คิดและอึดอัดใจมาหลายเพลา กับสถานการณ์บอลไทย
ตั้งแต่มีการอัดฉีดเม็ดเงิน มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ น่าสนใจ (แปลว่า น่าสนใจ นะครับ ไม่ใช่ แปลว่า ดี หรือ ไม่ดี)
น่าสนใจอย่างไร
มีเม็ดเงิน องค์กร ธุรกิจ เข้ามาสนับสนุน
มีการจัดการ บริหาร อย่างเป็นระบบ
มีการฟ้องร้อง โดยใช้กระบวนการทางกฎหมาย ช่วยตัดสิน
แล้วก็ต้องออกตัวก่อน ว่า เป็นแค่คนดูบอลในไทย
ดูตั้งแต่ ขาสั้น สนามโรงเรียน สนามใหญ่ กว่า 20 ปี
ที่เป็นการแข่่งขันจริงๆ ไม่นับ เตะหา่ค่าน้ำสนุกๆ อีกนับไม่ถ้วน
เล่นเองก็เอา สนุกๆ จนไหล่หัก ต้องพักตัวเองไป
กลับเข้ามาเรื่องทีมบอลสโมสรในไทย
เมื่อคืน (26/08/2010) ได้ข่าวจาก ทีวี
มีทีมบอล 2 ทีม ทะเลาะกัน ไล่เตะ กระทืบกัน ไม่เว้นกรรมการ ก็โดน !
ไม่ใช่ครั้งแรก ของวงการนี้ครับ ทุกคนรู้อยู่แล้วน่า
เข้าใจครับ ทุกคนมุ่งมั่น ต้องการชัยชนะ เป็นสิ่งที่ดี (แปลว่า ดี ไม่ใช่แปลว่า ถูก หรือ ผิด)
เข้ามาวิธืแก้ไข ป้องกัน กันดีกว่า
วินัย
ครับ เรื่องของวินัย เป็นสิ่งสำคัญ
บทลงโทษ ที่รุนแรง
ต้องมองก่อนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่เรื่องการกระทบกระทั่ง
กรุณาแยกให้ออก ถ้าคนที่โดนกระทืบไม่หนี ตาย! ได้เลยนะครับ
ที่ใส่อยู่ ไม่ใช่รองเท้าแตะ รู้ใช่ไหม ?
ผมยกตัวอย่าง การจัดการกรณี งานเลี้ยงปีใหม่ ในบริษัท
เด็กหนุ่มรุ่นกระทง วัยกะลังหาเรื่อง ร้อยกว่าคน
มีทั้งชอบพอกัน ไม่ชอบพอกัน
กติกา ง่ายๆ ครับ
ใครลงมือก่อน ผมจะไล่ออก สถานเดียว
หากคนโดน โต้ตอบ ด้วยการลงไม้ลงมือ ไล่ออก เช่นเดียวกัน
ใครเจตนา ยั่วยุ กวนทีน มีเจตนา สร้างเรื่อง
ผมจับไปขังในตู้ หรือ ไล่่ออกจากงานเลี้ยง
เปิดงานมา โดนใบเตือน หรือ อื่นๆ ตามความรุนแรง
กติกา ที่ไหนๆ ก็มี ลักษณะแบบนี้
นักฟุตบอลในไทย ก็เช่นกัน
คนที่คุมทีม ไม่กล้าลงโทษหรือ ?
กลัวดาวดังของทีมหรือ ?
ทีมอยู่ท้ายตาราง แต่มีเกียรติ คนก็นับถือ และตามเชียร์
ขอโทษแฟนทั้ง 2 ทีมในภาพครับ
ผมขอเอาภาพมาประกอบ ไม่อยากเอาภาพ นักฟุตบอลของทีมสโมสรในไทย
เดี่ยวคนจะว่า ลำเอียง ว่าเอาทีมโปรดฉันมาลง ทีมอื่น ก็มีเรื่องกัน ...โอย...เดี๋ยวคิดกันยาว
ขอเชียร์ครับ ลงโทษ ให้หนัก แบนกันยาวๆ ส่งไปตัดหญ้าในสนามแทน ก็ได้ถ้าว่างมาก
ในทีม มีไม่กี่คน ยังปกครองไม่ได้ เกรงกลัวบารมีนักเตะหรือ ?
รวมถึงเรื่อง ทีมสโมสร ที่่ฟ้อง บ. ไทยพรีเมียร์ฯ อีก
พอโดนฟ้อง เป็นตัวเงินเยอะ ก็หนาวซีครับ
เหตุการณ์จริงเป็นอย่างไร ให้เป็นเรื่องของกระบวนการไต่สวน
แต่หากผมเห็นว่า ใครลงมือ ผมไล่ออก สถานเดียว
ไม่ดู ทีมของมันแข่ง ไม่สนับสนุนทุกอย่าง
จนกว่า.... จะไม่มีนักฟุตบอลพวกนี้เหลืออยู่
แม้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ จะไม่หายไป แต่ เหลือปีละครัง ยังรับได้ ไม่ใช่เดือนละครั้งแบบนี้
ค้นหาบล็อกนี้
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ขอคนละคำสัญญา...กับการทิ้งขยะ...คุณทำได้ไหม
พอดี วันนี้ อดรนทนไม่ไหวจริงๆ กับภาพขยะเกลื่อนกรุงเทพฯ ยามเช้า
เห็นภาพคนเก็บ กวาดขยะ ทำงานตั้งแต่ ก่อนพระอาทิตย์จะโผล่จากฟ้า
ภาพต่างๆ ที่เคยเห็น โผล่มาในหัว เป็นภาพเดิมๆ เท่าที่พอจะนึกออก
พนักงานรถทัวร์ ทิ้งขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ลงท่อระบายน้ำ - ท่ารถภูเก็ต
สาวกระโปรงสั้น พยายามทิ้งตั๋วรถเมล์อย่างแนบเนียบ - ป้ายรถเมล์ อนุเสาวรีย์ชัยฯ
ไอ้หนุ่มแต่งตัวแบบฮิบฮอบ ทิ้งแก้วกาแฟจากร้านกาแฟแสนแพงตรงเสาบังแดดของป้ายรถเมล์ - ถนนสุขุมวิทย่านกลางเมืองกรุง
ยัปปี้หนุ่ม เดินเตะถุงกระดาษไปให้พ้นๆทาง ระหว่างเดินไปทำงานยามเช้า - ย่านสีลม
สาวคาราโอเกะ ดีดบุหรี่ทิ้งลงพื้นถนนยามค่ำคืนที่เงียบเหงา - ซอยธนิยะ
ฯลฯ
มีอีกมากมายหลายเหตุการณ์ ที่มีผู้คนมากมาย ทั้งในเมืองกรุง และ ต่างจังหวัด
ต่างรุมกระทำการ ทำร้ายบ้านเมืองตัวเองอย่างไม่แยแส (เวอร์ไปไหมล่ะ....เหอ...เหอ...)
ใครผิดล่ะ ?
ไอ้คนที่ทิ้งขยะมั่ว มันคงบอกว่า
"ก็ไอ้ผู้ว่าฯ มันเอาถังขยะไปไว้ไหน(วะ) ทำไมไม่เอามาให้อยู่ใกล้ๆผ๊ม...." (อันนี้ เอาฮานะ อย่าซีเรียส)
มันไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไร กับการถือขยะ ที่เกิดจากตัวเอง ทิ้งมันลงไปในถังขยะ
หรือ ถ้า กทม. หรือ แถวนั้น มันไม่มีถังขยะให้เห็น ก็เก็บไว้ เดินไปอีกหน่อยก็เจอ
ผมเชื่อว่าเจอแน่นอน ....จริงๆ เชื่อผมเถอะ ผมเห็นอยู่ มันมีถังขยะทั่วกรุงเทพฯน่า
กลับมาที่หัวข้อของเรื่องนี้
ไม่ได้ต้องการ หรือ ร้องขออะไรที่ยากเกินความสามารถ
แค่สัญญากับตัวเอง ว่าจะไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด แค่นั้นแหละ พอ
แค่นี้เอง...."ทำได้ไหมเพ่...."
