanderers and Stoke City
Event: FA Cup Quarter-final second-leg
 


 
ฉากที่กั้นกองเชียร์ในสนามได้พังทลายลงมา ทำให้กองที่อยู่ด้านบน หล่นลงมาทับกองเชียร์ด้านล่าง
และได้มีการนำคนเจ็บและเสียชีวิตออกจากสนาม

ความเห็นส่วนตัว [Natt C. ] : ความสูญเสียเกิดจากหลายๆเหตุ ลองมองย้อนกลับมาที่ฟุตบอลของไทย อาจจะไม่ค่อยเจอสภาพที่กองเชียร์จำนวนมากในสนาม
แต่ที่เจอบ่อยๆ คือกองเชียร์อันธพาล รวมถึงนักฟุตบอล ผู้บริหารทีม ที่เป็นอันธพาล

อันธพาลในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การใช้กำลังทำร้ายกันอย่้างเดียว ยังรวมถึงการใช้พลังแอบแฝงกดดัน เพื่อให้เกิดการตัดสินในทิศทางที่ตัวเองต้องการ

เขียนเรื่องฟุตบอลก็จำเหตุการณ์หนึ่งได้
เดือนสิงหาคม 2541 ฟุตบอลไำทเกอร์คัพ ทีมไทย พบ ทีมอิืนโดนิเซีย ที่เล่นกันแบบไม่อยากชนะ 
เนื่องจากผู้ชนะ จะต้องไปเจอกับทีมเจ้าภาพเวียดนาม  
สุดท้าย ทีมอินโดนีเซียตัดสินใจอย่างอัปยศ ด้วยการ ยิงเข้าใส่ประตูตัวเอง ทำให้ทีมไทย ชนะไปแบบงงๆ 3-2 ไปเจอเจ้าภาพ

ต้องเรียกว่า อัปยศทั้ง 2 ทีมครับ ที่เล่นแบบไม่อยากชนะ [ จะเห็นว่าผมไม่เขียนคำว่าทีมชาติ เพราะจะทำให้ชาติอับอาย ] 
ปัจจุบันผู้บริหารฟุตบอลไทยชุดนั้น ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการฟุตบอลไทยอยู่อย่าง..........

  
  

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ฮาเร กฤษณะ - ลัทธิที่โดนใจ

คริชณะจิตสำนึก (ฮาเร กฤษณะ) คืออะไร



หลักพื้นฐานของการมีชีวิตของมนุษย์ทั่วไป คือ เราจะต้องมีใจรักใครสักคน และคงไม่มีใครมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่รักใครเลย

แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะให้ความรักแก่ใคร และเมื่อให้ไปแล้ว ทุกคนจะได้รับความสุข

ปรัชญาพื้นฐานนี้ถูกนำมาใช้แก่ผู้ปฏิบัติ คริชณะจิตสำนึก( Krishna Consciousness ) ซึ่งในประเทศไทย ผู้ปฏิบัติคริชณะจิตสำนึกอาจเป็นคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งหมดของประเทศ และคนไทยรู้จักกันในนามของ กลุ่มฮาเร กฤษณะ (หรือ ฮะเร กฤษณะ ,ฮเร กฤษณะ ) ตามการอ่านในแบบภาษาไทย


กฤษณะจิตสำนึก ( ในบล็อกนี้ ใช้คำว่า คริชณะจิตสำนึก ตามแบบภาษาเดิม) ผู้ปฏิบัติมุ่งเน้นกิจกรรมทุกอย่างเพื่อถวายแด่องค์คริชณะ

หนึ่งในกิจกรรมพื้นฐานนั้น คือ ความรัก ที่เรามอบให้แด่องค์คริชณะ โดยการปฏิบัติตนในคริชณะจิตสำนึก และเมื่อปฏิบัติแล้ว จะกระตุ้นความรักที่เรามอบให้แด่องค์คริชณะ ซึ่งส่งผลให้เรามีชีวิตที่มีความสุข และรู้สึกสำนึกตนเองเสมอ ขณะเดียวกัน เราก็สำนึกและรับรู้ถึงองค์คริชณะไปพร้อมๆกัน

เปรียบได้กับ เมื่อเรามองเห็นตัวเราในตอนเช้า เราก็เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า เช่นเดียวกัน แต่หากเราไม่เห็นแสงจากดวงอาทิตย์ เราก็ไม่สามารถมองเห็นตัวเราเองได้ นอกจากเราจะมีจิตสำนึก ซึ่งในสำนึกนั้น เราระลึกถึงคริชณะ และอุทิศตนรับใช้ด้วยความเต็มใจ ด้วยความมุ่งหมายที่บริสุทธิ์ใจ


