ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรื่องราวของ สิงห์ และ ห่วงใย จาก วงตาวัน

ก็ด้วยความที่เป็นคนเกิดใน ราศี สิงห์ แล้วก็ชอบความสวยงามของสัตว์ชนิดนี้
ก็เลยค้นคว้า หาข้อมูลสักนิดนึง ประดับความรู้


รูปสิงห์เป็นที่นิยมแพร่หลายในศิลปะอินเดียและชาวภารตะก็ถือว่าสิงห์เป็น สัญลักษณ์แห่งอำนาจและความกล้าหาญ ทุกวันนี้ชาวอินเดียก็ใช้หัวสิงห์ที่ยอดเสาหินของพระเจ้าอโศกมหาราช
เป็นสัญลักษณ์ของทางราชการ 

(ว่ากันว่า) สิงห์เป็นสัตว์ที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ แต่ต่อมามีความคิดเรื่องสัตว์หิมพานต์เข้ามาในความเชื่อเรื่องจักรวาลของไทย ทำให้ช่างคิดค้นนำเอาสิงห์ไปผสมกับสัตว์อีกหลายชนิด กลายเป็นกลุ่มสัตว์ที่เข้าใจว่าอาศัยในป่าหิมพานต์ไป
ดังเช่น ด้านล่าง

---------------------------------------------------


สิงห์เป็นสัตว์ที่ดูสง่า และน่าเกรงขาม สิงห์ในตำนานหิมพานต์สามารถจำแนกออกได้เป็น ๒ ชนิดหลักๆ คือ ราชสีห์ และ สิงห์ผสม
- ราชสีห์เป็นสัตว์ที่มีพละกำลังสูง ราชสีห์มีอยู่ด้วยกัน ๔ ชนิดคือ บัณฑุราชสีห์ กาฬสีหะ ไกรสรราชสีห์ และ ติณสีหะ

- ส่วนสิงห์ผสมนั้นมีอยู่มากมาย โดยปกติสิงห์ผสมคือสัตว์ประสมที่มีลักษณะของ ราชสีห์กับสัตว์ประเภทอื่น


บัณฑุราชสีห์
บัณฑุราชสีห์ เป็น ๑ ใน ๔ ราชสีห์แห่งป่าหิมพานต์ บัณฑุราชสีห์มีผิวกายสีเหลืองและ เป็นสัตว์กินเนื้อ บัณฑุราชสีห์จัดได้ว่าเป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่สัตว์ ที่ถูกล่า มีตั้งแต่สัตว์ประเภทกวาง ควาย ช้าง หรือแม้แต่มนุษย์ ในเอกสารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับป่าหิมพานต์ระบุว่า มีร่างกาย เหมือนสีใบไม้เหลืองและใหญ่เท่ากับวัวหนุ่ม

Kala Sriha
กาฬสีหะ
กาฬสีหะ เป็น ๑ ใน ๔ ราชสีห์แห่งป่าหิมพานต์ นอกจากนี้ยังเป็นราชสีห์ที่กินพืชเป็นอาหารเท่านั้น กาฬสีหะมีกายดำสนิท และใหญ่ราวโคหนุ่ม (คำว่า "กาฬ" แปลว่าดำ)

ถึงแม้กาฬสีหะจะกินเฉพาะพืช แต่ก็ใช่ว่าจะมีกำลังวังชาด้อยไปกว่าราชสีห์ชนิดอื่น ราชสีห์ทุกชนิดมีเสียงคำราม อันทรงพลัง ในตำนานกล่าวว่าเพียงเสียงคำรามของราชสีห์ก็สามารถทำให้ สัตว์อื่นเจ็บได้

Kraisorn Rajasri
ไกรสรราชสีห์
ในตำนานพระเวสันดร มีตอนหนึ่งกล่าวถึงไกรสรราชสีห์ ในเรื่องบรรยายว่าเป็นสัตว์ทรงพลัง กายเป็นสิงห์ มีขนแผงคอ ริมฝีปาก ขนหาง และเล็บเป็น สีแดงดั่งผ้ารัตนกัมพล