เห็นภาพคนเก็บ กวาดขยะ ทำงานตั้งแต่ ก่อนพระอาทิตย์จะโผล่จากฟ้า
ภาพต่างๆ ที่เคยเห็น โผล่มาในหัว เป็นภาพเดิมๆ เท่าที่พอจะนึกออก
พนักงานรถทัวร์ ทิ้งขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ลงท่อระบายน้ำ - ท่ารถภูเก็ต
สาวกระโปรงสั้น พยายามทิ้งตั๋วรถเมล์อย่างแนบเนียบ - ป้ายรถเมล์ อนุเสาวรีย์ชัยฯ
ไอ้หนุ่มแต่งตัวแบบฮิบฮอบ ทิ้งแก้วกาแฟจากร้านกาแฟแสนแพงตรงเสาบังแดดของป้ายรถเมล์ - ถนนสุขุมวิทย่านกลางเมืองกรุง
ยัปปี้หนุ่ม เดินเตะถุงกระดาษไปให้พ้นๆทาง ระหว่างเดินไปทำงานยามเช้า - ย่านสีลม
สาวคาราโอเกะ ดีดบุหรี่ทิ้งลงพื้นถนนยามค่ำคืนที่เงียบเหงา - ซอยธนิยะ
ฯลฯ
มีอีกมากมายหลายเหตุการณ์ ที่มีผู้คนมากมาย ทั้งในเมืองกรุง และ ต่างจังหวัด
ต่างรุมกระทำการ ทำร้ายบ้านเมืองตัวเองอย่างไม่แยแส (เวอร์ไปไหมล่ะ....เหอ...เหอ...)
ใครผิดล่ะ ?
ไอ้คนที่ทิ้งขยะมั่ว มันคงบอกว่า
"ก็ไอ้ผู้ว่าฯ มันเอาถังขยะไปไว้ไหน(วะ) ทำไมไม่เอามาให้อยู่ใกล้ๆผ๊ม...." (อันนี้ เอาฮานะ อย่าซีเรียส)
มันไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไร กับการถือขยะ ที่เกิดจากตัวเอง ทิ้งมันลงไปในถังขยะ
หรือ ถ้า กทม. หรือ แถวนั้น มันไม่มีถังขยะให้เห็น ก็เก็บไว้ เดินไปอีกหน่อยก็เจอ
ผมเชื่อว่าเจอแน่นอน ....จริงๆ เชื่อผมเถอะ ผมเห็นอยู่ มันมีถังขยะทั่วกรุงเทพฯน่า
กลับมาที่หัวข้อของเรื่องนี้
ไม่ได้ต้องการ หรือ ร้องขออะไรที่ยากเกินความสามารถ
แค่สัญญากับตัวเอง ว่าจะไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด แค่นั้นแหละ พอ
แค่นี้เอง...."ทำได้ไหมเพ่...."
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
หัวใจพ่อ หัวใจลูก
23 มกราคม 2010 เวลา 17.30 น.
พ่อลูก กำลังดูทีวี เพื่อรอละคร ที่พ่อลูก ชอบดูด้วยกัน ทางช่อง 9 : บางรักซอยเก้า
ระหว่างนั่งรอ ลูกชายตัวดี ก็บอกพ่อว่า "พ่อ ผมปวดหัว"
ผมดึงลูกชาย ที่นอนอยูใกล้ๆมากอด เอาหัวหนุนแขนเหมือนที่เคยเป็นปกติ
"เล่นเกมส์มากไปป่าว" ผมเอ่ยถึงเกมส์ขนาดเล็ก ที่พกพาได้ เป็นแบบเกมส์เลี้ยงสัตว์ประมาณนั้น
เพราะขนาดจอมีขนาดเล็ก การเพ่งมองมากๆ อาจจะทำให้ปวดหัวได้
สักพัก น้ำตาลูกไหลครับ
"เอ..การปวดหัวนี่ทำให้ น้ำตาไหลได้เลยหรอ" ผมคิดในใจ
ก็เลยถามลูกใหม่ "กินยาไหม เดี๋ยวพ่อไปหามาให้"
ลูกชายตอบ "ไม่หรอกครับ"
ผ่านไปพักใหญ่ จนละครมา ลูกชายยังคงนอนอยู่บนแขนพ่อเหมือนเดิม
หันไปมองลูกชาย น้ำตายังคลอ ไหลออกทางหางตา
"มีอะไรหรือเปล่าลูก" ผมถามอีกครั้ง เพราะมั่นใจว่า แค่ปวดหัว ไม่ทำให้น้ำตาลูกไหลได้นานขนาดนี้
"มีอะไร คุยกับพ่อได้นะ เราคุยกันได้นี่ลูก"
ลูกชายตอบ "ผมพูดไป กลัวพ่อเสียใจ" คำพูดเพียงแค่นี้ ทำให้น้ำตาพ่อไหลได้แล้วลูก
น้ำตาผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว มันไหลออกมาอยู่ในใจ ไม่สามารถให้ลูกเห็น หรือรับรู้ได้
"ไม่เป็นไรหรอกลูก คุยกัน เรื่องไหน พ่อก็รับได้" ผมพูดไป ยิ้มไป แบบเจื่อนๆ ไม่รู้ใจลูกเลย ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
"ผมคิดถึงแม่ครับ" ลูกชายตอบ "ผมขอโทษนะครับพ่อ" ลูกชายย้ำอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรหรอกลูก เราคุยกันได้ บอกกันได้...อืม....ทำไมล่ะลูก เบื่อหรอ"
ที่ผมถามแบบนี้ เพราะเข้าใจในสถานการณ์ครอบครัวตัวเองดี
เราคุยกันประสาพ่อลูกอีกมากมาย เหมือนวันที่เราเปิดใจคุยกันอย่างจริงๆ
แม้ลูกจะพูดออกมาไม่ได้หมดทุกอย่าง อย่างที่เขาคิด
"ผมรู้ว่า พ่อ กับแม่เลิกกัน แต่ผมก็อยากมีครอบครัวเหมือนคนอื่น"
คำพูดของลูกชาย ทำให้พ่ออึ้งไปชั่วขณะ
"หมายความว่า พ่อต้องหาคนมาอยู่ด้วยหรอลูก" ผมถามย้ำสิ่งที่ผมเข้าใจ จากคำพูดลูกชาย
"ก็ดีนะครับ" ลูกชายตอบ
"กรูจะไปหา หมา แมว ที่ไหนดีวะ" ผมคิดอย่างเอาสนุกๆ เพื่อลดแรงกดดันทางความคิดตัวเอง
บางที นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง ของชีวิตผม
ผมล่ะ อยากเปลี่ยน พร้อมเปลี่ยน หรือยัง
พ่อลูก กำลังดูทีวี เพื่อรอละคร ที่พ่อลูก ชอบดูด้วยกัน ทางช่อง 9 : บางรักซอยเก้า
ระหว่างนั่งรอ ลูกชายตัวดี ก็บอกพ่อว่า "พ่อ ผมปวดหัว"
ผมดึงลูกชาย ที่นอนอยูใกล้ๆมากอด เอาหัวหนุนแขนเหมือนที่เคยเป็นปกติ
"เล่นเกมส์มากไปป่าว" ผมเอ่ยถึงเกมส์ขนาดเล็ก ที่พกพาได้ เป็นแบบเกมส์เลี้ยงสัตว์ประมาณนั้น
เพราะขนาดจอมีขนาดเล็ก การเพ่งมองมากๆ อาจจะทำให้ปวดหัวได้
สักพัก น้ำตาลูกไหลครับ
"เอ..การปวดหัวนี่ทำให้ น้ำตาไหลได้เลยหรอ" ผมคิดในใจ
ก็เลยถามลูกใหม่ "กินยาไหม เดี๋ยวพ่อไปหามาให้"
ลูกชายตอบ "ไม่หรอกครับ"
ผ่านไปพักใหญ่ จนละครมา ลูกชายยังคงนอนอยู่บนแขนพ่อเหมือนเดิม
หันไปมองลูกชาย น้ำตายังคลอ ไหลออกทางหางตา
"มีอะไรหรือเปล่าลูก" ผมถามอีกครั้ง เพราะมั่นใจว่า แค่ปวดหัว ไม่ทำให้น้ำตาลูกไหลได้นานขนาดนี้
"มีอะไร คุยกับพ่อได้นะ เราคุยกันได้นี่ลูก"
ลูกชายตอบ "ผมพูดไป กลัวพ่อเสียใจ" คำพูดเพียงแค่นี้ ทำให้น้ำตาพ่อไหลได้แล้วลูก
น้ำตาผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว มันไหลออกมาอยู่ในใจ ไม่สามารถให้ลูกเห็น หรือรับรู้ได้
"ไม่เป็นไรหรอกลูก คุยกัน เรื่องไหน พ่อก็รับได้" ผมพูดไป ยิ้มไป แบบเจื่อนๆ ไม่รู้ใจลูกเลย ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
"ผมคิดถึงแม่ครับ" ลูกชายตอบ "ผมขอโทษนะครับพ่อ" ลูกชายย้ำอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรหรอกลูก เราคุยกันได้ บอกกันได้...อืม....ทำไมล่ะลูก เบื่อหรอ"
ที่ผมถามแบบนี้ เพราะเข้าใจในสถานการณ์ครอบครัวตัวเองดี
เราคุยกันประสาพ่อลูกอีกมากมาย เหมือนวันที่เราเปิดใจคุยกันอย่างจริงๆ
แม้ลูกจะพูดออกมาไม่ได้หมดทุกอย่าง อย่างที่เขาคิด
"ผมรู้ว่า พ่อ กับแม่เลิกกัน แต่ผมก็อยากมีครอบครัวเหมือนคนอื่น"
คำพูดของลูกชาย ทำให้พ่ออึ้งไปชั่วขณะ
"หมายความว่า พ่อต้องหาคนมาอยู่ด้วยหรอลูก" ผมถามย้ำสิ่งที่ผมเข้าใจ จากคำพูดลูกชาย
"ก็ดีนะครับ" ลูกชายตอบ
"กรูจะไปหา หมา แมว ที่ไหนดีวะ" ผมคิดอย่างเอาสนุกๆ เพื่อลดแรงกดดันทางความคิดตัวเอง
บางที นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง ของชีวิตผม
ผมล่ะ อยากเปลี่ยน พร้อมเปลี่ยน หรือยัง
วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ภูเก็ต ไม่ได้มีแค่้ทะเล - ภาคมากกว่า ว่างเปล่า
19/07/2010 :
ท่านประธานมารับ แต่เช้า ไปติดต่อธุรกิจกันอีกครั้ง
ไม่มีอะไรมากมาย ข้ามมาจนเดินทางกลับ
วันนี้ไำม่มีอะไรมากมาย ไม่มีัความตื่นเต้น โลดโผน
งานๆๆๆๆ แล้วก็ธุรกิจ
จนท่านประธานมาส่งสนามบิน
อ๊ะ....เห็นมีรถโดยสารภูเก็ตสนามบินแฮะ วันหลังจะมาลองซะหน่อย
วิ่งผ่านเส้นทางในทอนด้วย แม้จะไม่ได้ติดทะเล แต่ก็แปลกตาดีกว่า ถนนหลักที่มีแต่รถรา วิ่งไปมา

อ้าว วันนี้ นกเหล็กปีกแดงด้วยหรอ
ไม่เคยได้สังเกตุมันซะที เพิ่งได้เห็น
รอบนี้ได้นั่งกลางๆ ช่วงหลังๆ เลยไม่ได้สบตา แอร์สาวสวย เหมือนขามา
ตอนขามา ได้นั่งแถวหน้าสุด
ได้นั่งส่งยิ้มหวานๆ ให้แอร์สาวสวยอย่างสม่ำเสมอ
เธอคงคิดในใจ "ฉันมีสามีแล้วย่ะ ไอ้ทะลึ่ง"
ส่วนผมก็คิดในใจ "ลูกพี่น่ะ 11 ขวบแล้วน้อง"
เหอ.....เหอ.....