การปฏิบัติกิจกรรมของผู้นับถือและอยู่ในกลุ่มคริชณะจิตสำนึก จะนำความรักโดยธรรมชาติที่เรามีต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ปรากฏออกมา โดยแบ่งเป็นการปฏิบัติตนรับใช้ตามที่หลักธรรมคำสอนกำหนดไว้


เมื่อเราปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ศีลธรรม และคำสั่งของอาจารย์แล้ว เราก็จะยึดมั่นในองค์คริชณะมากขึ้น และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักที่เป็นไปตามธรรมชาติ


ผู้ที่ปฎิบัติคริชณะจิตสำนึก ( devotee ) = [N] ผู้อุทิศตัว; ผู้ภักดีต่อกลุ่มศาสนา, สาวก, ผู้ศรัทธา, ผู้เลื่อมใส เราจะเรียกตามความหมายที่กล่าวมาทั้งหมดก็ได้


แต่ในกลุ่มผู้ปฎิบัติคริชณะจิตสำนึกในประเทศไทย เราเรียกรวมๆกันว่า สาวก

ซึ่งก็คือ ผู้อุทิศตัวรับใช้ และตั้งใจปฎิบัติต่อองค์คริชณะ นั่นเอง

หลักศาสนา 4 ประการ





Source : iskconbkk.blogspot.com [ เรียบเรียงจากส่วนของเนื้อหา ] & siamganesh.com



จุดมุ่งหมายของ ฮะเร กฤษณะ




พระกฤษณะ เป็นอวตารหนึ่งของ พระวิษณุ
ในมหากาพย์เรื่อง "มหาภารตะ" ซึ่งเป็นหนังสือที่ยาวที่สุดในโลก
บรรจุไว้ซึ่งเรื่องราวต่างๆมากมาย
และมีคัมภีร์เล่มหนึ่งบรรจุไว้ด้วย นั่นคือ "คัมภีร์ภควัทคีตา"  



ภาพบูชาพระกฤษณะ การสังเกตุว่าเป็นพระกฤษณะมีวิธีง่ายๆคือ พระองค์จะทรงขลุ่ย ขนยกยูงทัดที่ผม มีโคเป็นบริวาร


การกราบไหว้บูชาพระกฤษณะ จึงไม่สามารถกราบไหว้อย่างเดียวหรือถวายของเฉยๆได้
แต่จะต้องมีการศึกษาหนังสือ 2 เล่มควบคู่ไปด้วย นั่นคือ 

1.มหากาพย์มหาภารตะ 
2.คัมภีร์ภควัทคีตา
มิฉะนั้นการบูชาพระกฤษณะจะไม่บังเกิดผล (ที่มีการกำหนดเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้มนุษย์ศึกษาคำสอนในคัมภีร์)

ผู้ที่ปฏิบัติตนเป็นผู้ติดตามพระกฤษณะ หรือ ผู้นับถือศรัทธาในพระกฤษณะ เรียกว่า ผู้ภักดี โดยในภควัทคีตาจะสอนเรื่อง ภักดีโยคะและการเข้าถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระกฤษณะมหาเทพนี้ก็เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระผู้เป็นเจ้าทุกพระองค์

 
มนต์บูชาพระกฤษณะมหาเทพ เรียกกันในนิกายว่า "มหามนต์"
ในปุราณะต่างๆ กล่าวไว้ว่า การบูชาพระกฤษณะ อาจทำได้โดยไม่ต้องบูชาพระพิฆเนศก่อน
(เป็นมหาเทพเพียงองค์เดียวที่ไม่ต้องกล่าวบูชาผ่านพระพิฆเนศได้อย่างสนิทใจ) 


Source : http://www.siamganesh.com 


ความเห็นส่วนตัว [Natt C. ] : แม้ยังไม่สามารถศึกษาหนังสือทั้ง 2 เล่มได้อย่างครบถ้วน ผู้สนใจ สามารถบูชาได้ด้วยใจก็ได้ แล้วจะค่อยๆศึกษาหนังสือ เพราะเนื้อหาทั้ง 2 เล่มเยอะมาก อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว
เรื่องที่ให้ศึกษาทั้ง 2 เล่ม น่าจะเป็น กุศโลบาย เพื่อให้ผู้ศรัทธา ได้ศึกษาควบคู่ไปกับการศรัทธา เพื่อไม่ให้ศรัทธาอย่างงมงาย 