ไกรสรราชสีห์เป็น ๑ ใน ๔ ราชสีห์แห่งป่าหิมพานต์ ในตำนานกล่าวว่าไกรสรราชสีห์เป็นสัตว์ที่มีพละกำลังแรงกล้า เป็นนักล่าชั้นเยี่ยมและกินสัตว์ใหญ่น้่อยเป็นอาหาร


ติณสีหะ
ติณสีหะ มีกายสีแดง เป็นราชสีห์อีกชนิดที่กินแต่พืชเป็นอาหาร ลักษณะเด่นอีกอย่างของ ติณสีหะคือมีเท้าเป็นกีบแบบม้า

 เกสรสิงหะ
เกสรสิงห์ หรือกาสรสิงห์เป็นสิงห์ืี่มีส่วนผสม ระหว่างราชสีห์กับสัตว์ประเภทวัวควาย กาสรสิงห์มีผิวกายสีเทา ร่างเป็นแบบสิงห์ แต่มีเท้าเป็นกีบเหมือนเท้าควาย

เหมราช
ตามชื่อของสัตว์ชนิดนี้ เหมราชเป็นสัตว์ผสมที่มีร่างเป็นสิงห์ส่วนหัวเป็นเหม เหมเป็นสัตว์ในวรรณคดีไทยชนิดหนึ่ง บ้างก็ว่ามีลักษณะเหมือนหงส์(ห่าน) แต่ในบางรูป ก็วาดเหมเหมือนสัตว์ตระกูลจระเข้

 Kochasri
คชสีห์
คชสีห์ เป็นสิงห์ผสมที่มีกายเป็นสิงห์ และมีช่วงหัวเป็นช้าง ตามตำรากล่าวว่าคชสีห์มีพลังเทียบเท่าช้างและสิงห์รวมกัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขาม คชสีห์มีลักษณะคล้ายสัตว์หิมพานต์อีกชนิดหนึ่งชื่อทักทอ

ไกรสรจำแลง
ไกรสรจำแลงมีหัวแบบมังกร และมีร่างเป็นราชสีห์(สิงโต) จิตรกรบางท่านเรียกไกรสรจำแลงว่า "ไกรสรมังกร" ซึ่งมีความหมาย ตรงตัวว่ามังกรสิงห์ 

ไกรสรคาวี
สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะผสมระหว่างสิงโตและวัว. ในรูปจิตรกรรมไทย มักวาดไกรสรคาวีเป็นสัตว์ที่มีช่วงหัวเป็นม้าและมีร่างเป็นสิงโต จิตรกรบางท่านวาดไกรสรคาวีเป็นสิงห์ที่มีหัวเป็นวัว แต่มีหางเหมือนม้า

 Kraisorn Naga
ไกรสรนาคา
ตามชื่อของสัตว์ชนิดนี้ ไกรสรนาคาเป็นสิงห์ผสมที่มีส่วนประกอบของนาคด้วย หางเหมือนสัตว์เลื้อยคลานประเภทงู ตัวมีลักษณะคล้ายสิงห์ แต่มีเกล็ดแข็งปกคลุมทั่วกาย


ไกรสรปักษา
ไกรสรปักษา เป็นสัตว์ผสมระหว่างสิงห์กับ นกตามรูปโบราณ ไกรสรปักษามีกายสีเขียวอ่อน หัวเป็นเหมือนพญาอินทรี ตัวเป็นดั่งราชสีห์แต่มีเกล็ดคลุม นอกจากนั้นยังมีปีกเหมือนนกอีกด้วย

โลโต
โลโต มีร่างกายเป็นสิงห์สีน้ำตาล ลักษณะเด่นคือมีเท้าแบบกรงเล็บ ชื่อโลโต เป็นชื่อที่ค่อนข้างแปลก ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วแปลว่าอะไร แต่ในภาษาจีนคำว่า โลโต แปลว่าอูฐ 