เข้าเขตกรุงเทพฯ ละ
เออ...มุมนี้ไม่เคยเห็นแฮะ..
มุมนี้ เจอกันบ่อย ทั้งทางอากาศ และทางพื้นดิน
ท่าเรือ กรุงเทพฯ นี่เอง
อันนี้ มุมที่คุ้นเคยกันดี ริมสนามบินสุวรรณภูมิ
เฮ๊อ...กลับมาทำงานต่อ
ไปทะเลไม่ได้สัมผัสทะเล แต่ก็คุ้ม
ไม่มีอะไรมากมาย ข้ามมาจนเดินทางกลับ
วันนี้ไำม่มีอะไรมากมาย ไม่มีัความตื่นเต้น โลดโผน
งานๆๆๆๆ แล้วก็ธุรกิจ
จนท่านประธานมาส่งสนามบิน
อ๊ะ....เห็นมีรถโดยสารภูเก็ตสนามบินแฮะ วันหลังจะมาลองซะหน่อย
วิ่งผ่านเส้นทางในทอนด้วย แม้จะไม่ได้ติดทะเล แต่ก็แปลกตาดีกว่า ถนนหลักที่มีแต่รถรา วิ่งไปมา
อ้าว วันนี้ นกเหล็กปีกแดงด้วยหรอ
ไม่เคยได้สังเกตุมันซะที เพิ่งได้เห็น
รอบนี้ได้นั่งกลางๆ ช่วงหลังๆ เลยไม่ได้สบตา แอร์สาวสวย เหมือนขามา
ตอนขามา ได้นั่งแถวหน้าสุด
ได้นั่งส่งยิ้มหวานๆ ให้แอร์สาวสวยอย่างสม่ำเสมอ
เธอคงคิดในใจ "ฉันมีสามีแล้วย่ะ ไอ้ทะลึ่ง"
ส่วนผมก็คิดในใจ "ลูกพี่น่ะ 11 ขวบแล้วน้อง"
เหอ.....เหอ.....
เข้าเขตกรุงเทพฯ ละ
เออ...มุมนี้ไม่เคยเห็นแฮะ..
มุมนี้ เจอกันบ่อย ทั้งทางอากาศ และทางพื้นดิน
ท่าเรือ กรุงเทพฯ นี่เอง
อันนี้ มุมที่คุ้นเคยกันดี ริมสนามบินสุวรรณภูมิ
เฮ๊อ...กลับมาทำงานต่อ
ไปทะเลไม่ได้สัมผัสทะเล แต่ก็คุ้ม
ภูเก็ต ไม่ได้มีแค่้ทะเล - ภาคว่างเปล่า
18/07/2010 :
วันต่อมา ท่านประธาน พาไปหาที่สูบบุหรี่ของแก
อารมณ์ไหน(วะ) ต้องสูบบุหรี่ ริมทะเล
เรามันผู้น้อย ไปก็ไป ไปที่สะพานหิน เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์หลัก 60 ปี ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่กัปตันเอ็ดเวิร์ด โธมัสไมล์ ชาวออสเตรเลีย ผู้นำเรือขุดแร่ลำแรกมาใช้ขุดแร่ดีบุกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2452
ปล่อยให้แกสูบบุหรี่ไป ส่วนผม เดินไปที่เก๋งจีนใกล้ๆ ดูอะไรเพลินๆ
เข้าไป ก็เห็นเจ๊ คนนึงกำลังนวดจับเส้น ให้อาแปะอีกคนนึงอยู่
ผมก็เดินเข้าไป ถ่ายรูปไป เผลอไปนั่งตรงธรณีประตูสีแดงแจ๋เลย
เจ๊แกดุใหญ่เลย เขาห้ามนั่งตรงนั้น ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
โอเค ไม่เป้นไร ขอโทษแล แล้วก็เดินจากไปอย่างงงๆ
เดินออกมา ก็จะเจอรูปปั้นเทพเจ้าของรูปแบบจีนอยู่ด้านนอก
ก็เลย ถ่ายรูปไป เดินเล่นไป เรื่อยๆ
ที่นี่อาจจะเป็นที่เดินเล่น พักผ่อนของคนภูเก็ตละมั้งเนี่ย
คิดว่า ตอนเย็นๆ อากาศดีๆ
น่าจะมีคนมาพักผ่อนเยอะขึ้น
หลังจากท่านประธานสูบบุหรี่เสร็จ
ก็เดินทางต่อ คราวนี้ไปธุระเรื่อยเปื่อยตามท่านประธานจะพาไป
ขับรถไป คุยธุรกิจไป คุยเรื่องเที่ยวไป
คืนนี้ เพื่อนท่านประธาน นัดอีกแล้ว
แหม...ต้อนรับแขกบ้าน แขกเมืองดีจริงๆแฮะ
ส่วนผม คืนนี้ ขอเช่าห้องนอนสบายๆ คนเดียว
ไม่อยากไปนอนบ้านท่านประธานละ เพราะลูกเมียแกกลับมาจากกระบี่กัน
ไปก็เกรงใจ แล้วก็ไม่สะดวกผมหลายๆอย่าง
ส่วนคืนนี้ จบที่....โอย....กี่โมงหว่า ....