ผู้สนใจมหากาพย์มหาภารตะยุทธ และ ภควัทคีตา สามารถหา Load ได้ตามแหล่งต่างๆ หรือส่งเมล์มาขอได้ครับที่ nattprom@gmail.com  

คัมภีร์และหลักคำสอนที่มีความสำคัญของกลุ่มฮะเรคริชณะ

ศรี อุปนิษัท
เป็นหนึ่งในคัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นอีกเล่มหนึ่งที่มีความสำคัญ

คัมภีร์พระเวท เป็นหลักคำสอนที่บอกให้เราใช้ชีวิตและทำตัวอย่างไร บนโลกวัตถุ (โลกในยุคปัจจุบัน)
เช่น เรื่องการทำธุรกิจ การแต่งงาน การครองเรือน ซึ่งข้อมูลส่วนมากของคัมภีร์จะเน้นเรื่องของการใช้ชีวิตบนโลก

ความเห็นส่วนตัว [Natt C. ] : มีเวลาเพิ่ม จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อครับ

อุปนิษัท เป็นที่รู้จักกันมากในแวดวงวิชาการ ซึ่งที่จริงแล้ว อุปนิษัทในโลกนี้ มีมากกว่า 100 เล่ม
แต่เล่มที่สำคัญๆ จะมีอยู่ประมาณ 10 เล่ม

อุปนิษัท เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตทิพย์ สำหรับความหมายของคำนี้ ก่อนอื่นให้เราทำความเข้าใจโลกใบนี้เสียก่อน และมองโลกอย่างที่เป็นอยู่ และหากเราเริ่มตั้งคำถามว่า มีอะไรเหนือไปกว่าความสุขบนโลกใบนี้ คำตอบนั้นคือ ชีวิตทิพย์

สมาคมนานาชาติเพื่่อคริชณะจิตสำนึก มีหนังสือสำคัญ 2 เล่ม เป็นหลักในการสอนให้กับสมาชิกของสมาคมที่มีอยู่ทั่วโลก คือ 

ภควัทคีตา 


ภควัทคีตา เป็นศาสตร์ในการดำรงชีวิตที่ตรัสโดยคริชณะ (หรือพระกฤษณะ) ตั้งแต่ครั้งอดีต
บทเรียนแรกที่พระองค์ทรงสอนแก่เราคือ ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา และไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของเรา 

ตัวเราที่แท้จริงคือดวงวิญญาณที่เป็นอมตะ เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปิติสุข และความรู้ ส่วนโลกวัตถุรวมทั้งร่างกายที่กักขังดวงชีวิตของเรา ไม่จีรัง ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์และอวิชชา

ในโลกวัตถุนี้ไม่มีอะไรถาวร ความสุขและความทุกข์ก็เช่นเดียวกัน 

คริชณะตรัสว่า เหมือนกับฤดูร้อนและฤดูหนาวซึ่งผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป ทรงแนะนำให้เราอดทนในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

คริชณะทรงสอนให้เราฝึกจิตเหมือนกับใบบัว บางครั้งน้ำไม่สะอาดกลิ้งขึ้นมาบนใบบัว แต่เมื่อกลิ้งขึ้นมาแล้วก็จะกลิ้งออกไป โดยไม่ซึมเข้าไปในใบบัวฉันใด หากเราฝึกจิตให้เหมือนกับใบบัว โดยสิ่งไม่สะอาดไม่สามารถซึมเข้าไปภายในใจ การปฏิบัติตามหน้าที่ของเราก็จะแน่วแน่มั่นคง นิรันดร เพราะเราปฏิบัติไปตามหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยใจรัก และระลึกถึงองค์คริชณะเสมอ

ชรีมัด บากะวะทัม

ความเห็นส่วนตัว [Natt C. ] : เรื่อง ชรีมัด บากะวะทัม Srimad Bhagavatam อันนี้ ต้องใช้เวลาแปล ศึกษา คงอีกนานแน่ๆ

คัมภีร์พระเวท ที่มีอยู่ในจำนวนหลายเล่มนั้น ได้เน้นไปที่การช่วยให้เรามีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข ซึ่งเท่ากับว่า เราจะมีความสุขในโลกที่เต็มไปด้วยวัตถุใบนี้

แต่โดยภาพรวมแล้ว อุปนิษัททุกเล่มเป็นหนังสือแห่งปวงปรัชญา ซึ่งอาจยากต่อการทำความเข้าใจ
ในปัจจุบัน คนจำนวนมากจะอ่าน ภควัทคีตา และ ชรีมัด บากะวะทัม 