พยัคฆ์ไกรสร
พยัคฆ์ไกรสร มีส่วนประสมระหว่างสิงห์กับเสือ ส่วนหัวมีลักษณะเหมือนเสือลายพาดกลอน หรือ เสือเบงกอล ส่วนตัวเป็นแบบสิงโต ตามจริงแล้วในโลกมนุษย์ ก็มีสัตว์ที่มี ลักษณะเช่นนี้เหมือนกัน นั่นก็คือ "Liger-ไลเกอร์" (สัตว์ลูกผสมที่มีพ่อเป็นสิงโต และมีแม่เป็นเสือ) หรือ "Tigon-ไทกอน" สัตว์ลูกผสมที่มีพ่อเป็นเสือ และมีแม่เป็นสิงโต)

สิงฆ์
นอกเหนือจากที่มีอธิบายไว้ว่ามีกายสีม่วงอ่อน สิงฆ์มีลักษณะเหมือนราชสีห์ทั่วไป

 Kraisorn Karwee
สิงหคาวี
สิงหคาวี มีลักษณะคล้สายกับ ไกรสรคาวี ทั้งคู่เป็นสัตว์ผสมที่มีหัวเป็น วัว และมีตัวเป็น สิงห์

สิงหคักคา
สิงหคักคา หรือสีหะคักคา มีกายเป็นเกล็ดสีม่วงเข้ม แม้จะมีส่วนหัวและตัวเป็นสิงห์ กลับมีเท้าเหมือนช้าง

สิงหพานร
สิงหพานร มีขนกายสีแดง ช่วงบนมีลักษณะเป็นวานรหรือลิง ส่วนช่วงล่างและหางมีลักษณะของสิงห์ แต่ช่วงเท้ากลับมี ลักษณะเหมือนอุ้งเท้าลิง

สิงโตจีน
สิงโตจีน เป็นสัตว์ที่ไทยเราได้มาจากประเทศจีน สิงโตจีนโดยปกติ จะมีขนปกคลุมยาวต่างจากสิงห์ชนิดอื่น ในประเทศไทย ท่านสามารถพบสิงโตจีนได้ทั่วไปตามวัดวาอาราม หรือ แม้กระทั่งศาลเจ้่าจีนเกือบทุกแห่ง 

สีหรามังกร
สิงห์ชนิดนี้มีหัวเป็นมังกร มีร่างเป็นสิงห์สีน้ำตาล คนทั่วไปมักจำ สีหรามังกร สับสนกับ ไกรสรจำแลง

เทพนรสีห์
เทพนรสีห์ เป็นสัตว์ผสมที่มีกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างเป็นสิงห์ แต่ในบางตำราก็ว่ามีช่วงล่างเป็นกวาง ตัวเมียเรียกว่า "์อัปสรสีห์"


Tichakorn Jatubod
Tichakorn Jatubod
ฑิชากรจตุบท
ฑิชากรจตุบท เป็นสิงห์ที่มีลักษณะของนก คำว่า จตุบท มาจากคำว่าจตุ ซึ่งแปลว่า ๔ และ คำว่า บท มาจากคำว่า บาท ซึ่งหมายถึง เท้า

ส่วนคำว่าฑิชากรแปลว่านก ในตำราบรรยายว่า สัตว์ชนิดนี้มีกายสีเขียวอ่อน ส่วนหางมีสีเหลือง 

To
โต
โต มีลักษณะคล้ายสิงห์แต่ส่วนหัวมีเขา ๒ เขา ว่ากันว่าชื่อ โตนี้ได้มาจากชื่อสัตว์ในตำนานของประเทศลาว

โตเทพสิงฆนัต
โตเทพสิงฆนัต เป็นสัตว์ตระกูลสิงห์ มี กายสีน้ำตาล ชื่อของสัตว์ชนิดนี้มาจากคำว่า โต และ สิงฆนัต ทั้งสองคำ มีความหมายพ้องกันคือ แปลว่าสิงโต

ทักทอ
ทักทอ เป็นสัตว์ประหลาดอีกชนิดแห่งโลกหิมพานต์ มีกายท่อนล่างเป็นสิงห์ ส่วนหัวเป็นช้าง ผู้อ่านมักสับสนกับคชสีห์ เพราะทั้งคู่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก จุดต่างของสัตว์ทั้งสองคือ ทักทอมีเครา และผมตั้งไปข้างหน้า
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/thai04/10/ShaoSiamYumKung/WebPage/Singha.html  
http://www.himmapan.com

ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : แก้ไขบางคำที่ต้นฉบับผิดแล้ว

------------------------------------------


ความเห็นส่วนตัว [ Natt C. ] : จากการค้นคว้าข้อมูล และความเชื่อ
บางคนที่มักจะสร้างรูปปั้นสิงห์ ไว้ที่หน้าบ้าน หรือ ตามวัดบางแห่ง โดยเฉพาะทางภาคเหนือของไทย ก็มักจะสร้างรูปปั้นสิงห์ ไว้ที่ทางเข้าศาสนสถาน เพื่อแฝงนัยยะ ของการมีผู้คุ้มครองสถานที่นั้นๆ
บางแหล่งยังกล่าวว่า สิงห์คู่นั้น เป็นเพศผู้ 1 ตน เพศเมีย 1 ตน

บางความเชื่อ มักจะดูแลสิงห์ที่อยู่หน้าบ้านให้มีความสวยงาม สมบูรณ์ มีสง่า เพราะหากรูปปั้นสิงห์นั้นๆ เป็นรอยบิ่น หัก ตามแขน ขา ฟัน ฯลฯ ก็จะส่งผลไม่ดีให้กับสถานที่นั้นๆ
อันนี้ เป็นความเชื่อนะครับ แล้วแต่วิจารณญาณ

------------------------------------------


เรื่องของความเชื่ออีกประการหนึ่งคือ
เรื่องการงาน  สิงห์ เป็นสัตว์ย่อมหาอาหารไปโดยลำพัง  พอได้อาหารสิ่งใด  ก็กินในสิ่งนั้น  ไม่เลือกว่าจะดีหรือเลว  อย่างใดในข้อนี้  เรานำมาปฏิบัติตามแบบอย่างธรรมชาติของสิงห์ได้  ๒  ประการ คือ
๑. ต้องอย่าเลือกงาน งานทุกอย่างที่สุจริตเป็นงานมีเกียรติทุกอย่าง  งานที่ไร้เกียรติก็มีแต่งานที่ทุจริตเท่านั้น
๒. ต้องมีความเป็นอยู่ง่ายๆ จงนึกว่าเรากินอาหารกินคุณค่าของอาหารมิใช่กินสีของอาหาร  และมิใช่กินรสของอาหาร  คนกินอาหารไม่มีเรื่องยุ่ง  แต่ถ้ากินรสแล้วยุ่งมากในบางคราว
(ข้อมูลจาก User แมงคอลั่น : http://www.chiangraifocus.com)

 ------------------------------------------

เพลงจากอัลบั้มโปรด ที่ฟังกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ : วงตาวัน ชุด 12 ราศี
ห่วงใย
คำร้อง : ศุ บูญเลี้ยง
ทำนอง : พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

หมดกำลังไร้เรี่ยวแรง เคยเข้มแข็งเพียงใดไม่พอ
ขออำลาฝืนชะตาทำไม
จะจดจำให้ขึ้นใจ ทุ่มเทรักให้ไปเต็มเปี่ยม
เธอตอบแทน เพียงเสี้ยวจันทร์ข้างแรม

*ตราบใดที่ดาวห่วงฟ้า ยังห่วงใย
ทนมานานก็เพราะรักเธอหมดใจ (รอเวลาซ่อนน้ำตาเดินจากไกล)

เจ็บเมื่อยามเขาใกล้เธอ ไม่เคยเผลอว่าเธอสักคำ
ซ้ำลงไป ย้ำจนใจมันชา
เจ็บเพียงใดรักยังอยู่ ให้เธอรู้ฉันยอมไกลห่าง
อย่างคนไม่มีน้ำตา

ราศีสิงห์ : สัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ อำนาจ และทนงในศักดิ์ศรี แต่บางครั้งก็มีความอ่อนไหวอยู่ลึกๆ


วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Living Apart Together : อยู่อย่างแยกห่าง

Living Apart Together : LAT : อยู่อย่างแยกห่าง

ไม่รู้ว่า นี่เรียกว่า ศัพท์ยาก หรือเปล่า แต่ขอแปลมาเป็นแบบไทยๆว่า "อยู่อย่างแยกห่าง"
ภาวะ Living Apart Together อาจจะมองแบบ 2 สภาวะ
1. การแยกออกจากครอบครัว สำหรับวัยรุ่น หนุ่มสาว ที่เรียนรู้จะใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ โดยออกมาอยู่คนเดียว ออกมาเช่าอยู่กับเพื่อน ฯลฯ
2. การที่คนรักกัน แต่ก็ต้องการอิสระ แต่ก็ไม่สามารถ ที่จะอยู่ด้วยกันตลอดได้ ทั้งเหตุจาก สภาวะแวดล้อม ทัศนคติ ฯลฯ



ทั้ง 2 กลุ่มนั้น จุดเริ่ม น่าจะมาจากทางฝั่งพวกยุโรปที่มีสถานะครอบครัวทางสังคมแบบใหม่

กลุ่มที่ 1 นั้น เรียนรู้ได้ เพราะทุกคน คงเข้าใจสภาวะที่วัยรุ่น ต้องการอิสระ ต้องการเติบโตด้วยตัวเอง โดยที่ยังหวัง ยังต้องการความรัก ความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง อยู่บ้าง
กลุ่มนี้ สำหรับคนไทยแล้ว เข้าใจได้ไม่ยากนัก

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มของคน 2 คน ที่รักกัน และยังคงรักกันเสมอ แต่ด้วยปัจจัย และภาวะทางร่างกาาย สังคม อุปนิสัย จึงทำให้ ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
สภาวะแบบนี้ คนไทยเอง อาจจะไม่คุ้นเคย ตัวอย่าง เช่น



- สามี ภรรยา อยู่ร่วมกัน ในบ้านเดียวกัน แต่แยกห้องนอน ความรัก ยังคงมีให้กัน เข้าใจ ดูแลกัน แต่ไม่ไปไหนมาไหน ด้วยกัน ต่างคนต่างมีสังคมของตัวเอง ที่ไม่ขัดแย้งกัน


- คู่หนุ่มสาว ที่อาจจะเจอในกลุ่มของคนบันเทิง และัทั่วไป โดยที่จะมีที่พักอาศัยที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ไปมาหาสู่กัน แต่ก็ยังมีลักษณะนิสัยเฉพาะของตัวเอง ที่อิสระ อยากจะถอดกางเกงทิ้งตรงไหนก็ตามใจ ซึ่งหากอยู่ร่วมกัน ก็คงจะลำบาก จึงแยกกันอยู่อาศัย

ตัวอย่างเช่น นักแสดง Helena Bonham Carter ที่อยู่ร่วมกับผู้กำกับ Tim Burton ในบ้านที่อยู่ติดกัน และมีช่องในบ้านสำหรับสื่อสารกันได้


นี่เป็นภาพสังคมแบบใหม่ ที่เริ่มเข้ามาสู่สังคมไทยแบบเปิดเผย
เหมือนที่เราเปิดใจรับกลุ่มรักร่วมเพศนั่นแหละ
เขาไม่ได้ผิดอะไร เป็นเพียงสถานะทางสังคม ที่เขาเหล่านั้น ต้องการ และตอบสนองสิ่งที่เขาเป็น
เพียงแต่ หลายคน อาจจะยังไม่ชิน ไม่คุ้น...ก็เท่านั้น

แต่ถ้าเลือกได้นะ Living Together ผมว่ามันดีกว่านะครับ
มา Living Together กันเถอะ


ขอบคุณ พี่ซัน มาโนช พุฒตาล และรายการ คนกรุงเก่าเล่าเรื่อง ที่พูดถึงประเด็นนี้ ให้ผมได้หาข้อมูลเพิ่มเติม และเรียนรู้วิถีชีวิตแบบนี้

