ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไป 3 ดอย + ง้อควายไปผาตั้ง - วันแรก[คืนวันศุกร์ ถึง วันเสาร์]

ประมาณกลางปี 2010 พวกเราต่างนัดกันเป็นปกติประจำทุกปี ที่จะต้องมีเดินทางไปสังสรรค์กันตามยอดเขาต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตามภาคเหนือ เนื่องจาก เพื่อนๆบางส่วนอยู่แถวภาคเหนือตอนล่าง

แผนงานของปลายปีนี้ ก็เช่นกัน เรานัดกันวันที่ 4-6 ธันวาคม 2010 จะไปเที่ยวกันเขตภาคเหนือ แผนที่วางกันไว้
ออกจาก กทม. ศุกร์ที่ 3 เลยครับ ไปนอนที่ตามทางที่ขึ้นเหนือ ตรงไหนก็ได้ แต่นัดเจอเพื่อนที่ จ.พิษณุโลก
ถ้าดึกมาก ขับไม่ไหว ก็หาที่นอนระหว่างทางได้เลย ประมาณกันที่ เที่ยงคืน ได้นอน

วันเสาร์ที่ 4 ขึ้นไปดอยม่อนล้าน (เพิ่งรู้จักชื่อ 2 อาทิตย์ก่อนไปนี่แหละ) นอนบนดอย อยู่ เส้นทาง จ. เชียงใหม่ เขต เวียงป่าเป้า พร้าว เชียงดาว ละแวกนี้แหละ

วันอาทิตย์ที่ 5 ไปตามเส้นทางเชียงราย นอนอาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อน (ถ้ามีเวลาพอ) แล้วนอนดอยผาตั้ง

วันจันทร์ที่ 6 พร้อมเดินทางกลับ มาแบบเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน เผื่อแวะเที่ยวกลางทาง

เอาละ พร้อมเดินทาง สถานการณ์จริงละ เชิญ ทัศนา ...
ตัวผมเอง กับลูกชาย ออกจากกทม. แบบพ้นเขต กทม. ราวๆ 18.00 ของวันศุกร์
โทรฯถาม เพื่อนอู๊ด ก็คงมาไล่ๆกัน เพราะต้องไปรับน้องที่อยุธยา
ระหว่างทาง โทรฯบอกเพื่อนพงศ์ว่า ราว 21.00-22.00 เจอกันที่ พิษณุโลก

ขับไป รอไป เรื่อยๆ ราวๆ 19.30 น. เพื่อนอู๊ด โทรฯ มาอีกครั้ง บอกว่า "เจอกันบ้านกู แวะกินข้าวกันก่อน แม่เตรียมไว้ให้แล้ว"
โอเค ตามนั้น เพราะหิวจัดละ เวลานั้น
20.15 น. ผมมาถึงบ้านเพื่อนอู๊ด ที่ ทำนบ อาบน้ำก่อนเลยครับ ช่วงรอแม่ทำอาหาร
20.45 น. เพื่อนอู๊ดและชาวคณะมาถึง พอดี พร้อมๆกับอาหาร
21.30 น. เดินทางกันต่อ จุดหมาย ดอยผากลอง เขต จ.แพร่

ตอนนี้ นับคณะที่จะร่วมเดินทาง และออกมาแล้ว คือ
D-Max 3.0 Ddi. - ผม และลูก (รวม 2 คน)
G-Wagon - เพื่อนอู๊ด และชาวคณะ (รวม 3 คน) 2 คันนี้ เจอกันแล้ว
Caribian Sporty - น้องโก๊ะ และชาวคณะ (รวม 2 คน) อยู่แถวพิษณุโลก
CRV - เฮียปอ และชาวคณะ (รวม 2 คน) อีกราว 30 นาที จะตามมาทัน
Ford Ranger - เพื่อนพงศ์ และชาวคณะ (รวม 2 คน) บ่นพึมพำ อยู่แถว พิษณุโลก

สรุปใหม่ว่า Ford Ranger + Caribian Sporty ล่วงหน้าไปก่อน แบบยังไม่เจอกัน
D-Max + G Wagon จะรีบตามไป
ส่วน CRV จะรีบๆๆๆๆตามให้ทัน  แล้วก็ไปทันกันแถวๆ พิจิตร

เพื่อนอู๊ด พะวงกับการหาเบียร์มาก ระหว่างเดินทางต้องชลอมองหาร้านขายแบบเหมาแพค
เพราะไปซื้อที่คาร์ฟูร์ตั้งแต่ตอนอยู่ กทม. ดันเสือกติดเวลา ยังไม่ขาย
และที่สำคัญ กลัวว่า ไปถึงที่พัก เพื่อนพงศ์จะขาดน้ำ ร่ายกายจะอ่อนเปลี้ย

ขับไปเรื่อยๆ เจอกับ Caribian Sporty จอดรออยู่ที่ อุตรดิตถ์
ตอนนี้เจอกัน 4 คันละ ส่วน Ford Ranger ติดต่อไม่ได้ คาดว่า คงไปดอยผากลองก่อนแล้วละ
02.45 น. ของวันใหม่ เดินทางไปถึง ดอยผากลอง Ford Ranger ไปนอนกางเต๊นท์รอไว้แล้ว
แรกๆ ก็คิดว่า อุทยานแห่งชาติจะมีพื้นที่สำหรับกางเต๊นท์เยอะ แล้วก็ห่างถนนมาก
แต่ที่นี่ ถนน กับที่กางเต๊นท์ของพวกเรา ห่างกันไม่ถึง 100 เมตรเลย งง...เพิ่งเคยเห็น

ไปถึงก็ปลุกเพื่อนพงศ์ ให้ลูกขึ้นมา อุตส่าห์หาเบียร์กลางดึกมาส่งให้ถึงที่
มันลูกขึ้นมาแบบงัวเงีย แบบวิญญาณยังไม่กลับร่าง มาดูพวกผมจิบเีบียร์กลางลมหนาว แป๊ะเดียวแล้วก็เข้านอน กับลูกเมีย
ส่วนผมก็ กางเต๊นท์ ให้ลูกเข้าไปนอน แล้วลุกไปนั่งคุยกับคนอื่นๆ ถึงแพลนวันพรุ่งนี้ ราวๆ 03.30 น. ถึงเข้านอน ให้คนอื่นๆ จิบไปกันก่อน
การจิบเบีียร์กลางป่าสัก นั่งมองดูดวงดาวเต็มฟ้านี่ มันได้อารมณ์จริงๆ   