วันต่อมา ท่านประธาน พาไปหาที่สูบบุหรี่ของแก
อารมณ์ไหน(วะ) ต้องสูบบุหรี่ ริมทะเล
เรามันผู้น้อย ไปก็ไป ไปที่สะพานหิน เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์หลัก 60 ปี ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่กัปตันเอ็ดเวิร์ด โธมัสไมล์ ชาวออสเตรเลีย ผู้นำเรือขุดแร่ลำแรกมาใช้ขุดแร่ดีบุกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2452
ปล่อยให้แกสูบบุหรี่ไป ส่วนผม เดินไปที่เก๋งจีนใกล้ๆ ดูอะไรเพลินๆ
เข้าไป ก็เห็นเจ๊ คนนึงกำลังนวดจับเส้น ให้อาแปะอีกคนนึงอยู่
ผมก็เดินเข้าไป ถ่ายรูปไป เผลอไปนั่งตรงธรณีประตูสีแดงแจ๋เลย
เจ๊แกดุใหญ่เลย เขาห้ามนั่งตรงนั้น ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
โอเค ไม่เป้นไร ขอโทษแล แล้วก็เดินจากไปอย่างงงๆ
เดินออกมา ก็จะเจอรูปปั้นเทพเจ้าของรูปแบบจีนอยู่ด้านนอก
ก็เลย ถ่ายรูปไป เดินเล่นไป เรื่อยๆ
ที่นี่อาจจะเป็นที่เดินเล่น พักผ่อนของคนภูเก็ตละมั้งเนี่ย
คิดว่า ตอนเย็นๆ อากาศดีๆ
น่าจะมีคนมาพักผ่อนเยอะขึ้น
หลังจากท่านประธานสูบบุหรี่เสร็จ
ก็เดินทางต่อ คราวนี้ไปธุระเรื่อยเปื่อยตามท่านประธานจะพาไป
ขับรถไป คุยธุรกิจไป คุยเรื่องเที่ยวไป
คืนนี้ เพื่อนท่านประธาน นัดอีกแล้ว
แหม...ต้อนรับแขกบ้าน แขกเมืองดีจริงๆแฮะ
ส่วนผม คืนนี้ ขอเช่าห้องนอนสบายๆ คนเดียว
ไม่อยากไปนอนบ้านท่านประธานละ เพราะลูกเมียแกกลับมาจากกระบี่กัน
ไปก็เกรงใจ แล้วก็ไม่สะดวกผมหลายๆอย่าง
ส่วนคืนนี้ จบที่....โอย....กี่โมงหว่า ....
ภูเก็ต ไม่ได้มีแค่้ทะเล - ภาคฝนปรอย
ด้วยความที่ว่างจัด แล้วก็อดอยาก ไม่ได้เสพน้ำทะเลมาเกือบ 5 เดือน
กระเหรี่ยงชรา ก็หาจังหวะเดินทาง ป้องกันการลงแดงจากการขาดไออุ่นของทะเลอย่างรุนแรง
17/07/2010 : เดินทางได้
เที่ยงตรงเลิกงาน ไปสนามบินเลยครับ ไม่สนใจอะไรมา ขอ VISA จากลูกชายแล้วนี่นา
เดินทางราว บ่ายสองกว่าๆ ดีใจๆ จะได้เที่ยวอีกแล้ว เที่ยวคนเดียวก็ไม่เคยเหงา
ขึ้นเครื่อง ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวของเมฆฝน ที่ตั้งท่ารอรับ ก่อนได้สัมผัสไอของทะเล

เริ่มเดินทาง อ้าวนั่งริมหน้าต่างนี่
ก็ถ่ายรูปไปตามระเบียบ(ของผมเอง)
อันนี้ ปากแม่น้ำ

เมฆ ค่อนข้างเยอะแฮะ
แล้วสักพักใหญ่ ก็ใกล้ภูเก็ตละ

เตรียมลงละ
พอลงที่สนามบินภูเก็ตเสร็จ
ก็พอดี ท่านประธานมารับพอดี
ว่าแล้วก็พากันไปทำธุรกิจของท่านประธานนิดหน่อย
แล้วเริ่มด้วยการสังสรร นิดหน่อย ตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน เกือบปี
รุ่งขึ้น ฝนมาเลยครับ ตกๆ หยุดๆ
ท่านประธาน เลยเปลี่ยนโปรแกรม
พาไปเบิกโรงด้วย ATV ครับ
เขาบอกเพื่อนเขาทำอยู่ มันเคยไปแล้ว
พร้อมทั้งสาธยาย หลากหลาย
ดูแล้ว มันจะสนุกตรงไหน(วะ) ก็ขี่เรื่อยๆ นี่
ไปถึงก็ นี่เลยครับ At Hill Adventure
อยู่แถวพระใหญ่ ซอย 51 ถนนอะไรไม่รู้จริงๆ
ไม่ได้จำซะด้วย เอาเป็นว่า ก่อนวัดฉลอง แถวโฮมโปรน่านละ
ท่านประธานแนะนำเพื่อนให้รู้จัก ก็ทักทายกัน แกชื่อ น้าหนุ่ม
สักพักก็ ลองรถในสนามก่อน 1 รอบ ฝึกความคุ้นเคย
บอกตรงๆ อารมณ์นั้น ไม่ได้อยากจะขี่มันเลย
พอขึ้นขี่ในสนาม ก็ใจยังต่อต้านอยู่
แต่ก็เอาวะ แก้เบื่อยามฝนตก ไหนๆ ก็ไม่ได้ทะเลแล้วนี่นา
ลองรถ 1 รอบเสร็จ อ๊อ รถที่นั่นมี 2 แบบแฮะ
คันเร่งเป็นแบบใช้นิ้วโป้ง ดันคันเร่ง
กับบิดแบบ มอเตอร์ไซค์โอเค เอาแบบหลัง น่าจะคุ้นมือกว่า
เริ่มเดินทาง ด้วยทางราดยางธรรมดา ไม่มีไรมาก
ดีเหมืิอนกัน ฝึกความคุ้นเคยกับรถ
เพราะการบังคับ ควบคุม ต่างกันกับมอเตอร์ไซค์มาก
เอาละ ลงทางดินแล้ว ทางยังเรียบๆ ง่ายๆ
สบายหมูอยู่แล้ว แบบนี้
สักพักเริ่มแล้วครับ ไปตามท้องร่อย ถนนขึ้นๆ ลงๆ
เฮ๊ย...มันละ เริ่มสนุก อารมณื ต่อต้านเริ่มหายไป
ทางยิ่งลำบาก ยิ่งสนุก ขึ้นๆ ลงๆ
อารมณ์ของการขับขี่ยิ่งสนุกมาก ต่างกับทางเรียบอย่างสิ้นเชิง
สักพักใหญ่ ราว ครึ่ง ชม. ก็มาถึงจุดชมวิวแรก
โอว...เมื่อแขนใช้ได้เลย ไม่คิดว่าจะเหมือนการออกกำลังกายเลย
น้าหนุ่มบอกว่า จุดที่เรายืน ฝั่งนึง มองเห็นเมืองภูเก็ต
แล้วการได้ขึ้นมาที่สูงๆ แบบนี้ ของชอบของผมเลยครับ
ได้เห็นวิวสวยๆ มองเห็นทะเล
ปกติ ก็จะพาลูกค้ามาที่จุดนี้ แล้วกลับ เพราะราวๆ 1 ชม. พอดี
ส่วนใหญ่ก็ ต่างชาติน่านละครับ
ฝั่งนี้ เป็น กะตะ กะรน
ฝนก็ปรอยๆ กะลังดี
อารมณ์ของการขี่ ATV เหมือนการได้ขับรถ 4WD ลุยถนนเลย
จริงๆ นะ ไม่คิดว่า จะสนุกแบบนี้ จนได้มาลองเอง
น้าหนุ่ม แกจะพาไปต่อ แกบอก มีทางที่สามารถ ทะลุลงเขาไปป่าตองได้ เอาซีครับ กระเหรี่ยงอย่างผมเริ่มติดใจ
จากจุดชมวิวที่ผมยืน มีลานหญ้าให้เดินผ่อนคลายอาการเกร็งข้อมือ เนื่องจาก ผมมันมือใหม่ ATV ย่อมเกร็งเป็นธรรมดา
โดยเฉพาะจังหวะที่ขี่ข้ามท้องร่องน้ำ รถจะเอียง ซ้ายที ขวาที
นี่ละครับ ทำให้ผมสนุกกับมัน