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

หนังสั้น หวานขม ตอน ช่วงที่ดีที่สุด

บังเอิญ ( อีกและ ) ได้ดูทีวีผ่านทาง True Thai Film
ไปเจอภาพยนต์ไทยเรื่องหนึ่ง สะดุดตา
ชื่อเรื่อง หวานขม โดยเอาเพลงของ คุณบอย โกสิยพงศ์ มาเป็นจุดเดิน
เรื่องนี้ เป็นเรื่องสั้นหลายๆตอน ที่ดูแล้ว เฉยๆ ดีๆ หลายหลายอารมณ์



แต่มี 1 เรื่องครับ ที่ดูแล้ว สะดุดตา สะดุดใจ สะดุดกับคำพูดในบางท่อน

หวานขม ตอน ช่วงที่ดีที่สุด

เรื่องมีอยู่ว่า มีลุงคนหนึ่ง ชื่อ ปิยะ
แกเดินเข้ามาที่สถานที่แห่งหนึ่ง เพื่อตามหาเพื่อนเก่า ที่แกรัก
เธอชื่อ กานดา
เจ้าหน้าที่ ได้ให้ ปิยะ เดินเข้าไปรอ หลังประตู เพื่อรอ.......


ช่วงที่เข้าไปรอที่หลังประตู ปิยะได้พบเด็กชาย และหญิงสาวเข้าวัยรุ่น
ได้คุยกัน และได้คุยกันถึงสิ่งของที่เป็นเหมือนตัวแทนของการระลึกถึงกัน
จนกระทั่งเด็กชาย ที่รอพบพ่อ จากไปด้วยความผิดหวัง
จนกระทั่งหญิงสาว ได้พบคนที่อยากเจอ อย่างสมหวัง



จนถึงเวลาของ ปิยะ ที่เผลอหลับไป แล้วตื่นลืมตาขึ้นมาเจอเธอ....กานดา
กานดา ในมโนภาพของปิยะ ยังคงเป็นหญิงสาวแสนสวย
กานดา และ ปิยะ ก็เริ่มสนทนากัน 
ปิยะนั้น ต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับกานดา ในช่วงเวลาต่อจากนี้ และตลอดไป



กานดา : "แต่เธอแน่ใจนะ ว่าเธอจะเป็นแค่เพื่อน"
"เธอต้องตัดใจจากผู้หญิงคนนี้ ในฐานะผู้หญิงที่เธอรัก"

ปิยะ : "ถึงแม้ว่า เธอจะไม่รักตอบฉัน แต่มันก็เป็นความสุขใจ
ถ้าเธอจะไม่ให้ฉันรัก...เธอ และให้ตัดความรักนี้ออกไป
ฉันคงทำไม่ได้หรอก"

กานดา : "เราก็นึกอยู่แล้วละ ว่าคงจะไม่มีทางได้เพื่อนชื่อ ปิยะ กลับมา
แต่อย่างน้อย เราก็ดีใจนะ ที่เธอซื่อสัตย์ต่อตัวเอง"

แล้วกานดาได้ก็หายไปจากสายตาของปิยะ


เพราะความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน
ปิยะ เฝ้าอยู่กับความคาดหวัง ที่จะได้เจอ และอยู่กับคนที่เขารัก
แต่เมื่อถึงทางเลือก ที่ต้องเลือกอย่างจริงๆ
ปิยะ เลือกที่จะอยู่กับความรัก
รักที่ไม่ได้มีสิทธิ์ครอบครอบ
รักที่ยังอยู่ในใจของปิยะ ตลอดไป

สำหรับ กานดา เนื้อเรื่องต้องการสื่อถึงสิ่งที่เธอต้องการ
คือความเป็นเพื่อน มิตรภาพในแบบเดิมๆ ที่เธอเคยได้รับ และสัมผัสอย่างนั้น

"มิตรภาพ" มันต้องเริ่มต้นจากความ "จริงใจ" จริงมั๊ย ??



วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มาบริจาคอวัยวะกันเถอะ ( ขอร้องละ )

เรื่องความคิดที่จะบริจาคอวัยวะสำหรับผม เกิดขึ้นเมื่อสมัยเริ่มเรียนมหาลัย
ก็ราวๆปี 2533 นู่นเลย
อาจจะเป็นเพราะวัยในขณะนั้น กระบวนการเรียนรู้ในขณะนั้น
ความคิดที่อยากเรียนรู้โลก มันมีมากมาย หลายรูปแบบเหลือเกิน



สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ คือ การให้
การมอบอวัยวะของเราเอง ให้แก่ผู้ที่ต้องการ เมื่อวันที่เราจากไปจากโลกนี้
ผมเริ่มเรื่องกับทางบ้าน ว่าต้องการจะบริจาคอวัยวะ และดวงตา
( ต้องบอกก่อน เพราะว่า พ่อ แม่ มีสิทธิ์ ที่จะไม่ให้ก็ได้ เมื่อเราจากไปแล้ว นั่นเอง )
ด้วยวัย และ ชีวิตช่วงนั้น ที่เรียนอยู่ พ่อ แม่ จำต้องยอมรับ
อาจจะกลัวลูกเพี้ยน แล้วต่อต้าน จนไม่อยากเรียนให้จบ


สุดท้ายผมก็ได้บริจาคดั่งใจ ด้วยการโทรไปขอเอกสารจากสภากาชาดไทย
ทั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะ http://www.organdonate.in.th/
และศูนย์ดวงตา http://www.eyebankthai.com/
เ่อ่อ....ยุคนั้น ไม่มีอินเตอร์เน็ตแพร่หลายนะครับ ทำได้เพียง
โทรฯ > รอเอกสาร > กรอก > ส่งเอกสารกลับ > รับบัตร

ไปที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยกันก่อน
http://www.organdonate.in.th/

ที่นี่ อวัยวะและเนื้อเยื่อที่บริจาคได้ คือ
หัวใจ
- หัวใจใหม่นี้จะได้รับจากผู้เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายและได้บริจาคอวัยวะให้ โดยได้รับความยินยอมจากญาติ

ลิ้นหัวใจ ผู้เสียชีวิตที่สามารถบริจาคลิ้นหัวใจมี 3 ประเภท คือ
- ผู้เสียชีวิตจากสมองตาย ที่บริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะ แต่หัวใจมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะนำไปปลูกถ่ายได้
- ผู้เสียชีวิตที่หัวใจหยุดเต้น ทั้งนี้ผู้บริจาคต้องไม่มีข้อห้ามในการนำลิ้นหัวใจไปใช้ ซึ่งจะพิจารณาจาก อายุ สาเหตุการเสียชีวิต ระยะเวลาที่เสียชีวิต การติดเชื้อต่าง ๆ เป็นต้น
- ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจใหม่ สามารถบริจาคหัวใจดวงเก่าไม่มีพยาธิสภาพที่ลิ้นหัวใจ
ปอด
- ปอดใหม่นี้จะได้จากผู้เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตาย และได้บริจาคอวัยวะให้โดยได้รับความยินยอมจากญาติ
ตับ
- ตับใหม่ได้มาจากผู้ที่เสียชีวิต โดยภาวะสมองตาย ซึ่งญาติผู้เสียชีวิตได้เห็นประโยชน์ และยินยอมบริจาค

ไต ได้มาจากไหนได้บ้าง
- จากญาติร่วมสายเลือดกัน อาจเป็นพี่น้อง พ่อแม่ หรือลูกที่เต็มใจบริจาคไตข้างหนึ่งให้ผู้ป่วย
- จากผู้เสียชีวิตโดยภาวะสมองตาย โดยผู้ตายได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้ก่อนตาย หรือได้รับความยินยอมจากญาติ
** ผู้ที่รอรับไต จะต้องมีหมู่เลือดเดียวกับผู้บริจาค และต้องมีการตรวจการเข้ากันได้ของเนี้อเยื่อด้วย