05.30 น. ของวันเสาร์ ผมตื่นด้วยความเคยชิน ลุกออกมา หยิบไฟฉาย เดินสำรวจรอบๆ แบบไม่ไกลมาก เพราะฟ้ายังคงมืด แต่ดาวก็ยังพราวพร่างอยู่เช่นเดิม
ผมเริ่มคิดถึงเพื่อนละ เดินไปแถวๆ เต๊นท์มัน แล้วก็ลองเรียกๆ มันดู สักพักได้ผลแฮะ เพื่อนพงศ์ตื่นมา พร้อมชาวคณะ ค่อยๆลุกออกมา ส่วนบ้านอื่นๆ เงียบกริบ สักพักลูกผมก็เดินออกมา พร้อมเดินเล่นกันละ

06.00 น. สมาชิก ใน D-Max & Ford Ranger ก็เดินไปที่สวนหิน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ที่ทำการอุทยานฯ นั่นเอง
ทางเดินเป็นทางเดินวนกลับมาที่เดิมได้ สบายๆ แม้หินจะไม่ได้ใหญ่ หรือสวยงามโดนใจ การได้เจอเพื่อนๆที่นัดไว้ (จนเกือบครบ) ก็อุ่นใจละ

08.30 น. เพื่อนๆคนอื่นๆ เริ่มตื่นมาทำธุระ คุยกันถึงเส้นทางที่จะไปต่อ นัดแนะจุดหมายกัน แล้วก็โทรฯนัดเพื่อนควายและชาวคณะ (รวม 4 คน) [เพื่อนควายนี่ละ พระเอกของงาน Trip นี้เลย] นัดกันด้วยการใช้ โทรศัพท์ตู้หยอดเหรียญ
นานมากแล้ว ที่ไม่ได้ใช้ โทรฯแบบหยอดเหรียญนี้เลย น่าจะเกิน 10 ปี แน่ๆ
ตกลงได้ความว่า คงไปเจอกันที่ดอยม่อนล้านเลย ...เอาวะ...วัดดวง
ลงดอยไปซื้ออาหารตุนกันที่เมืองแพร่ก่อน พร้อมทั้ง .... เบียร์ ....

11.30 น. ออกเดินทางจากตัวเมืองแพร่ ไปตามเส้นทางจาก GPS - Garmin ของน้องเอก ( น้องชายของเพื่อนอู๊ด) ที่นิยมพาเข้าหมู่บ้าน วิ่งตามเส้นทางทาง 101 Garmin เริ่มสำแดงเดชแล้ว พาเข้าหมู่บ้านละครับ วนไป-มา สุดท้ายมาออกที่เส้นทาง 103
"กูวิ่งเส้นปกติก็ได้ ถนนเรียบกว่า วิ่งสบายกว่า" ผมเปรย เมื่อ Garmin พามาเส้นทางเชื่อมถนนหลักที่พวกเราจะเดินทาง
"มันง่ายไป" เสียงเฮียปอ ย้ำ ให้พวกเรารู้ว่า ต้องมีนำทางแบบนี้ จะได้ ฮา กัน

จากเส้น 103 วิ่งไป อ.งาว แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 1 เตรียมเข้าพะเยา ซึ่งเราจะต้องเลี้ยวก่อนถึงพะเยาไปทาง อ. วังเหนือ เส้นทาง 120
ทุกคนเริ่มหิวละ แวะกินข้าว เติมพลังก่อนขึ้นเขา ยาวๆ

จากจุดกินข้าว วิ่งเข้า อ. วังเหนือ เส้นทาง 120 เลยไปอีกนิด ก็เลี้ยวขวาไปเส้นทาง 118 ไปทาง อ. เวียงป่าเป้า  ดอยม่อนล้าน อยู่ระหว่างเส้นทางนี้ละครับ เวียงป่าเป้า - พร้าว สาย 1150
ระหว่างทางเส้น 120 มีจุดชมวิวครับ เล็กๆ ง่ายๆ แต่มีีัป้ายบอกที่ ผมมองว่า มันไม่ศิลปะเท่าไร
ออกแนวอายๆ สำหรับไอ้พวกชอบประกาศศักดา สั่วๆ ของตัวเ้อง
ประมาณหมาที่ต้องไปฉี่ทิ้งไว้ เพื่อบอกพื้นที่ของตัวเอง ไปต่อดีกว่า เดี๋ยว อารมณ์เสีย !!
ถนนเป็นทางราดยางครับ สบายๆ คดเคี้ยวไม่เท่าไร(สำหรับผม) แต่เป็นเขาสูงหน่อยเท่านั้น
แถว อ. เวียงป่าเป้า นี่ โรงสีข้าว ขนาดเล็ก เยอะมากครับ เยอะแบบที่ตั้ง ติดๆ กันเลย