"ทางนี้ลงไปป่าตองได้" น้าหนุ่มบอกผม
"เฮ๊ย...โคตรลึก และชันมากเลยนา" ผมนึกในใจ
น้าแกไม่ได้ยินผมหรอก ขับนำไปอย่างเดียว
อ้าว เพื่อนท่านประธานนี่ น้าแกจัดเต็มๆ
ลงเขาบนถนนที่เป็นหญ้าครับ
จะลื่นกว่าปกติที่เป็นถนนลูกรัง
ลงไปได้สักพักใหญ่ น้าแกต้องจอด
บอกว่า ไปไม่ไหว รถอาจจะลื่น ควบคุมลำบาก
เลยต้องย้อนกลับมา
ผมเห็นด้วยเลยครับ เพราะผมเริ่มลื่นไถล คุมรถยากขึ้นละ
ก็ต้องกลับรถ ในทางแคบๆ ไม่ยากอยู่แล้วสำหรับผม
กลับมาที่จุดชมวิวเดิม แล้ววนออกไปทางใหม่
ขึ้นๆ ลงๆ อีกเช่นเดิม แต่สนุกกว่าเดิม
เพราะ ทางโหดขึ้น แล้วผมก็สนุกกับรถมากขึ้น
ยิ่งการข้ามท้องร่อง ที่ลึก ลาดเอียง ยิ่งชอบ
เชื่อไหมว่า ผมคิดจะซื้อไว้ขี่เล่นกะลูกซักคันเลย
ก็พยายามจะถ่ายรูปน่ะนะ แต่ จอดรถก็ไม่ได้
มันชันตลอด ไม่ขึ้น ก็ลง
ภาพไหวไปหลายภาพ แต่ใจหลักๆก็ห่วงแค่ขี่รถ
ภาพออกมาอย่างไร ว่ากันทีหลัง
ยุคดิจิตอลนี่นา ไม่ต้องกลัวเปลืองฟิล์ม
ขี่มาเรื่อยๆ ออกมาทะลุที่จุดชมวิวอีกที่นึง
เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาขี่ช้างกัน
ส่วนผม ไม่เอาละ เมื่อยแบบไม่รู้ตัว
แต่สนุกสุดๆ ไม่คิดว่า ไอ้รถแบบนี้ จะสนุกได้
คิดว่า อยู่ที่สถานที่ สภาพทาง ด้วยละ
ถ้าคุณจะขี่ทางเรียบๆ อย่าเลย ไม่สนุกแน่นอน
จุดชมวิวนี้ ยังมองเห็นทั้งทะเล ภูเขา
เฮ๊อ....ผ่อนคลายจริงๆเลย
มุมนี้ของภูเก็ต ไม่เคยเจอเลย
สงสัย เราปิดกั้นความคิดตัวเองว่า ต้องทะเล เลยเกือบไม่มีโอกาสได้เห็นภูเก็ตอีกแบบนึง
จุดนี้ละ ที่ ช้างจะเดินเข้าไป จะเห็นจุดพักที่ไกลลับตา
น่าสนุก แต่วันนี้ ต้องเบรคตัวเองก่อนละ
มีภารกิจต่อ หลังจาก ATV นี่นา
น้าหนุ่มบอกว่า จากจุดนี้ เราสามารถ ดับเครื่อง ปล่อยไหลลงไปที่ At Hill Adventure ได้เลย
อ้าว....ได้ซีครับ ลองเลย จัดไปยาวๆ ไหลเร็วมาก
ใจนึงก็กลัวๆนะ ว่าถึงจังหวะเบรคทางโค้งจะเอาไม่อยู่
อาศัยแตะเบรคชลอๆ ในบางช่วง ได้อารมณ์ไปอีกแบบแฮะ
กระเหรี่ยงชรา ก็หาจังหวะเดินทาง ป้องกันการลงแดงจากการขาดไออุ่นของทะเลอย่างรุนแรง
17/07/2010 : เดินทางได้
เที่ยงตรงเลิกงาน ไปสนามบินเลยครับ ไม่สนใจอะไรมา ขอ VISA จากลูกชายแล้วนี่นา
เดินทางราว บ่ายสองกว่าๆ ดีใจๆ จะได้เที่ยวอีกแล้ว เที่ยวคนเดียวก็ไม่เคยเหงา
ขึ้นเครื่อง ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวของเมฆฝน ที่ตั้งท่ารอรับ ก่อนได้สัมผัสไอของทะเล
เริ่มเดินทาง อ้าวนั่งริมหน้าต่างนี่
ก็ถ่ายรูปไปตามระเบียบ(ของผมเอง)
อันนี้ ปากแม่น้ำ
เมฆ ค่อนข้างเยอะแฮะ
แล้วสักพักใหญ่ ก็ใกล้ภูเก็ตละ
เตรียมลงละ
พอลงที่สนามบินภูเก็ตเสร็จ
ก็พอดี ท่านประธานมารับพอดี
ว่าแล้วก็พากันไปทำธุรกิจของท่านประธานนิดหน่อย
แล้วเริ่มด้วยการสังสรร นิดหน่อย ตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน เกือบปี
ท่านประธาน เลยเปลี่ยนโปรแกรม
พาไปเบิกโรงด้วย ATV ครับ
เขาบอกเพื่อนเขาทำอยู่ มันเคยไปแล้ว
พร้อมทั้งสาธยาย หลากหลาย
ดูแล้ว มันจะสนุกตรงไหน(วะ) ก็ขี่เรื่อยๆ นี่
ไปถึงก็ นี่เลยครับ At Hill Adventure
อยู่แถวพระใหญ่ ซอย 51 ถนนอะไรไม่รู้จริงๆ
ไม่ได้จำซะด้วย เอาเป็นว่า ก่อนวัดฉลอง แถวโฮมโปรน่านละ
ท่านประธานแนะนำเพื่อนให้รู้จัก ก็ทักทายกัน แกชื่อ น้าหนุ่ม
สักพักก็ ลองรถในสนามก่อน 1 รอบ ฝึกความคุ้นเคย
บอกตรงๆ อารมณ์นั้น ไม่ได้อยากจะขี่มันเลย
พอขึ้นขี่ในสนาม ก็ใจยังต่อต้านอยู่
แต่ก็เอาวะ แก้เบื่อยามฝนตก ไหนๆ ก็ไม่ได้ทะเลแล้วนี่นา
ลองรถ 1 รอบเสร็จ อ๊อ รถที่นั่นมี 2 แบบแฮะ
คันเร่งเป็นแบบใช้นิ้วโป้ง ดันคันเร่ง
กับบิดแบบ มอเตอร์ไซค์โอเค เอาแบบหลัง น่าจะคุ้นมือกว่า
เริ่มเดินทาง ด้วยทางราดยางธรรมดา ไม่มีไรมาก
ดีเหมืิอนกัน ฝึกความคุ้นเคยกับรถ
เพราะการบังคับ ควบคุม ต่างกันกับมอเตอร์ไซค์มาก
เอาละ ลงทางดินแล้ว ทางยังเรียบๆ ง่ายๆ
สบายหมูอยู่แล้ว แบบนี้
สักพักเริ่มแล้วครับ ไปตามท้องร่อย ถนนขึ้นๆ ลงๆ
เฮ๊ย...มันละ เริ่มสนุก อารมณื ต่อต้านเริ่มหายไป
ทางยิ่งลำบาก ยิ่งสนุก ขึ้นๆ ลงๆ
อารมณ์ของการขับขี่ยิ่งสนุกมาก ต่างกับทางเรียบอย่างสิ้นเชิง
สักพักใหญ่ ราว ครึ่ง ชม. ก็มาถึงจุดชมวิวแรก
โอว...เมื่อแขนใช้ได้เลย ไม่คิดว่าจะเหมือนการออกกำลังกายเลย
น้าหนุ่มบอกว่า จุดที่เรายืน ฝั่งนึง มองเห็นเมืองภูเก็ต
แล้วการได้ขึ้นมาที่สูงๆ แบบนี้ ของชอบของผมเลยครับ
ได้เห็นวิวสวยๆ มองเห็นทะเล
ปกติ ก็จะพาลูกค้ามาที่จุดนี้ แล้วกลับ เพราะราวๆ 1 ชม. พอดี
ส่วนใหญ่ก็ ต่างชาติน่านละครับ
ฝั่งนี้ เป็น กะตะ กะรน
ฝนก็ปรอยๆ กะลังดี
อารมณ์ของการขี่ ATV เหมือนการได้ขับรถ 4WD ลุยถนนเลย
จริงๆ นะ ไม่คิดว่า จะสนุกแบบนี้ จนได้มาลองเอง
น้าหนุ่ม แกจะพาไปต่อ แกบอก มีทางที่สามารถ ทะลุลงเขาไปป่าตองได้ เอาซีครับ กระเหรี่ยงอย่างผมเริ่มติดใจ