สาเหตุหลักเพราะ อาจารย์ที่ยึดหลักคำสอนตามพระคัมภีร์ในเวลาปัจจุบัน รู้สึกว่า ตนเองตกต่ำลง และจะหาคนที่มาเป็นครูผู้สอนเรื่องเหล่านี้ได้ยากมาก เพราะผู้ที่จะสอนได้ ต้องเป็นผู้ที่สมบูรณ์จริงๆ
ซึ่งต้องมีจิตใจมั่นคง ควบคุมตนเองได้ และในปัจจุบัน เราหาพราหมณ์ที่มีความพร้อมในทุกด้าน เช่นในสมัยโบราณไม่ได้และไม่มีคนที่เป็นตัวอย่าง ที่สามารถทำได้ถูกต้องตามคัมภีร์ คนในปัจจุบันจึงลดความเคารพในคัมภีร์ลง

อุปนิษัท อาจไม่ใช่คัมภีร์ของไวชะณะวะโดยตรง แต่ในคัมภีร์บอกไว้ว่า ผู้ที่สมบูรณ์สูงสุด มีทุกอย่าง นอกเหนือไปจากประสบการณ์ของเรา ซึ่งก็คือ พระผู้เป็นเจ้าต้องมีบุคลิกภาพ และมีความสมบูรณ์สูงสุด

คำสอนของศาสนาหลักๆในโลกนี้ ส่วนมากจะไม่เน้นความเชื่อในรูปลักษณ์ ซึ่งอาจยกตัวอย่างได้จากในประเทศอินเดีย จะมีกลุ่มผู้ที่นับถือในแนวทางไร้รูปลักษณ์ของพระเจ้า เช่นนี้ เป็นจำนวนมาก
และทางโลกตะวันตก ก็มีอยู่จำนวนมากเช่นกัน ซึ่งสาเหตุหลัก มาจากการที่โลกเปลี่ยนไป ผู้คนหันไปสนใจวัตถุนิยมกันมากขึ้น เรามุ่งเน้นไปที่การกินดี อยู่ดี มีเสื้อผ้าสิ่งของ เครื่องใช้ บ้าน รถยนต์ และเลือกมีความสุขในช่วงเวลาของชีวิต ผู้คนจึงจิตใจตกต่ำลง และหันหลังให้กับพระเจ้า

มีผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จำนวนมากกล่าวไว้ว่า พระเจ้าไม่มีรูปลักษณ์
ซึ่งในความเป็นจริง เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้
แต่ในความเป็นจริง ยังมีความจริงอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้ที่ไม่เชื่อและเคารพในรูปลักษณ์ของพระเจ้า ในท้ายที่สุด จะเริ่มเบื่อหน่ายพระเจ้าที่ไม่มีรูปลักษณ์ และกลับไปหาโลกวัตถุอย่างถาวร

ผู้เบาปัญญา จะต่อว่าพระเจ้าว่า ทำให้เขาได้รับความทุกข์ และไม่จัดสรรอะไรให้พวกเรา
แต่ในความเป็นจริง เรามีทุกข์ เพราะเรานำสิ่งที่พระเจ้าจัดสรรให้ มาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง

ผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์มักจะกล่าวว่า พระเจ้าคือทุกอย่าง และทุกที่ จนกระทั่งในที่สุด ก็มีคนกล่าวว่า เราคือพระเจ้า และตั้งตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง

อุปนิษัทกล่าวว่า พระเจ้าคือทุกอย่าง ทุกแห่งหน พระองค์มีบุคลิกภาพ และพระองค์มีความสมบูรณ์สูงสุด ทรงอยู่เหนือโลกวัตถุ ไม่ได้อยู่ใต้กฏเกณฑ์ของธรรมชาติวัตถุ
ไม่ว่าจะอย่างไร พระเจ้าก็จะไม่สูญเสียความเป็นพระองค์เอง
เช่นเดียวกับการที่เราเอาส่วนที่สมบูรณ์ออก ส่วนที่เหลือก็ยังคงสมบูรณ์

Source : iskconbkk.blogspot.com [ เรียบเรียงจากส่วนของเนื้อหา ]