"ใครอยากอาบน้ำแร่มั่ง" ผมพยายามถามทุกคนเรื่อยๆ เพราะรู้ว่า เส้นทางพวกนี้ มีน้ำแร่ให้อาบแน่ๆ
แต่เวลาแบบนี้ ต้องรีบขึ้นดอยดีกว่าครับ
เพราะเท่าที่รู้มา คือ จากต้นทางขึ้นดอยม่อนล้านเนี่ย 25 กม. แต่ใช้เวลาราวๆ 2-3 ชม. เผื่อๆ งงเส้นทาง
แรกๆ ไปก็ถนนราดยางนี่แหละครับ รถที่นำขบวนไปก็ G Wagan นี่แหละ ทรงพลัง เพิ่งทำช่วงล่างมาหลายตัง เพื่องานนี้เลย แถมครั้งนี้ ขับคนเดียวตลอด ทั้งๆ ที่น้องชายมาด้วย .....555...
ถึงจุดทางขึ้นจริงๆแล้ว ทางมีแต่ถนนดิน ป้ายไม่มีบอกอะไรมาก ระหว่างทางก็คิดว่า จะถึง จะถึง แต่ก็ยังไม่ถึงซะที ต้องขึ้นไปต่อ เรื่อยๆ
ป้ายก็ไม่ค่อยมีบอก ถึงจุดแยกทีไร ต้องมีเดา มีถามตลอด จนถึงทางแยกจุดหนึ่ง มีป้ายบอกแฮะ ให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 9 กม. พวกเราจอดพักชมวิวพักกันอีกนิดหน่อย เวลาก็ใกล้ 17.00 น. ฟ้าเริ่มสลัวๆละ
สักพัก รถคันข้างหลัง ว. มาบอกว่า มีมอเตอร์ไซค์ วิ่งมา 1 คัน เป็น 3 สาว เท่านั้นละ มีรถ 1 คัน (ไม่บอกว่าคันไหน) รีบตะครุบตัวทั้ง 3 สาว เพื่อถามทาง แล้วก็ได้ผล
3 สาว จะนำทางเราไปจนถึงหมู่บ้าน แล้ว จะบอกทางไปต่อให้
แหม...เสน่ห์ของรถคันนั้น หรือ น้ำใจของ 3 สาว ก็ไม่อาจทราบได้
อากาศเริ่มเย็นลงทุกที ระหว่างทาง ไม่มีรถอะไรสวนเลย นอกจาก มอเตอร์ไซค์
นึกในใจว่า ข้างบน คงคนน้อย ดีๆ ช่วงหยุดยาวๆ แบบนี้ ไม่อยากอยู่ในที่ผู้คนมาก
ตอนนี้ เพื่อนควาย และชาวคณะหายไปไหน ทุกคนเริ่มกังวลใจ ยิ่งมันเป็นคนแปลกๆกว่าคนปกติอยู่ด้วย
ติดต่อก็ไม่ได้ จนถึง แทบจะวินาทีสุดท้าย ที่เราจะไปถึงยอดดอยม่อนล้าน ถึงติดต่อได้
เพื่อนอู๊ด ว. มาบอกว่า "มันอยู่บนยอดดอยแล้ว ไม่มีอะไรเลย เตรียมไปพักที่ ที่ทำการฯ"
ขณะนี้ รถมาครบตามที่นัดไว้ 6 คัน  รถพร้อม คนพร้อม ... !!!

ถึงยอดดอยม่อนล้าน ที่เป็นยอดจริงๆ ที่นี่เป็นลานโล่ง ไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีอะไรพอบังลมได้ ที่สำคัญไม่มีห้องน้ำสำหรับผู้หญิง ลำพังมากันชายล้วน เราคงนอนกันบนนี้ ตื่นมาชมวิวได้เลย
เอารถจอดต่อกันเป็นวงกลม เพื่อบังลม แล้วกางเต๊นท์ข้างใน แหม คงได้อารมณ์ไปอีกแบบละ
แต่ครั้งนี้ ต้องฝันไปก่อน ...
กลับลงมาติดต่อที่ทำการ ระยะทางไม่เท่าไร เพื่อหาที่กางเต๊นท์ ปรากฎว่า ที่ด้านล่างเต็ม ต้องกางกันแถวๆ ที่ทำการ มองในแง่ดี คือ ใกล้ห้องน้ำ ลงมาก็ฟ้ามืดพอดี
สาวๆ เตรียมทำอาหาร หนุ่มๆ กางเต๊นท์ เตรียมกินทุกอย่าง ที่สาวๆ ทำให้ จะสุก-ดิบ ไม่สนแล้ว จังหวะนี้

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จดหมายถึงพ่อ (ผมเรียกว่าเตี่ย) 2010

วันพ่อปีนี้ ผมก็คงทำเช่นเดิม คือ โทรฯไป สวัสดีทักทาย แกม เขินๆ ที่คุยกับพ่อ
พ่อ ที่ผมเรียกว่า "เตี่ย" มาตั้งแต่เด็กๆ

เตี่ยครับ วันพ่อปีนี้ ผมคงอยู่บนเขา หรือ บนดอยอะไรสักแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
ผมไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกครับ เตี่ยคงเดาออก ว่าผมก็คงไปกับลูกชายสุดที่รัก
ก็หลานชายของเตี่ยนั่นแหละ

ผมยังจำได้ ภาพตอนเด็กๆ ที่เตี่ยกับแม่ พาพวกเรา สามคนพี่น้องไปเที่ยว
ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะเป็นน้ำตก แล้วก็ส่วนใหญ่ก็จะภาคกลาง
ด้วยสภาพในช่วงราว 30 ปีที่แล้ว ถนนหนทาง การเปิดสถานที่ ยังไม่พร้อม
แล้วก็บ้านเรา ไม่ได้ มีเงินมากพอที่จะเที่ยวกันแบบเอิกเกริก

นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่ม ที่เตี่ยกับแม่ปลูกฝัง ให้ผมหลงรักการเดินทาง
อยากไปนู่น อยากไปนี่ อยู่ตลอดเวลา
อยากเห็นโลกหลายๆแบบ หลายๆวัฒนธรรม หลายๆสภาพแวดล้อม

เตี่ยรู้ไหมครับ ว่าพอผมเริ่มโตขึ้น ผมก็เริ่มเที่ยวคนเดียว
ขึ้นเหนือ ลงใต้ ไปมันคนเดียว ไม่รู้จักใครที่ปลายทาง
ไปหามิตรเอาข้างหน้าเสมอ ซึ่งก็ได้มิตรภาพกลับมาเสมอเช่นกัน
มันต่างกับการไปเที่ยวกับเพื่อน หรือครอบครัวมากเลยครับ
เราไปกับเพื่อน ก็เจอเพื่อนกับ แหล่งท่องเที่ยว
ถ้า เราไปคนเดียว เราจะได้เพื่อน พี่ น้อง น้ำใจ อัธยาศัย วัฒนธรรม ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ

คนไทยมีน้ำใจครับ

เตี่ยเชื่อไหม ? ครั้งหนึ่งผมไปทางใต้ ไปนอนที่เกาะเต่า ชุมพร ปี 2535
หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภา
ได้เจอหนุ่มสาวคู่หนึ่ง วัยไล่เลี่ยกับผม เขาชื่อเอ เมียเขาชื่ออะไร จำไม่ได้แล้ว เขามีลููก 1 คน
ด้วยความที่เขาไม่ค่อยเห็นคนไทยไปที่นั่นมาก ในยุคนั้น แล้วยิ่งไปคนเดียว
เขาก็ชวนผมคุยกันไป แล้วก็ชวนไปนอนบ้านเขา
เมื่อเขารู้ว่า เรามาเกาะเต่าอย่างไม่มีจุดหมายอะไร ไม่มีกำหนดกลับตายตัว
ผมไปอยู่กับครอบครัวนี้ 1 อาทิตย์ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย
ได้งมหอยเม่น ผ่าเก็บเอาไข่มาขาย
ได้ซ่อมเรือประมงพื้นบ้านลำเล็กๆ
ได้กินปลาฉลาม ตัวขนาดขา ปรุงสดๆ (รวมทั้งหูฉลามสดๆ)
ได้รู้จักฝรั่งสาวๆ
ได้ ฯลฯ อะไรอีกหลายอย่าง ที่ไม่คิดว่าจะได้ทำ