จากจุดชมวิวที่ผมยืน มีลานหญ้าให้เดินผ่อนคลายอาการเกร็งข้อมือ เนื่องจาก ผมมันมือใหม่ ATV ย่อมเกร็งเป็นธรรมดา
โดยเฉพาะจังหวะที่ขี่ข้ามท้องร่องน้ำ รถจะเอียง ซ้ายที ขวาที
นี่ละครับ ทำให้ผมสนุกกับมัน
"ทางนี้ลงไปป่าตองได้" น้าหนุ่มบอกผม
"เฮ๊ย...โคตรลึก และชันมากเลยนา" ผมนึกในใจ
น้าแกไม่ได้ยินผมหรอก ขับนำไปอย่างเดียว
อ้าว เพื่อนท่านประธานนี่ น้าแกจัดเต็มๆ
ลงเขาบนถนนที่เป็นหญ้าครับ
จะลื่นกว่าปกติที่เป็นถนนลูกรัง
ลงไปได้สักพักใหญ่ น้าแกต้องจอด
บอกว่า ไปไม่ไหว รถอาจจะลื่น ควบคุมลำบาก
เลยต้องย้อนกลับมา
ผมเห็นด้วยเลยครับ เพราะผมเริ่มลื่นไถล คุมรถยากขึ้นละ
ก็ต้องกลับรถ ในทางแคบๆ ไม่ยากอยู่แล้วสำหรับผม
กลับมาที่จุดชมวิวเดิม แล้ววนออกไปทางใหม่
ขึ้นๆ ลงๆ อีกเช่นเดิม แต่สนุกกว่าเดิม
เพราะ ทางโหดขึ้น แล้วผมก็สนุกกับรถมากขึ้น
ยิ่งการข้ามท้องร่อง ที่ลึก ลาดเอียง ยิ่งชอบ
เชื่อไหมว่า ผมคิดจะซื้อไว้ขี่เล่นกะลูกซักคันเลย
ก็พยายามจะถ่ายรูปน่ะนะ แต่ จอดรถก็ไม่ได้
มันชันตลอด ไม่ขึ้น ก็ลง
ภาพไหวไปหลายภาพ แต่ใจหลักๆก็ห่วงแค่ขี่รถ
ภาพออกมาอย่างไร ว่ากันทีหลัง
ยุคดิจิตอลนี่นา ไม่ต้องกลัวเปลืองฟิล์ม
ขี่มาเรื่อยๆ ออกมาทะลุที่จุดชมวิวอีกที่นึง
เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาขี่ช้างกัน
ส่วนผม ไม่เอาละ เมื่อยแบบไม่รู้ตัว
แต่สนุกสุดๆ ไม่คิดว่า ไอ้รถแบบนี้ จะสนุกได้
คิดว่า อยู่ที่สถานที่ สภาพทาง ด้วยละ
ถ้าคุณจะขี่ทางเรียบๆ อย่าเลย ไม่สนุกแน่นอน
จุดชมวิวนี้ ยังมองเห็นทั้งทะเล ภูเขา
เฮ๊อ....ผ่อนคลายจริงๆเลย
มุมนี้ของภูเก็ต ไม่เคยเจอเลย
สงสัย เราปิดกั้นความคิดตัวเองว่า ต้องทะเล เลยเกือบไม่มีโอกาสได้เห็นภูเก็ตอีกแบบนึง
จุดนี้ละ ที่ ช้างจะเดินเข้าไป จะเห็นจุดพักที่ไกลลับตา
น่าสนุก แต่วันนี้ ต้องเบรคตัวเองก่อนละ
มีภารกิจต่อ หลังจาก ATV นี่นา
น้าหนุ่มบอกว่า จากจุดนี้ เราสามารถ ดับเครื่อง ปล่อยไหลลงไปที่ At Hill Adventure ได้เลย
อ้าว....ได้ซีครับ ลองเลย จัดไปยาวๆ ไหลเร็วมาก
ใจนึงก็กลัวๆนะ ว่าถึงจังหวะเบรคทางโค้งจะเอาไม่อยู่
อาศัยแตะเบรคชลอๆ ในบางช่วง ได้อารมณ์ไปอีกแบบแฮะ
บทสรุปของ ATV :
โดยส่วนตัว ผมว่า ไปขับที่ไหนก็เหมือนกัน ถ้าถนนแบบธรรมดา เนินเล็กๆ
แต่ที่นี่ มีทางลูกรัง ร่องน้ำ ภูเขา พร้อมวิวทะเล
ได้ฝึกการควบคุมรถ การทรงตัว ลองเบรค ลองเร่ง สนุกครับ
แถวบ้านผมมีภูเขา หลังจากลองเอา Moutain Bike กลิ้งแบบ Down Hill มารอบนึงแล้ว
ATV นี่แหละ ที่ผมจะเสียเงิน ซื้อมันมาลอง Down Hill ที่ภูเขาแถวบ้าน
ได้ออกกำลังแบบสนุกสนาน แบบนี้ละ ของโปรดเลย
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
กลับมาที่การรบในวันที่13
เรื่องของมหากาพย์ มหาภารตะยุทธ์ ตอนนี้ ไปถึง วันที่ 18 แล้ว
แต่อยู่ๆ ก็เกิดนึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ 13 อีกครั้งหนึ่ง
อาจจะเป็นเพราะ สถานการณ์ของตัวเองในช่วงตอนวันที่ 13 ของมหาภารตะยุทธ์
กลับมาบรรจบอีกครั้ง
แต่อยู่ๆ ก็เกิดนึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ 13 อีกครั้งหนึ่ง
อาจจะเป็นเพราะ สถานการณ์ของตัวเองในช่วงตอนวันที่ 13 ของมหาภารตะยุทธ์
กลับมาบรรจบอีกครั้ง
ในวันที่ 13 ของการรบที่ทุ่งกุรุเกษตร เหตุการณ์เด่นๆ ที่เกิดขึ้น
คือการที่ อภิมันต์ยุ ลูกชายของ อรชุน อาสาจะนำทัพเข้าฝ่าไปในกองทัพของฝ่ายเการภ
ที่มีการสร้างหรือจัดกองทัพ ที่เรียกว่า จักรพยุหะ ที่แยบยล
จักรพยุหะนี้ เป็นการจัดลักษณะคล้ายดอกบัว ที่สามารถ หุบ และบานได้
ตามเนื้อเรื่อง มีไม่กี่คนที่สามารถฝ่าด่าน และทำลายการจัดทัพแบบ จักรพยุหะ นี้ได้
หนึ่งในนั้นก็ คือ อรชุน
ส่วนอภิมันต์ยุ เคยเรียนเหมือนกัน โดยพ่อเป็นผู้สอน แต่ทว่า
อรชุน ผู้เป็นพ่อยังสอนไม่จบ อภิมันต์ยุ ได้เรียนเพียงแค่ วิธีการฝ่าด่านเข้าไป ยังไม่ได้เรียนวิธีการฝ่าวงล้อมออกมา
อภิมันต์ยุ เองก็รู้ดี แล้วก็บอกกับ ยุทธิฐธีระ ผู้เป็นลุงไว้แล้ว
แต่ยุทธิฐธีระ ก็บอกกับหลานรักว่า
"หลานรัก เจ้าไม่ต้องกลัว ลุงพร้อมกับกองทัพ จะตามเจ้าเข้าไปในจักรพยุหะอย่างใกล้ชิด"
"เราจะฝ่าทัพจักรพยุหะเข้าไป แล้วออกมาอย่างผู้มีชัย"
เหตุการณ์กลับไม่เป็นตามนั้น
ในระหว่างที่ อภิมันต์ยุ ผ่าเข้าไปในจักรพยุหะ ทางฝ่ายเการภเองก็เตรียมการไว้แล้ว
โดยหลังจากที่ อภิมันต์ยุ บุกเข้าไปในจักรพยุหะจนเกือบจะถึงใจกลางของจักร
โทรณาจารย์ ซึ่งเป็นแม่ทัพของฝ่ายเการภในขณะนั้น ได้สั่งให้ท้าวชยัฐรถ ไปขัดขวางการเข้ามาของ ยุทธิฐธีระ
เพื่อไม่ให้ ยุทธิฐธีระ เข้ามารวมกำลังกับ อภิมันต์ยุ ผู้เป็นลูกชายของอรชุนได้
ทาง อภิมันต์ยุ เมื่อฝ่าเข้าไปในจักรพยุหะ แล้ว หันกลับมา ไม่พบ ยุทธิฐธีระ ผู้เป็นลุง
ก็ไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงอะไร ยังคงเดินหน้ารบต่อ
แต่แล้ว ...
.....