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

ลำธาร - มาโนช พุฒตาล และครั้งแรกที่เกาะเต่า

วันนึงเพื่อนเก [ ชื่อเล่นมันน่ะ ไม่ใช่เป็น เกย์ ] มันอารมณ์ไหนไม่รู้
โพสใน Facebook ของมันว่า
" ชีวิตคนเรา พบความปวดร้าวมากมาย บางครั้งแทบตายทนอยู่ไม่ไหว "
นั่นเป็นท่อนเริ่มต้นของเำพลง "เธอต้องการไหม มีใครสักคน" ของ The O'Larn Project
วงโปรดของพวกเราๆ ในยุคนั้น
จังหวะนั้น ว่างๆ ก็เลยนั่งเปิดเพลง หาเพลงใน youtube แล้วส่งลิงค์ไปให้มัน


แต่จริงๆแล้ว ไม่ได้อยากเขียนเรื่องเพลง "เธอต้องการไหม มีใครสักคน" ของ The O'Larn Project

คือพอเปิดเพลงไป เปิดเพลงมา ไปเจอเพลง "ลำธาร" ของพี่ซัน มาโนช พุฒตาล
เพลงที่นึกถึง หรือได้ยินครั้งใด ผมก็จะนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
นั่นคือ "เกาะเต่า"  


ผมไปเกาะเต่าครั้งแรก ปี 2535 หลังเหตุการณ์ทางการเมือง การทหาร เดือนพฤษภาคม 2535
สมัยนั้น ผมเรียนระดับชั้น อุดมศึกษา ปี 2
สมัยเรียนระดับอุดมศึกษา ผมจะเป็นคนที่ชอบเที่ยวเดินทางไป ตจว. เสมอๆ
รวมทั้งมีหนังสือเดินทางท่องเที่ยว กับ กล้องถ่ายรูป อยู่ใกล้ๆตัว
เริ่มปี 1 ก็ไปกับเพื่อนๆ ซึ่งก็ไปกันหลายคน หลายสไตล์ หลายความเห็น
จนปี 2 เริ่มกร้านมากขึ้น เริ่มคิดที่จะเดินทางไปไหน มาไหน ที่ไหนๆก็ได้ในเมืองไทย ด้วยตัวคนเดียว
มีเพียงหนังสือ กับกล้องถ่ายรูปเป็นเพื่อนหลัก

ข้ามเรื่องประวัติส่วนตัวดีกว่า มันก็แค่เด็กหนุ่ม [ ในยุคนั้น ] ที่หลงธรรมชาติไปหน่อย

วันนั้นเดินทางด้วยรถไฟจาก กทม. ไปลงที่ ชุมพร ถึงราวๆ 23:00 น.
แล้วนั่งรถ มอไซค์ ต่อไปที่ท่าเรือ นานมาก แถมกลางคืน
ก็ยังคิดในใจ ว่า "ตรูจะโดนปล้นไหมเนี่ย"
ไปถึงท่าเรือที่เป็นเรือนอน เรือจะออก เที่ยงคืน ถึงเกาะเต่า เช้าตรู่
ตื่นเต้นครับ กับการเดินทางคนเดียว ครั้งแรก และไปที่ที่ไม่ค่อยมีคนไทยไปกัน
เกือบทั้งเรือ เป็นชาวต่างชาติประเภท BackPacker จัดแจงหาที่นั่ง มุมนั่ง มุมนอน

จนเกือบๆเช้า แสงอาทิตย์ทักทาย
ลุกมานั่งริมเรือสักพัก รอรับแสงอาทิตย์
ปลาโลมาครับ มีปลาโลมา 3-4 ตัว กระโดดอยู่ใกล้ๆเรือ
เหมือนมากล่าวคำต้อนรับผู้มาเยือน ที่ออกจะตื่นๆ อย่างผม



เมื่อเรือมาใกล้ถึงเกาะเต่าที่ท่า บ้านแม่หาด
พระเจ้า !! น้ำทะเลอะไรเนี่ย มันช่างใส สะอาดอะไรขนาดนี้
กระเหรี่ยงที่เคยเห็นทะเล พัทยา ระยอง มาเจอทะเล เกาะเต่า
ตะลึงครับ ในใจนึกถึงหลายสิ่งหลายอย่าง
พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนๆ ที่อยากให้มาเห็นที่แห่งนี้
ว่ามันมีจริงๆในโลกนี้นะ ไอ้ทะเลที่มันใส เหมือนในรูปภาพ หรือ ปฏิทิน

ความรู้สึก ณ. เวลานั้น คือ ผมอยากกระโดดลงน้ำในตอนนั้นเลย
อารมณ์ และวันในตอนนั้น มันเป็นแบบนั้นจริงๆ
แม้จะไม่ได้ทำจริงๆ
ก็ดีแล้วละ ที่ไม่ทำ เพราะกระโดดลงน้ำไป ก็คงไม่มีแรงว่ายเข้าไปถึงฝั่ง