วันที่ผมจะกลับ เขามาสารภาพกับผมอย่างตรงไปตรงมา ตามประสา คนใต้
เขาคิดว่า ผมหนีคดีอะไรมา นึกแล้วก็ตลกดี
ผมก็เลยบอกเขาไปตรงๆ ว่าผมเรียนอยู่ ปี 2 ในมหาวิทยาลัย ในกทม.
(จริงๆ แล้วก็บอกเขาไปแล้ว แต่ครั้งนี้ ต้องย้ำให้เขามั่นใจ)
ผมไม่ได้ทำความผิดอะไร ผมแค่ชอบที่จะเดินทาง
ชอบที่จะพักผ่อนตัวเองในรูปแบบนี้

เตี่ยเชื่ออีกไหม ? ระหว่างทางที่ผมนั่งเรือ จาก สุราษฏร์ ไป สมุย
ก็มีคนชวนผมคุย แล้ว ชวนไปนอนบ้านเขา
เขาเป็นพี่สาวคนนึง ที่มีเพื่อนอยู่สมุย เขามาเที่ยวหาเพื่อนเขา
แต่ผมปฏิเสธเขาไป เพราะสมุยไม่ใช่เป้าหมายที่ผมต้องการ

ระหว่างทางจาก สมุย ไป พะงัน
เตี่ยเชื่อไหม ? มีพี่สาวอีกคนนึง ก็มาคุยกับผม
แกชื่อ พี่โสพิศ (อันนี้จำได้) เป็นครูอยู่สุราษฏร์ เขากลับบ้านที่พะงัน
คุยไป คุยมา พี่เขาก็ชวนผมไปนอนบ้านเขา
ครั้งนี้ ผมตอบตกลงครับ เพราะ ผมไม่สามารถไป เกาะเต่าภายในวันนั้นได้
ต้องค้างพะงันก่อน เพื่อนที่จะเดินทางต่อไปเกาะเต่า ในเช้าวันรุ่งขึ้น


นี่เป็นแค่ 1 ทริปการเดินทางคนเดียว ที่ผมได้รู้จักคนดี มีน้ำใจ
ยังมีอีกหลากหลายครั้ง ที่ผมไป แล้ว เจอแต่สิ่งดีๆ


เตี่ยครับ วันพ่อปีนี้ ผมคงอยู่บนเขา หรือ บนดอยอะไรสักแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
ผมไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกครับ เตี่ยคงเดาออก ว่าผมก็คงไปกับลูกชายสุดที่รัก
ก็หลานชายของเตี่ยนั่นแหละ

ผมกำลังปลูกฝัง สิ่งที่เตี่ยเคยปลูกฝังผม
หลานชายของเตี่ย ได้ไปเที่ยวหลายๆที่กับผม
เขามีความสุขกับการได้นอนในเต๊นท์
ปีนี้ หลานเตี่ยอาจจะอายุยังไม่มาก ยังไม่แกร่งพอจะเดินทางคนเดียว
เขาเพิ่ง ป.6 เอง ยังต้องบ่มเพาะอีกหลายปี
อีกไม่กี่ปี เขาก็คงพร้อมที่จะเดินทางไปเรียนรู้โลกด้วยตัวของเขาเอง

วันนั้น เขาอาจจะมาเขียนอะไรแบบนี้ ให้ผม เหมือนที่ผมเขียนให้เตี่ยในวันนี้
ผมคงมีความสุข ที่ได้เห็นลูกเติบโต แข็งแกร่ง
เหมือนที่ผมหวังว่า เตี่ยคงมีความสุขในวันนี้

เตี่ยครับ วันพ่อปีนี้ ผมคงอยู่บนเขา หรือ บนดอยอะไรสักแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
ผมจะโทรฯหานะครับ ให้พรผมกับลูกด้วยนะครับ

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Sine'ad O'Connor - Nothing Compares 2U

กับนักร้องสาวสวย เสียงดี แม้จะมีพฤติิกรรมแปลกๆ

แต่โดยส่วนตัว ถ้าจะนึกถึงนักร้องหญิง สักคน

ชื่อของเธอ " Sine'ad O' Connor " มาเป็นคนแรก


แล้วก็จะนึกถึงเพลงหนึ่งที่เธอร้องว่า

" My head is not football for you "

แค่ท่อนนี้ ก็ทำนึกถึงภาพ ผู้หญิงที่โดนทำร้ายได้อย่างดี



Nothing compare 2 U – Sine’ad O’ Conner


It's been seven hours and fifteen days
เป็นเวลา นับผ่านมา ได้เป็นอาทิตย์แล้ว
Since you took your love away
ตั้งแต่เธอได้ทอดทิ้งฉันไป
I go out every night and sleep all day
ฉันกลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตยามราตรี แล้วก็นอนตอนกลางวัน
Since you took your love away
ตั้งแต่เธอได้ทอดทิ้งฉันไป
Since you been gone I can do whatever I want
ตั้งแต่เธอจากไป ฉันก็ ทำหลายๆสิ่ง อย่างที่ฉันต้องการ
I can see whomever I choose
ฉันมองเห็น คนที่ฉันควรจะโหยหา
I can eat my dinner in a fancy restaurant
ฉันสามารถออกไปทานอาหารเย็น ในร้านสวยๆ
But nothing ...
แต่ ... มันก็ไม่มีอะไรดี

I said nothing can take away these blues,
ฉันคิดว่า การทำตัวแบบนี้ จะลบเลือนความเศร้าจากใจได้
'Cause nothing compares ...
ซึ่ง จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเปรียบ ...
Nothing compares to you
ไม่มีอะไรดีได้ เหมือนกับมีเธอ