เมื่อการรบของ อภิมันต์ยุ มาถึงจุดหนึ่ง ก็ถูกฝ่ายเการภ โดยแม่ทัพทั้ง 6 คน นำโดย โทรณาจารย์
ได้รุมสังหาร อภิมันต์ยุ อย่างเหี้ยมโหด
โทรณาจารย์ นี่เอง ที่เป็นผู้ชี้ช่องทางการสังหาร อภิมันต์ยุ อย่างไร้เกียรติของนักรบ
โดยลอบยิงทหาร ยิงรถม้าศึก ยิงสารถี ยิงคันธนู ทำลายทุกอย่างที่จะเป็นอาวุธได้
ดวงตาของ อภิมันต์ยุ แดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
การรบโดยไร้คุณธรรม ไร้เกียรติของนักรบเช่นนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ในสงครามแห่งนี้
อภิมันต์ยุ กล่าวกับ แม่ทัพของฝ่ายเการภ
"โทรณาจารย์ ท่านปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้อย่างไร
ท่านปล่อยให้เกิดความอยุติธรรม ให้เกิดในสนามรบแห่งนี้ได้อย่างไร"
การสังหาร อภิมันต์ยุ ถูกกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ทำลายอาวุธทุกอย่าง แล้วลอบยิงธนูใส่ที่กลางหลัง อภิมันต์ยุ อย่างไร้ศักดิ์ศรีนักรบ
จากนั้น อัศวถามา กฤตาจารย์ กฤตวรมันต์ รวมทั้งนักรบคนอื่นๆ
ก็ได้เข้ามารุมสังหาร อภิมันต์ยุ อย่าบ้าคลั่ง
หลังจาก อภิมันต์ยุ ถูกสังหารอย่่างเหี้ยมโหด
นักรบทั้ง 6 กลับโห่ร้อง เต้นรอบศพ อภิมันต์ยุ อย่างบ้าคลั่ง
เป็นชัยชนะที่ไม่น่าภาพภูมิใจในเกียรติของนักรบเลย
นักรบหนุ่ม ผู้มีอายุเพียง 16 ปี ลูกชายของอรชุน
นักรบหนุ่ม ผู้ที่ภรรยากำลังตั้งท้องอ่อนๆ อยู่
กลับต้องเสียชีวิต ท่ามกลางเหล่านักรบ ด้วยความอยุติธรรม
ยังมีบทที่กล่าวถึงเรื่องของการบอกข่าวร้ายกับอรชุน ผู้เป็นพ่ออีก
บทนี่ สะเทือนใจไม่แพ้กัน
วันที่ 13 ในสงครามที่ทุ่งกุรเกษตร ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
น้ำตาแห่งความจำพราก หลั่งไหลออกจากฝ่ายที่สูญเสีย
เสียใจ และจำจนวันตาย
นักรบหนุ่ม ผู้ที่ภรรยากำลังตั้งท้องอ่อนๆ อยู่
กลับต้องเสียชีวิต ท่ามกลางเหล่านักรบ ด้วยความอยุติธรรม
ยังมีบทที่กล่าวถึงเรื่องของการบอกข่าวร้ายกับอรชุน ผู้เป็นพ่ออีก
บทนี่ สะเทือนใจไม่แพ้กัน
วันที่ 13 ในสงครามที่ทุ่งกุรเกษตร ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
น้ำตาแห่งความจำพราก หลั่งไหลออกจากฝ่ายที่สูญเสีย
เสียใจ และจำจนวันตาย
วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความยาว ขนาด ที่จะบรรจุเข้าตู้ Flat Rack
ความยาวของสินค้า , ขนาดตู้ Flat Rack ความสัมพันธ์ของสินค้าที่จะเข้าตู้
13 July 2010 : ลูกค้าเมล์มาบอก ว่ามีงานบรรจุสินค้า เข้า Flat Rack
ขนาด W225 xL575 x H288 Cm. เป็นเครื่องจักรน้ำหนัก 17 ตันกว่าๆ
16 July 2010 : ส่ง Plan กลับไปให้ลูกค้า ว่าจะทำงานอย่างไร
เรียบร้อย ส่งไปละ ใส่ตู้ยาว 40' Flat Rack
สักพัก : มีโทรฯ กลับมาจากลูกค้า บอกว่า จะเอาใส่ตู้สั้นคร่า....20' Flat Rack
ก็เลย ต้องอธิบายเหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าไม่ได้เพราะอะไร
ขนาด(ความยาว)สินค้า 575 ซม.
ขนาดตู้ 600 ซม. ( นี่คือตามความเข้าใจของคนทั่วไป + อาจจะ จำได้ง่าย )
แต่มันเป็นความยาวด้านนอก ต่างหาก ไม่ใช่ พื้นที่ ที่จะบรรจุสินค้า
แต่จริงๆ แล้วน่ะ Flat Rack มีหลากหลาย Agent ความยาวของตู้ ต้องดูที่เสาด้านใน
ถึงจะรู้ว่า ใส่ได้ไม่ได้
โดยหลักการ ถ้าสินค้า ยาวกว่า 550 ซม. ก็ไม่ควรใส่ 20' Flat Rack แล้ว
เนื่องจากขอบเสาด้านใน จะอยู่ที่ ราวๆ 560 ซม. ( แต่ละตู้อาจต่างกัน )
แต่ถ้า จะเอาแบบทางหลักการ ก็จะมีความยาวที่ 564 ซม. จากด้านใน เนื่องจากว่า
มี Corner Fitting ที่ใช้สำหรับ ล็อคตู้ เพื่อยก ย้าย ที่ถูกกินพื้นที่ด้านใน
ตัว Corner Fitting จะมีขนาด ราว 18 x 16 ซม.
เพราะฉะนั้น พื้นที่ที่จะวางของด้านใน ก็จะ 564 ซม. ตามที่กล่าวไว้
นอกจาก สินค้า ที่จะวางนั้น มีขนาดไม่กว้าง ก็อาจจะพอใส่สินค้าที่ยาวเกินที่บอกไว้ได้
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับ สายเดินเรือนั้นๆ จะยอมรับหรือไม่ด้วย
ลองมาดูที่รูปของตู้ Flat Rack
จะเห็นว่า ขนาดความกว้างของตู้ ที่ด้านใน จะกว้าง 222 ซม. ยาว 564 ซม. สำหรับ ตู้ 20' Flat Rack
แล้วพื้นที่ด้านล่างล่ะ?
จะเห็นได้ว่า ที่มุมของพื้น จะมีส่วนโค้ง ที่จะกินพื้นที่ด้านในของตู้อีก
ซึ่งแต่ Agent อาจจะต่างกันเล็กน้อย
กลับเข้ามาเรื่องของสินค้าชิ้นนี้
เอาความยาวก่อนเลย สินค้าจริงยาว 575 ซม.
เพราะฉะนั้น ฝืนใส่เข้าตู้ 20' Flat Rack ไม่ได้แน่นอน
ลูกค้า ยังยืนกรานคำเดิม 20' Flat Rack ใส่ได้
จำต้องทำ Lashing Plan ส่งไปให้ใหม่
คนในวงการนี้ คงขำ ที่ผมทำ Plan นี้ ผมเอง ก็อนาจใจไม่น้อย
แต่ลูกค้าร้องขอ ก็จัดให้
20 July 2010 : ตู้เข้ามา ลูกค้ามา พร้อม
มาถึง ก็จัดการยกตู้ลงจากรถบรรทุก วางข้างๆ เครื่องจักรตัวนี้
เอาตลับเมตรดึงให้ดู ทั้งเครื่องจักร ทั้งตู้ Flat Rack
กระจ่างครับ ต้องเห็นกะตาตัวเอง ถึงจะเชื่อ
สุดท้าย ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่เป็นไรครับ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นครับ
จริงไหม... คุณลูกค้า...
วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
พราย ปฐมพร ปฐมพร - ยังรัก
-->
พราย ปฐมพร – ยังรัก
กรีดเลือดให้ไหล … ไหลพร้อมกับน้ำตา
เมื่อความรัก มันมากเกินกว่า จะคร่ำครวญ ... กับใคร
เก็บเอาไว้ เก็บความเจ็บปวด ... เอาไว้ข้างใน
จนวันนี้สายรุ้งแดงฉาน ด้วยเลือดของหัวใจที่แหลกราญ ... ปางตาย
เมื่อความรัก มันมากเกินกว่า จะคร่ำครวญ ... กับใคร
เก็บเอาไว้ เก็บความเจ็บปวด ... เอาไว้ข้างใน
จนวันนี้สายรุ้งแดงฉาน ด้วยเลือดของหัวใจที่แหลกราญ ... ปางตาย
* แต่ยังรัก ... ความรักที่มีให้กัน
เพราะพรุ่งนี้ มันอาจไม่มีวัน … ที่รักจะเต็มหัวใจ
และถึงแม้ ... จะประชดตัวเอง เช่นไร
ทุกหยดของเลือดที่ไหล ... ยังทนง ที่ได้รักเธอ
บอกกับตัวเอง และดวงดาว ... พร่างพราว
ถึงคราวที่จะเปลี่ยนความเศร้า ให้เป็นพลัง
ถึงคราวที่ชีวิตจะหยัดยืน ขึ้นอีกครั้ง
(ซ้ำ *)
แต่เพราะยัง รัก ... ความรักที่มีให้กัน เพราะพรุ่งนี้ มันอาจไม่มีวัน … ที่รักจะเต็มหัวใจ
และถึงแม้ ... จะประชดตัวเอง เช่นไร
ทุกหยดของเลือดที่ไหล ... ยังทนง ที่ได้รักเธอ
บอกกับตัวเอง และดวงดาว ... พร่างพราว
ถึงคราวที่จะเปลี่ยนความเศร้า ให้เป็นพลัง
ถึงคราวที่ชีวิตจะหยัดยืน ขึ้นอีกครั้ง
(ซ้ำ *)
เพราะพรุ่งนี้มันอาจไม่มีวัน ... ที่รักจะเต็มหัวใจ
และถึงแม้ ... จะประชดตัวเอง เช่นไร
ทุกหยดของ เลือดที่ไหล ยังทะนงที่ได้รักเธอ
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เรื่องของ ร่างทรง
"ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่มีการทรงเจ้าเข้าผี"
กล่าวโดย : พระราชครูวามเทพมุนี - สำนักพระราชครู / กองพระราชพิธีประจำสำนักพระราชวัง
.............................................................................................................................................................................
"การรับขันธ์และการเข้าทรง คือวิชาของมาร"
กล่าวโดย : พราหมณ์ขจร นาคะเวทิน (พระครูญาณสยมภูว์-เทวสถานโบสถ์พราหมณ์)
.............................................................................................................................................................................