1 ปีต่อมา ผมพาเพื่อนอีก 3 คน ไปเกาะเต่าครับ
ไปซึมซับ บรรยากาศ ไปรู้จักมิตรที่ดีมากที่เกาะเต่า จากที่ผมไปครั้งแรก

ผ่านไปอีกไม่รู้กี่ปี เมื่อไปอยู่ใกล้ทะเล อยู่ใกล้น้ำ
ผมก็จะหาโอกาสไปนอนเพื่อจินตนาการเพลง ลำธาร ของ มาโนช พุฒตาล


ว่างๆ จะมาเขียนเรื่องครั้งแรกของเกาะเต่า ในแบบเจาะลึก
เชิงอารมณ์ ความรู้สึก มิตรแปลกหน้า ตาโต๊ะ ปะการัง และประมงพื้นบ้าน
ไว้ Scan ภาพที่ถ่ายเองเสร็จ แล้วจะเขียนต่ออีกตอนหนึ่ง

ขอบคุณเจ้าของภาพ ที่ Copy มาโดยตัดชื่อเขาออก

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ฝรั่ง ป๊อก ป๊อก - รายการที่ทำให้กลับมาสนใจทีวี อีกครั้ง

บอกตามตรงเลย ว่าไม่เคยได้สนใจรายการทีวี มาเป็นเวลานานมาก
สาเหตุก็ทั้งจาก ละคร ข่าวฆาตกรรม ข่าวการเมือง
สิ่งเหล่านี้ ทำให้ เบื่อหน่ายทีวี
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่ดูทีวีเลยล่ะ
ดูครับ รายการเดียว ที่เสพติด กลับเป็นละคร
ละคร "บ้านนี้มีรัก" ทุกวันอาทิตย์ 18.00 น. ช่อง 9
ละคร "บ้านนี้มีรัก" ที่ผมเรียกว่า "ไอ้ลิ๊งค์" แทนชื่อละคร
แต่วันนี้ ไม่พูดถึง "บ้านนี้มีรัก" หรอก



วันนี้ อยากพูดถึง "ฝรั่งป๊อก ป๊อก" ที่บัญเอิญเปิดผ่านไปเจอ ที่ True Chanel 73
เจอมาหลายเดือน ดู ดู ดู แล้วก็ติดตาม เนื่องจากมีการนำมา Re-Run อยู่เรื่อยๆ ภายในสัปดาห์นั้นๆ

ถึง ณ. วันนี้ รายการนี้ ปิด Season ไปแล้ว อาจจะมีกลับมาใหม่ อันนี้ ไม่แน่ใจ
รูปแบบรายการ เป็นชาวต่างชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ
จำนวน 3 คน สลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละ Trip




1. Adam Bradshaw  หรือ พบเขาได้ที่ http://www.ajarnadam.com/
อาจาร์ยอดัม เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ทั้งในโลกจริง และโลกอินเตอร์เน็ต
ผมเองยังไปอ่าน ไปดู ไปฟัง ใน youtube บ่อยๆ
ซึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจ บางคำที่ออกเสียงผิด จะได้แก้ไข
อาจารย์อดัม เป็นอาจารย์ เพราะการสอน ไม่ใช่ เป็นหมอดู ที่อ้างตัวเป็นอาจารย์กันยกใหญ่

ในฝรั่งป๊อกป๊อก อดัมร่าเริง เรียนรู้ พยายามพูดภาษาไทย โดยเฉพาะ ร. เรือ ล. ลิง
อดัมเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นบ้าน พยายามเข้าถึง และกลมกลืนวิถีแห่งไทยได้อย่างไม่ขัดหู ขัดตา




2. Maki Kono สาวมากิ ทำอะไร อย่างไร ไม่รู้จริงๆ ไม่ได้ติดตามพิเศษมาก
อาจจะเพราะไม่ค่อยเห็นตามสื่ออื่นๆ อยากจะ Add เจ้าหล่อนใน Facebook
แต่ก็คิดว่าไม่ดีกว่า เดี๋ยวมากิจะ งง งง