It's been so lonely without you here
มันช่างอ้างว้าง เมื่อไม่มีเธออยู่เคียงใกล้
Like a bird without a song
เหมือนดั่งมีนก ที่ไม่ส่งเสียงขับขานเลย
Nothing can stop these lonely tears from falling
ไม่มีอะไร ที่จะหยุด น้ำตาแห่งการจากพรากนี้ได้
Tell me baby where did I go wrong?
บอกฉันหน่อยซี ว่าฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
I could put my arms around every boy I see
ยามที่ฉันโอบกอดเหล่าเด็กๆ
But they'd only remind me of you
แต่พวกเขากลับร้องหาเธอ
went to the doctor guess what he told me
ฉันไปหาหมอ ทายซิ หมอว่ายังไง
Guess what he told me?
ทายดูซี ว่าหมอเขาว่าอย่างไร ?
He said, girl, you better have fun
หมอบอกว่า คุณดูดีขึ้นแล้วนี่
No matter what you do
ไม่ต้องรักษาอะไรอีกต่อไปแล้ว
But he's a fool ...
แต่ว่า ไอ้หมอบ้าเอ๊ย ...
'Cause nothing compares ...
ไม่มีอะไรที่จะเปรียบ ...
Nothing compares to you
ไม่มีอะไรดีได้ เหมือนกับมีเธอ

All the flowers that you planted, mama
แม่จ๋า, เหล่าดอกไม้ที่แม่ปลูกไว้
In the back yard
ในบ้านลานหลังบ้าน
All died when you went away
ดอกไม้ ได้เหี่ยวเฉาตายไปหมดแล้ว เมื่อเธอจากไป
I know that living with you baby was sometimes hard
ฉันรู้ว่า การอยู่กับเธอ บางครั้งก็ อึดอัดใจ
But I'm willing to give it another try
แต่ฉันก็เต็มใจ ที่จะอยู่ร่วมกันกับเธอ
'Cause nothing compares ...
เพราะไม่มีอะไรที่จะเปรียบ ...
Nothing compares to you
ไม่มีอะไรดีได้ เหมือนกับมีเธอ

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

L-O-V-E : Olivia Ong - ภาคแปล

L-O-V-E  : Olivia Ong

 L is for the way you look at me

รัก : เป็นคล้ายกันการค้นหากันและกัน

O is for the only one I see

รัก : มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น ที่ฉันมองเห็น

V is very, very extraordinary

รัก : รักนี้ ช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน

E is even more than anyone that you adore can

รัก : มีค่ามากยิ่งกว่า สิ่งอื่นที่เธอศรัทธา

 

Love is all that I can give to you

รักเป็นทุกสิ่ง ที่ฉันยินดีมอบให้คุณ

Love is more than just a game for two

รักเรา มีค่ามากกว่าแค่ที่เราแสดงออกให้กัน

Two in love can make it

ความรักของเรา สร้างโลกสวยงามได้

Take my heart and please don't break it

ดูแลหัวใจฉัน และโปรดอย่าทำลายรักนี้

Love was made for me and you

ความรัก ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฉันและเธอ


L is for the way you look at me

รัก : เป็นคล้ายกันการค้นหากันและกัน

O is for the only one I see

รัก : มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น ที่ฉันมองเห็น

V is very, very extraordinary

รัก : รักนี้ ช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน

E is even more than anyone that you adore can

รัก : มีค่ามากยิ่งกว่า สิ่งอื่นที่เธอศรัทธา

 

Love is all that I can give to you

รักเป็นทุกสิ่ง ที่ฉันยินดีมอบให้คุณ

Love is more than just a game for two

รักเรา มีค่ามากกว่าแค่ที่เราแสดงออกให้กัน

Two in love can make it

ความรักของเรา สร้างโลกสวยงามได้

Take my heart and please don't break it

ดูแลหัวใจฉัน และโปรดอย่าทำลายรักนี้

Love was made for me and you

ความรัก ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฉันและเธอ

 

Love was made for me and you

ความรัก ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีเรา

Love was made for me and you

ความรัก ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็น “เรา”

ได้ฟังครั้งแรก ก็แทบจะตกหลุมรักสาวคนนี้เลยเชียว เสียงสวย หน้าใส

ใครหนอ … ที่ทำให้ได้ฟังเพลงนี้

แถม Link อีกเพลง เพราะหลายเด๊อ...

http://www.youtube.com/watch?v=3sre1IM0pIU 

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

More than words : Extreme - ภาคแปล

More than words : Extreme



Saying I Love You , Is not the words I want to hear from you
แค่คำพูดว่ารัก ไม่ได้เป็นคำที่ผมต้องการจะได้ยินจากคุณ
It's not that I want you
และก็ไม่ได้หมายความว่าผมต้องการให้คุณเอ่ย
Not to say, but if you only knew
ไม่ต้องมีคำพูดอะไรมากหรอก, เพราะคุณนั้นรู้อยู่เต็มอก
How easy it would be to show me how you feel
มันง่ายมาก ที่จะแสดงออกให้คุณรับรู้ความรู้สึกของผม
More than words is all you have to do to make it real
มันมากกว่าคำใดๆ เพราะสิ่งที่คุณทำอยู่นั้น มันช่างชัดเจน
Then you wouldn't have to say that you love me
แม้ไม่ต้องมีคำว่ารักจากปากของคุณ

Cos I'd already know Cos
เพราะฉันรู้อยู่เต็มอก
What would you do if my heart was torn in two
คุณจะรู้สึกแย่เพียงใด ถ้าผมแบ่งปันใจไปให้กับใครอื่น

More than words to show you feel
มันมากกว่าคำใดๆ ที่จะบอกความรู้สึก
That your love for me is real
ว่าความรักที่คุณให้กับผมนั้น มันมาจากหัวใจจริง
What would you say if I took those words away
คุณจะพูดออกมาอย่างไร ถ้าผมเอ่ยออกมา
Then you couldn't make things new
แล้วคุณก็จะไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำที่แสนหวานๆกว่านี้ได้อีก
Just by saying I love you
เพียงแค่การพูดว่าผมรักคุณ มันก็ชื่นหัวใจพอแล้ว
More than words
มันมากกว่าคำใดๆ
Now I've tried to talk to you and make you understand
แม้ตอนนี้ผมพยายามที่จะบอกและสื่อให้คุณเข้าใจ
All you have to do is close your eyes
สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้ คือการหลับตาของคุณลง
And just reach out your hands and touch me
และเอื้อมมือของคุณ โอบกอดและสัมผัสผม
Hold me close don't ever let me go
โอบกอดฉันให้แนบแน่น อย่าให้คลาย
More than words is all I ever needed you to show
มันมากกว่าคำใดๆ เพราะเพียงแค่สิ่งที่ผมต้องการให้คุณทำอยู่ตอนนี้
Then you wouldn't have to say that you love me
มันก็ไม่ต้องทำให้คุณ ต้องเอ่ยปากบอกว่ารักอะไรอีกแล้ว