"การนับถือพระพิฆเนศและองค์เทพต่างๆ
ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับร่างทรง"
กล่าวโดย : พราหมณ์ รัชนะ จินมายี (พระครูพราหมณ์สมาคมพรหมมา-ประเทศเนปาล)
.............................................................................................................................................................................
"มนุษย์ผู้ใดบังอาจกล่าวว่า เป็นผู้เข้าทรงมหาเทพได้
ผู้นั้นไม่มี ทางรอดเป็นอื่นนอกจากความวิบัติ"
กล่าวโดย : พราหมณ์ ลลิต โมหัน วยาสะ (พระครูพราหมณ์-วัดเทพมณเฑียร)
.............................................................................................................................................................................
"ชาวไทยที่หลงงมงาย บังอาจเข้าทรงมหาเทพชั้นสูง
เขาเหล่านั้นจะไม่มีวันเจริญทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป"
กล่าวโดย : พราหมณ์ กฤษณะ ลาลมาเดฟราช (พระครูพราหมณ์-องค์กรพราหมณ์แห่งอินเดีย)
.............................................................................................................................................................................
"การทรงเจ้าของบรรดาร่างทรง
คือการกระทำไสยศาสตร์ระดับวิญญาณ-ผี-สัมภเวสี
ไม่มีทางเป็นมหาเทพ-มหาเทวีชั้นสูงได้ โปรดอย่าเข้าใจผิด"
กล่าวโดย : พราหมณ์ จุรุลาตา ราชา (พระครูประธานคณะพราหมณ์-เทวสถานชัมภูสถาน ประเทศอินเดีย)
ขอให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายจำไว้เสมอว่า
พระพิฆเนศและมหาเทพในศาสนา ฮินดู จะไม่เข้าทรงผู้ใดเพื่อทำการใบ้หวย
พระพิฆเนศไม่ต้องการให้ผู้ศรัทธา เสียเงินเพื่อรับขันธ์ ไม่ต้องการรับเงิน ไม่ต้องการรับถวายหัวหมู ไม่ต้องการค่าดอกไม้ราคาแพง
ไม่ต้องการเงินค่าพิธีไร้สาระใดๆ...ท่านไม่ดื่มน้ำแดง น้ำโค้ก เหล้าขาว เคี้ยวหมาก สูบกัญชา ตลอดจนสาบแช่ง ด่ากราด
มหาเทพที่แท้จริงไม่รับจ้างทำคุณไสย ถอนคุณไสย ทำให้ผัวเมียรักกัน ทำไสยศาสตร์ให้ผู้ใดมีอันเป็นไป
หรือ ทำตัวสั่นๆ เหมือนเช่นที่คนทรงเจ้าทั้งหลายได้บังอาจลบหลู่องค์ท่าน
พระพิฆเนศไม่ประสงค์ให้ผู้ศรัทธาต้องเสียเงิน เสียทอง เสียเวลา แม้กระทั่งเสียตัวให้กับองค์ท่าน...
แม้หากผู้ใดไม่ศรัทธา หรือยังไม่พร้อมที่จะศรัทธา พระพิฆเนศและมหาเทพก็ไม่อาฆาต ไม่ทำอันตรายใดๆ แก่ผู้นั้นเลย
มหาเทพจะสถิตอยู่ที่ใจของผู้ศรัทธาเท่านั้น...ขอย้ำ!! มหาเทพจะสถิตอยู่ที่ใจของผู้ศรัทธาเท่านั้น
คนมีองค์...มีจริง !! องค์เทพลงมาคุ้มครองผู้ศรัทธา
มนุษย์ทุกคนสามารถ "มีองค์" ได้เอง ถ้าหมั่นบูชาเทพ หมั่นทำบุญ หมั่นทำความดี
แต่ คนทรงเจ้า...เกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์หลอกลวง!!!
มีเพียง 1% เท่านั้นที่เมตตาช่วยเหลือผู้คนจริงๆ โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินและไม่ยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์
และใน 1% นั้นก็ไม่ใช่ร่างทรงของเทพชั้นสูง แม้เขาจะช่วยเหลือผู้คนแต่ก็เป็นเพียงการเข้าทรงวิญญาณเท่านั้น
คัดลอก บางส่วนมาจาก siamganesh.com
กล่าวโดย : พระราชครูวามเทพมุนี - สำนักพระราชครู / กองพระราชพิธีประจำสำนักพระราชวัง
.............................................................................................................................................................................
"การรับขันธ์และการเข้าทรง คือวิชาของมาร"
กล่าวโดย : พราหมณ์ขจร นาคะเวทิน (พระครูญาณสยมภูว์-เทวสถานโบสถ์พราหมณ์)
.............................................................................................................................................................................
"การนับถือพระพิฆเนศและองค์เทพต่างๆ
ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับร่างทรง"
กล่าวโดย : พราหมณ์ รัชนะ จินมายี (พระครูพราหมณ์สมาคมพรหมมา-ประเทศเนปาล)
.............................................................................................................................................................................
"มนุษย์ผู้ใดบังอาจกล่าวว่า เป็นผู้เข้าทรงมหาเทพได้
ผู้นั้นไม่มี ทางรอดเป็นอื่นนอกจากความวิบัติ"
กล่าวโดย : พราหมณ์ ลลิต โมหัน วยาสะ (พระครูพราหมณ์-วัดเทพมณเฑียร)
.............................................................................................................................................................................
"ชาวไทยที่หลงงมงาย บังอาจเข้าทรงมหาเทพชั้นสูง
เขาเหล่านั้นจะไม่มีวันเจริญทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆไป"
กล่าวโดย : พราหมณ์ กฤษณะ ลาลมาเดฟราช (พระครูพราหมณ์-องค์กรพราหมณ์แห่งอินเดีย)
.............................................................................................................................................................................
"การทรงเจ้าของบรรดาร่างทรง
คือการกระทำไสยศาสตร์ระดับวิญญาณ-ผี-สัมภเวสี
ไม่มีทางเป็นมหาเทพ-มหาเทวีชั้นสูงได้ โปรดอย่าเข้าใจผิด"
กล่าวโดย : พราหมณ์ จุรุลาตา ราชา (พระครูประธานคณะพราหมณ์-เทวสถานชัมภูสถาน ประเทศอินเดีย)
ขอให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายจำไว้เสมอว่า
พระพิฆเนศและมหาเทพในศาสนา ฮินดู จะไม่เข้าทรงผู้ใดเพื่อทำการใบ้หวย
พระพิฆเนศไม่ต้องการให้ผู้ศรัทธา เสียเงินเพื่อรับขันธ์ ไม่ต้องการรับเงิน ไม่ต้องการรับถวายหัวหมู ไม่ต้องการค่าดอกไม้ราคาแพง
ไม่ต้องการเงินค่าพิธีไร้สาระใดๆ...ท่านไม่ดื่มน้ำแดง น้ำโค้ก เหล้าขาว เคี้ยวหมาก สูบกัญชา ตลอดจนสาบแช่ง ด่ากราด
มหาเทพที่แท้จริงไม่รับจ้างทำคุณไสย ถอนคุณไสย ทำให้ผัวเมียรักกัน ทำไสยศาสตร์ให้ผู้ใดมีอันเป็นไป
หรือ ทำตัวสั่นๆ เหมือนเช่นที่คนทรงเจ้าทั้งหลายได้บังอาจลบหลู่องค์ท่าน
พระพิฆเนศไม่ประสงค์ให้ผู้ศรัทธาต้องเสียเงิน เสียทอง เสียเวลา แม้กระทั่งเสียตัวให้กับองค์ท่าน...
แม้หากผู้ใดไม่ศรัทธา หรือยังไม่พร้อมที่จะศรัทธา พระพิฆเนศและมหาเทพก็ไม่อาฆาต ไม่ทำอันตรายใดๆ แก่ผู้นั้นเลย
มหาเทพจะสถิตอยู่ที่ใจของผู้ศรัทธาเท่านั้น...ขอย้ำ!! มหาเทพจะสถิตอยู่ที่ใจของผู้ศรัทธาเท่านั้น
คนมีองค์...มีจริง !! องค์เทพลงมาคุ้มครองผู้ศรัทธา
มนุษย์ทุกคนสามารถ "มีองค์" ได้เอง ถ้าหมั่นบูชาเทพ หมั่นทำบุญ หมั่นทำความดี
แต่ คนทรงเจ้า...เกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์หลอกลวง!!!
มีเพียง 1% เท่านั้นที่เมตตาช่วยเหลือผู้คนจริงๆ โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินและไม่ยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์
และใน 1% นั้นก็ไม่ใช่ร่างทรงของเทพชั้นสูง แม้เขาจะช่วยเหลือผู้คนแต่ก็เป็นเพียงการเข้าทรงวิญญาณเท่านั้น
คัดลอก บางส่วนมาจาก siamganesh.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