มากิเป็นสาวที่ ในมุมมองผู้ชายอย่างผม ก็ต้องบอกว่า ไม่สวยเพริศพริ้ง
แต่มากิ น่ารักมาก น่ารักในแบบญี่ปุ่น ที่ดูรายการแล้ว เข้าใจเลย ว่า
คิขุ อาโนเนะ เป็นอย่างไร
แต่ไม่ได้หมายความว่า สาวมากิ จะไม่มีกึ๋น หรือ อ่อนแอ
สาวมากิยังพาผู้ชม ไปเข้าป่า ลุยสวน
ทำให้ผมดูแล้วยิ้มออกมาใส่จอภาพของรายการ ได้อย่างไม่รู้สึกเขินอาย
แอบยิ้มให้ สาวมากิ หลายครั้งมาก




3. Luke Cassady - Dorion : รุจ-ฝรั่งเกรียน


Luke หรือ แฟนๆรายการเรียกว่า รุจ
เชื่อว่าหลายคนชอบกิริยา ท่าทาง แม้กระทั่ง Style ของ หนุ่มรุจ คนนี้
รุจเป็นอาจารย์สอนโยคะ ดูจาก Link ของ youtube ข้างบนได้
นั่นบอกความเป็นตัวตนของรุจได้ดีกว่าบรรยายด้วยถ้อยคำ

จากช่อง True Travel Chanel ถ้าไม่เจอพวกเขา
ก็ไปชมความน่ารักของ ฝรั่งป๊อกป๊อก ได้ใน youtube
แล้วคุณจะหลงรักพวกเขาทั้ง 3 พร้อมกับทีมงาน

อ่อ วันก่อนเ้ห็น มีหนุ่มชาวญี่ปุ่นอีกคน มาแนะนำตัว
อาจจะเป็นผู้ดำเนินรายการ พาพวกเราไปเทีั่ยวใน Season หน้่า
หรืออยากสนับสนุนรายการดีัๆ ก็ดูรูปที่ด้านล่า่งได้นะครับ


 จะขอตัวไปสั่งเสื้อซะหน่อยละ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สาดสี ใส่เพลง "ฝนโปรยไพร"

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้คลั่งสีใดๆทางการเมืองเป็นพิเศษ
จริงๆแล้วเริ่มจาก โพสทาง Facebook ที่เพื่อนๆ โพสในหน้าของตัวเอง
ในหน้านั้น 2 กวีที่เป็นที่รัก และสนใจผลงานมาเสมอๆ


1. คือ สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา ของแฟนๆเพลง
2. คือ วิสา คัญทัพ ผู้มีคารมทางกวีที่น่าติดตาม

ผมคงไม่ไปถอดคำของ 2 กวี นี้ มาแปลความหมายอะไรมาก
เพราะแฟนๆแต่ละสี ก็ต่างแปลมุมต่างกัน


แล้วการขึ้นชื่อใคร คนแรก ก็ไม่ได้หมายความว่า รัก ชอบ ใครมากกว่ากันหรอก
เมื่อนักเลงกลอนมาประชันกัน ก็เลยคึกคัก อยากออกแรงทางความคิดในแง่กวีกะเขามั่ง

คำว่าไพร่ คำไทย แค่ใช้อ้าง
ไพร่แล้วกร่าง ร่างโต โธ่ ! สถุน
ไพร่เพื่อใคร เพื่อไทย หรือเพื่อคุณ
ไพร่แทนคุณ คนใด ให้บอกที

ไม่ใช่ไพร่ อย่างคุณว่า ใช่ข้าฯผิด
ไม่ถูกริด รอนสิทธิ์ อย่างคุณว่า
เป็นเพียงข้า รับใช้ บาทราชา
ไม่ใช่ข้า รับใช้ เจ้านายคุณ


ผมใส่บทกลอนนี้ ตอบกลับไปใน Facebook ของเพื่อน
จนเวลาผ่านมา 2 อาทิตย์
เพื่อนอีกคนหนึ่ง โทรมาหาผม ชวนผมไปดู Concert ของพี่ซัน
มาโนช พุฒตาล บุตรของนายเฉลียวกับนางอำไพ

คอนเสิร์ตบันเทิงคดี เดอะมูฟวี่ : ฝนโปรยไพร ใจกลางเมือง
อ่านประกาศ Concert ไปแล้ว พลางหูก็แว่วเพลงนี้ออกมา
ฝนโปรยไพร 

ฟังเพลงฝนโปรยไพร แล้ว ก็จงใจเย็นกันนิด รับฟังกันหน่อย
อย่าให้ความเชื่อต่างๆ ลวงตา ลวงใจ
ทั้งหมดนี้ คือคนไทย
หรือต้องอาฆาต เข่นฆ่ากัน ให้สีหนึ่ง สีใด หายไปจากแผ่นดินไทย หรือ ?




วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

Blackburn 2-3 Liverpool ความพ่ายแพ้แก่ Pass and Move

11 April 2012
Score Blackburn 2-3 Liverpool
นี่อาจจะเป็นความดีใจของแฟนหงส์แดง กับผลของการแข่งขัน
แต่มองจากการเล่น รูปแบบของการเล่นของผู้เล่นแล้ว มันดูน่ากลัวมาก
น่ากลัวตรงไหน ?





การนั่งมองดูผู้เล่นในทีม เล่นผ่านบอลกันไปมา แล้วเรียกว่า Return of Pass and Move
คงไม่ถูกนัก สำหรับผู้เล่นในยุคนี้
เกือบ 1 ฤดูกาลของปี 2011-2012 ที่ผู้เล่นของทีมเล่น Passs and Move
โดยการครองบอล จ่ายบอลกันไปมาในรูปแบบ ไม่หมาะกับยุคสมัยนี้

Pass and Move อย่างไรหรือ ในฤดูกาลนี้
ผู้เล่นจากแดนกลาง แดนหลัง บางจังหวะเมื่อได้บอล
ไม่เน้นส่งบอลไปข้างหน้า กลับเน้นส่งบอลคืนหลัง คืนประตู
เหตุการณ์ในค่ำคืน Blackburn 2-3 Liverpool เป็นตัวบอกได้ชัดเจนที่สุดแล้ว
ชัดเจนจน ต้องมาเขียนถึงทีมรักอีกครั้ง !!

นาทีที่ 25 J. Flanagan ส่งบอลคืนประตู แต่ตีนเจ้ากรรม ดันส่งแรงไปกระทบบอลเบาไปนิด
(ก็ไม่นิดหรอก เบาเกินไปเลยละ)
จนทำให้ผู้เล่น Blackburn คว้าบอลไปลากเข้าเขตประตู
จนทำให้ผู้รักษาประตู Doni ต้องออกมาคว้าขาของกองหน้า Blackburn
แล้วไงครับ ใบแดง ตรงๆ เต็มๆ ไม่มีกลับข้าง กลับตะเข็บ
แถมเสียจุดโทษ



แม้ Score ตอนนั้น Blackburn 0-2 Liverpool ตั้งแต่ 15 นาทีแรก
แต่การเสียผู้เล่น และเสียจุดโทษแบบนี้
น่าจะเป็นการลงโทษผู้เล่น แลผู้จัดการทีม เพียงพอแล้ว
ผู้เล่นควรจำเอาบทเรียนนี้เป็นตัวอย่างได้แล้ว โดยเฉพาะในเกมที่ยังดำเนินอยู่

หลังเสียผู้เล่น และจุดโทษ แม้จะป้องกันลูกโทษได้
กองกลาง กองหลัง ก็ยังไม่สำนึก
ส่งบอลคืนหลัง คือผู้รักษาประตู ให้หวาดเสียวเล่น
จริงอยู่การดึงผู้รักษาประตู มาเป็นผู้เล่นนั้น ถูกต้อง !!
แต่การส่งคืนหลัง โดยบางครั้งเพื่อนที่รับบอลกลับต้องหันหน้าเข้าหาประตูตัวเอง
เกมมันจะตกเป็นรองทันที แม้คุณจะได้ครองบอล

คืนหลัง คืนประตูได้ครับ แต่ไม่ใช่ คืนกันทั้งเกมแบบนี้
โอกาสชนะ หรือได้ประตูของทีม มันมีน้อยลงไป น้อยลงไป

แล้วอย่างไรล่ะ จึงจะดี ??
แค่ไม่กดดันกองหลัง หรือผู้รักษาประตูทีมเราเอง ก็พอใจแล้ว
บางจังหวะ ถ้าคิดไม่ออก โดนกดดัน ก็โยนบอลไปที่พื้นที่ว่างก็ได้
ที่ว่างล่ะ ตรงไหน ? ก็มุมธงฝั่งตรงข้ามไง
ผู้เล่นตีนจรวดก็มีเยอะแยะ C. Bellamy , M. Rodiquez , S. Downing , etc.
จังหวะดี อาจจะได้บุกต่อ
หากจังหวะไม่ดี อย่างน้อย ทั้งทีมยังมีเวลาตั้งรับ

ก็ไม่ใช่ผู้ชำนาญการอะไร เพียงแต่เห็นจุดที่ทำให้ทีมรัก เสียโอกาส หรือเสียประตู
ก็บ่น ก็พร่ำ ไปตามเรื่อง