Cos I'd already know Cos
เพราะฉันรู้อยู่เต็มอก
What would you do if my heart was torn in two
คุณจะรู้สึกแย่เพียงใด ถ้าผมแบ่งปันใจไปให้กับใครอื่น

More than words to show you feel
มันมากกว่าคำใดๆ ที่จะบอกความรู้สึก
That your love for me is real
ว่าความรักที่คุณให้กับผมนั้น มันมาจากหัวใจจริง
What would you say if I took those words away
คุณจะพูดออกมาอย่างไร ถ้าผมเอ่ยออกมา
Then you couldn't make things new
แล้วคุณก็จะไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำที่แสนหวานๆกว่านี้ได้อีก
Just by saying I love you
เพียงแค่การพูดว่าผมรักคุณ มันก็ชื่นหัวใจพอแล้ว
More than words
ช่างชื่นใจมากกว่าถ้อยคำนับพัน


ก็พร่ำบ่น พร่ำเพ้อถึงความรัก จากการบรรจง สร้างสรรค์ถ้อยคำ
แม้จะไม่มาแนวกวีจ๋ามาก แต่ Nuno ก็แต่งเพลงนี้ และเรียบเรียงเสียจนหลงไหลกันไปในยุคหนึ่งเลยที่เดียว
พอบอกชื่อ Nuno Bettencourt คอร็อค คงรู้จัก และนึกหน้าเขาออกแน่ๆ

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ขนย้าย Container ช่วยสนใจชาวบ้านหน่อยนะครับ

จริงๆแล้ว ตั้งใจ จะตั้งชื่อ หัวเรื่อง ว่า
"ไอ้ห่า! ขนย้ายตู้ Container น่ะ มึงช่วยดูความปลอดภัยของชาวบ้านด้วย"
แต่มันยาวไป แล้วก็ไม่สุภาพ เดี๋ยวคนบางคน จะว่า ผมหยาบคาย ป่าเถื่ิอน ถ่อย สถุน ฯลฯ
ก็เลย เอาแบบสุภาพหน่อย แต่ มันต้องปนอารมณ์นิดๆ กะเรื่องแบบนี้ ถึงจะได้อารมณ์
เพราะหลายคน รับผลกระทบ จากการที่ รถขนย้าย ตู้ Container วิ่งบนท้องถนน อย่างไร้ระเบียบที่ดี

อะไรบ้างล่ะ อะไรล่ะ ที่คุณเจอ
*** เศษหิน ที่ติดอยู่ตามขอบตู้ Container 
เกิดจากอะไร ?
ลานรับฝากตู้ หลายๆ แห่ง ( ไปดูตาม ถนน บางนา-ตราด ) เป็นลานดิน หรือ หินถม
แล้วมันเกี่ยวอะไร ?
ก็ลานพวกนี้ละ เมื่อเวลายกตู้ลงกับพื้น เพื่อเก็บ ( บางตู้วางซ้อน ก็รอดไป )
เมื่อตู้ลงกับพื้น ( บางที่ใช้เครน บางที่ใช้รถ Reach Stacker )

อย่าเพิ่งเบื่อ ว่า วงเล็บเยอะจัง (วะ)
เพราะ บางคนที่อยู่ในธุรกิจพวกนี้ อาจจะ แย้งในใจ ก็เลย แทรก ให้ละเอียดหน่อย

กลับมาเรื่องตู้ Container
เมื่อยกตู้ลงพื้นแล้ว Balance ของพื้นที่ลงบนตู้ แน่นอน ไม่เสมอพื้นตรงๆได้หรอก โดยเฉพาะ เมื่อใช้เครนยกลง มันจะต้องเอียงนิดๆ หน่อยๆ
ไอ้อาการเอียงนี้แหละ ที่ทำให้ มุม หรือ ด้าน ส่วนหนึ่งจิกไปที่พื้น
แล้วขุดเอา หิน ดิน ฯลฯ มาอยู่ที่ขอบด้านนอกของตู้ Container

แล้วพอวิ่งมาบนท้องถนนล่ะ คุณเ้อ๊ย...ฮา่...อุจจาระราดละ

แล้วทำไงดีล่ะ กะไอ้เหตุการณ์แบบนี้ ?
ส่วนใหญ่ ไอ้ลานตู้ แบบนี้น่ะ จะเป็นลานปลัก ( ศัพท์ที่ผมเรียกเอง )
คือ ลานตู้ ที่เป็น ดิน เลน โคลน หรือ อะไรก็ตามที่ไม่เรียบ แบบคอนกรีต
แล้วใช้เครน ในการยก ขึ้นลง โดยมีคน โหน คอยเกี่ยวสลิงอยู่ด้านบน

ก็พยายามเลี่ยงกิจกรรม ที่ทำกับลานพวกนี้ ดูสถานที่ๆ มันมีมาตรฐานหน่อย
หากจะส่งออก ก็ เลือกที่มีมาตรฐาน เพราะมันบอกถึงคุณภาพของตู้ที่คุณจะได้รับ
ตู้เน่า มีกลิ่น มีรูรั่ว แสงเข้า ( น้ำก็เข้า ) พื้นหลวม สนิมกินหนัก ฯลฯ
มีผลกับสินค้าในตู้ทั้งนั้น
ไม่ใช่ว่า จะกีดกัน ไม่ให้ธุรกิจเล็กๆ เติบโตหรอกครับ
แต่มันต้องมีความรับผิดชอบ ต่อคนอื่นๆ ด้วย แม้แค่เศษหิน ที่แค่ก่อนปล่อยตู้ออกจากลาน
ให้มีคนตรวจดูสักนิด ถ้าเป็นลานปลักจริงๆ

*** Twist Lock ล็อคตู้ Container กับหางลาก มีล็อค และใช้ได้จริง ครบไหม ?
Twist Lock ล็อคตู้ Container ชื่อมันบอกอยู่โต้งๆ เลย ว่า ใช้ล็อค
โดยปกติ ตู้ Container จะมีหูล็อคตู้ 8 หู คือ บน 4 ล่าง 4
เพื่อใช้ยึด หรือ ยก ตู้ Container เพื่อเคลื่อนย้าย หรือ ยึดไม่ให้ขยับไปไหน

เคยเจอ ตู้ Container ร่วงจากหางลาก ทับรถ หรือ ชาวบ้านไหม ?
ก็ไอ้พวก หางลาก ที่วิ่งกัน โดยไม่หมุน Twist Lock ให้มันล็อค หรือ ไม่มี Twist Lock
เวลาเลี้ยวโค้งทีนึง ถ้าใส่แรงๆ ก็มีกลิ้งมาบนถนน ชาวบ้านเดือดร้อนอีก


ในภาพ โชคดีแรก คือ เป็นตู้เปล่า
โชคดีที่สอง คือ ไม่ทับรถ หรือ คน ที่อยู่บริเวณนั้น
แต่ ! ... เราไม่ทำงาน และใช้ชิวิตโดยอาศัย โชคช่วยหรอกครับ
มีภาพที่ ตู้เหล่านี้หล่นทับรถชาวบ้าน ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
อย่าเอามาลงเลยครับ อนาถ และทำให้แค้นเคืองกันเปล่าๆ

แล้วทำไงดีล่ะ กะไอ้เหตุการณ์แบบนี้ ?
หรือจะป้องกันยังไง ก็กลับมาที่ลานตู้อีกน่านแหละครับ
เมื่อมีรถมารับตู้ Container ทั้งตู้เปล่า และ ตู้หนักไปคืนท่าเรือ
ต้องตรวจหางลากก่อนครับ ว่ามี Twist Lock เพียงพอไหม 

กติกาง่ายๆ ครับ อย่างน้อย 3 หูล็อค ไม่งั้นไม่โหลดตู้ขึ้นให้
วิธีการเหล่านี้ จะช่วยขจัดรถที่ใช้หางลากไม่ได้ มาตรฐาน ส่วนหนึ่งไปได้

ก่อนปล่อยตู้ออกจากลานตู้ ก็สำรวจ ว่าได้หมุน Twist Lock แล้วหรือยัง

อย่าให้เหตุการณ์ หรือ อุบัติเหตุ เกิดจาก ความไม่รับผิดชอบต่อสังคมเลย
องค์กร หรือลานปลัก ที่ไหน ไม่ปรับตัว หรือ ไม่รับผิดชอบเพียงพอ ก็เดือดร้อนชาวบ้านไป
ไม่วันไหน ก็ อาจจะถึงเวลาที่พลาดสักวัน 
ป้องกันเถอะครับ

 

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

I don’t want to miss a thing : AeroSmith

I don’t want to miss a thing : AeroSmith


I could stay awake just to hear you breathing
เมื่อยามลืมตาตื่นขึ้นมาครั้งใด ก็ยังคงได้ยินเสียงลมหายใจของเธอ
Watch you smile while you are sleeping
หันไปมองดูเธอยิ้มพราย ยามหลับฝัน
While you're far away and dreaming
ในยามที่เธอ ล่องลอยไปในจินตนาการแห่งฝัน
I could spend my life in this sweet surrender
ฉันเองก็ยอมใช้ชีวิต และสยบอยู่ในรอยยิ้มที่แสนหวานนี้
I could stay lost in this moment forever
ฉันอยากจะฝังตัวเอง อยู่ในช่วงเวลานี้ตลอดไป
Where every moment spent with you is a moment I treasure
ทุกขณะที่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันนั้น เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก
***
Don't wanna close my eyes, I don't wanna fall asleep
โปรดอย่าปิดดวงตาของฉัน . ฉันไม่อยากหลับตาลง
'Cause I'd miss you baby and I don't wanna miss a thing
เพราะฉันคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
'Cause even when I dream of you the sweetest dream would never do
เพราะแม้แต่ในขณะที่ฉันฝันถึงเธอ มันก็ช่างหอมหวานเหลือเกิน
I'd still miss you baby and I don't want to miss a thing
ฉันยังคงคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
***
Lying close to you feeling your heart beating
แค่นอนอยู่ใกล้ๆ ก็รับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจเต้น
And I'm wondering what you're dreaming
และฉันสงสัยในสิ่งที่เธอฝัน
Wondering if it's me you're seeing
ในฝันนั้น อาจเป็นฉัน ที่เธอมองดูเช่นกัน กับที่ฉันมองเธอ
Then I kiss your eyes and thank God we're together
แล้วฉันก็จูบลงบนดวงตาของเธอ และขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราอยู่ด้วยกัน
I just wanna stay with you in this moment forever, forever and ever
ฉันเพียงแค่อยากจะอยู่กับเธออย่างนี้ ตลอดไปนานแสนนาน
***
Don't wanna close my eyes, I don't wanna fall asleep
โปรดอย่าปิดดวงตาของฉัน . ฉันไม่อยากหลับตาลง
'Cause I'd miss you baby and I don't wanna miss a thing
เพราะฉันคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
'Cause even when I dream of you the sweetest dream would never do
เพราะแม้แต่ในขณะที่ฉันฝันถึงเธอ มันก็ช่างหอมหวานเหลือเกิน
I'd still miss you baby and I don't want to miss a thing
ฉันยังคงคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
***
I don't wanna miss one smile, I don't wanna miss one kiss
ฉันไม่อยากพลาดเพียงเสี้ยวรอยยิ้ม, ฉันไม่อยากพลาดสักเพียงจุมพิต
I just wanna be with you, right here with you, just like this
ฉันเพียงต้องการแค่อยู่กับเธอ, ที่นี่กับเธอ ดั่งเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้
I just want to hold you close, feel your heart so close to mine
ฉันแค่อยากกอดเธอแน่นๆ, ให้รู้สึกถึงหัวใจของเรา ที่แนบชิดกัน
And just stay here in this moment for all the rest of time
และเพียงแค่อยู่อย่างนี้ แบบนี้ ตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ก็พอใจแล้ว
***
Don't wanna close my eyes, I don't wanna fall asleep
โปรดอย่าปิดดวงตาของฉัน . ฉันไม่อยากหลับตาลง
'Cause I'd miss you baby and I don't wanna miss a thing
เพราะฉันคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
'Cause even when I dream of you the sweetest dream would never do
เพราะแม้แต่ในขณะที่ฉันฝันถึงเธอ มันก็ช่างหอมหวานเหลือเกิน
I'd still miss you baby and I don't want to miss a thing
ฉันยังคงคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
***
Don't wanna close my eyes, I don't wanna fall asleep
โปรดอย่าปิดดวงตาของฉัน . ฉันไม่อยากหลับตาลง
'Cause I'd miss you baby and I don't wanna miss a thing
เพราะฉันคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
'Cause even when I dream of you the sweetest dream would never do
เพราะแม้แต่ในขณะที่ฉันฝันถึงเธอ มันก็ช่างหอมหวานเหลือเกิน
I'd still miss you baby and I don't want to miss a thing
ฉันยังคงคิดถึงเธอ และไม่อยากคลาดสายตาไปจากเธอ
***
Don't wanna close my eyes, I don't wanna fall asleep
โปรดอย่าปิดดวงตาของฉัน . ฉันไม่อยากหลับตาลง
Yeah, I don't wanna miss a thing
ก็ฉันไม่ต้องการจะพรากจากเธอ แม้เพียงสักครั้ง
**********
ฟังกี่ที ก็ โคตรหวาน ... ภาษาวัยรุ่น ว่า หวาน ..... แสร......ด.....

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

November Rain - Gun N' Roses : ฝนเดือนพฤศจิกายน - ภาคแปล

November Rain : Gun ‘N Roses

When I look into your eyes
ยามที่ฉันได้มองเห็นแววตาของเธอ
I can see a love restrained
กลับมองเห็นความรักที่ถูกพันธนาการในนั้น
But darlin' when I hold you
ที่รัก... เมื่อยามที่ฉันโอบกอดเธอ
Don't you know I feel the same
รู้ไหมว่า ฉันก็รับรู้ความรู้สึกเช่นนั้น

'Cause nothin' lasts forever
จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก
And we both know hearts can change
เราต่างก็รู้ว่า ใจของคนเราอาจ อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงได้
And it's hard to hold a candle
ดั่งการจุดเทียนส่องหาหนทางออกของเรา
In the cold November rain
ท่ามกลางฝนหนาวเดือนพฤศจิกา

We've been through this such a long long time
เราต่างผ่านเวลา ของความลำบากร่วมกันมายาวนาน
Just tryin' to kill the pain
ฟันฝ่าปัญหามาหลากหลาย

But lovers always come and lovers always go
แต่ความรัก มักผ่านมา แล้วก็ ผ่านไป
An no one's really sure who's lettin' go today
ไม่มีใครรู้ได้แน่ว่า วันไหน ใครจะจากใครไป ในวันนี้
Walking away
หรือ วันไหน ก็ย่อมมีจากไป

If we could take the time to lay it on the line
หากเราให้เวลากัน อีกสักนิด เมื่อถึงจังหวะที่ควร
I could rest my head
ให้ฉันได้ผ่อนคลาย
Just knowin' that you were mine
ฉันก็จะรู้ว่า เธอก็ยังคงรักฉัน
All mine
นั่นแปลว่า เรายังคงรักกัน ... ไม่ใช่หรือ

So if you want to love me
ถ้าหากเธอยังคงรักฉันจริง
then darlin' don't refrain
ก็จงอย่าเก็บงำไว้
Or I'll just end up walkin'
หรือหากวันนึง ฉันตัดใจ เดินจากไป
In the cold November rain
ท่ามกลางฝนหนาวเดือนพฤศจิกา

Do you need some time...on your own
เธอต้องการเวลาอีกบ้างไหม ... เวลาส่วนตัวของเธอ
Do you need some time...all alone
เธอต้องการเวลาอีกบ้างไหม ... เพื่ออยู่ตามลำพังกับตัวเอง
Everybody needs some time...on their own
ทุกคนต่างต้องการเวลา ... ที่เป็นเวลาส่วนตัว
Don't you know you need some time...all alone
เธอรู้ไหมว่า เธอต้องการเพียงบางเวลาเท่านั้น ... เพื่ออยู่ตามลำพังกับตัวเอง

I know it's hard to keep an open heart
ฉันรู้ว่า มันยากที่จะ เก็บงำ หรือ เปิดเผยใจ
When even friends seem out to harm you
เมื่อเพื่อนๆต่างมองดูความปวดร้าวของเธอ
But if you could heal a broken heart
แต่หากเธอข้ามผ่านความปวดร้าวนี้ไป
Wouldn't time be out to charm you
นั่นจะเป็นความภาคภูมิใจในตัวเอง

Sometimes I need some time...on my own
บางครั้ง ฉันต้องการเพียงบางเวลา ... ที่เป็นเวลาของตัวเอง
Sometimes I need some time...all alone
บางครั้ง ฉันต้องการเพียงเวลา ... เพื่ออยู่ตามลำพังกับตัวเอง
Everybody needs some time...on their own
ทุกคนต่างต้องการเวลา ... ที่เป็นเวลาส่วนตัว
Don't you know you need some time...all alone
เธอรู้ไหมว่า เธอต้องการเพียงบางเวลาเท่านั้น ... เพื่ออยู่ตามลำพังกับตัวเอง

And when your fears subside
เมื่อความหวาดวิตกในตัวเธอลดลงไป
And shadows still remain
และแม้เงาร้ายที่ครอบงำ ยังคงอยู่
I know that you can love me
ฉันรู้ว่าเธอยังคงรักฉันอยู่
When there's no one left to blame
แม้ว่า จะไม่มีใครว่าเธอแล้วก็ตาม

So never mind the darkness
ฉะนั้น อย่างกังวลกับความมืดสลัว
We still can find a way
เราต่างพร้อมที่จะฝ่าฟันไปพร้อมๆกัน

'Cause nothin' lasts forever
จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก
Even cold November rain
แม้กระทั่ง ฝนหนาวเดือนพฤศจิกา


.....
ท่อน Solo ต่อจากนี้ บาดหัวใจดีแท้

.....
Don't ya think that you need somebody
เธอคิดไหมว่า ตัวเองต้องการใครสักคน
Don't ya think that you need someone
เธอคิดไหมว่า ตัวเองต้องการใครสักคน
Everybody needs somebody
คนเราต่างต่างก็ต้องการใครสักคน
You're not the only one
ใช่เพียงแค่เธอเท่านั้น
You're not the only one
ไม่ใช่แค่เธอเพียงคนเดียวหรอก


แปลคราวนี้ ไม่มีอารมณ์ ฝนหลาก น้ำท่วม หลายที่ของประเทศประกอบ
ส่วนตัวล้วนๆ ก็ชอบเพลงนี้นี่นา ร่ายมนต์ไป 9 นาทีกว่าๆ สำหรับ Gun ‘N Roses