ปัจจุบันอัตราการบริจาคอวัยวะในประเทศเรายังมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้ายเหล่านี้ ประมาณว่ามีผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้าย ที่ต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ จำนวนหลายพันคนต่อปี ในขณะที่ผู้บริจาคอวัยวะมีไม่ถึงร้อยคนต่อปี

วิธีแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ  ไปที่ Link นี้ได้เลย
http://www.organdonate.in.th/?page_id=86


ความเชื่อผิดๆ ของการบริจาค ที่ผมเองถูกทางบ้านต่อต้านในช่วงแรกๆ ก็คือ
การเกิดมาในชาติหน้า จะไม่มีอวัยวะ ??
ถ้าจะตอบแบบอารมณ์ช่วงนั้น หรือ ช่วงวัยนี้ แบบที่ใช้อารมณ์ คำตอบคือ
"ผมไม่แคร์สักนิด กับชาติหน้า"
เพราะหากคุณเชื่อในชาติหน้า ชาตินี้ คุณฆ่ามด ฆ่าปลา
ชาติหน้าคุณก็ต้องเกิดมาเป็นมด เป็นปลา ให้เจ้ากรรมฆ่ากลับคืน
แล้วถ้าคิดกับแบบนี้ กรรมมันจะวนเวียน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่พุทธศาสนาสอน
หรือใช่ หว่า ??

การเกิดมาในชาติหน้า จะไม่มีอวัยวะ ??
คนที่คิดแบบนี้ คือ พวกคิดไปเอง ไม่ศึกษา และคิด
ฟังแล้ว ก็ เชื่อตามนั้น ขอร้องเถอะครับ
หยุดเชื่อ โดยปราศจาก กระบวนการคิด โดยเฉพาะ กับการบริจาคอวัยวะ !!

----------------------------------------------------------------

ไปที่ ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทยกันต่อ อันนี้ สั้นๆ
http://www.organdonate.in.th/
วิธีการก็เหมือนกับการบริจาคอวัยวะ นั่นละ



----------------------------------------------------------------

ลูกสาวของเพื่อนผมคนหนึ่ง ก็เฝ้ารออวัยวะ มานานหลายปี
น้องหยก มีปัญหากับอวัยวะของร่างกาย ซึ่งเป็นที่จุดไหน ผมก็ไม่รู้รายละเอียดมาก
จนถึงวันหนึ่ง น้องหยก ก็ได้จากพวกเราไป ทิ้งภาพรอยยิ้มของเด็กน้อยวัยสดใส
ที่สำคัญ เหตุการณ์ดันเกิดในช่วงน้ำท่วม 2554
ที่วันนั้น ผมนัดแนะกับเพื่อนว่าจะไปร่ำลา น้องหยก ครั้งสุดท้าย ที่ จ. กำแพงเพชร
แต่ปรากฎว่า น้ำดันมาท่วมถนนสายเอเซีย ในคืนก่อนวันเผา
เลยทำให้ พวกเราไปหานางฟ้าตัวน้อยๆไม่ได้


คนที่รออวัยวะ เป็นคนใกล้ตัวคุณๆเข้ามาทุกขณะ
ร่วมกันเถอะครับ บริจาคร่างกาย บริจาค ร่างที่คุณไม่ได้ใช้แล้ว
ให้แก่ผู้ที่ยังสามารถทำประโยชน์ต่อประเทศชาติได้

ผมมีความเชื่อ ว่า คนที่ได้รับอวัยวะไปนั้น
จะไม่เป็นคนเลว จะไม่ทรยศชาติ หรอกครับ

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทางเลือก - EBOLA : การหยุดความคิดฆ่าตัวตาย

พอดีมีจังหวะที่ ได้คุยกับน้องคนนึง เรื่องงาน
แล้วลากไปถึงงานในอดีต ที่เกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์
ที่ต้องใช้อุปกรณ์บางอย่าง ในการช่วยชีวิตคนที่กินยา ฆ่าตัวตาย
ลากไป ลากมา สุดท้าย ก็เป็นประเด็นการคิดสั้น

เรื่องราวมันเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของคนที่ผิดหวัง อกหัก เศร้าซึม ฯลฯ
แล้วพาลให้คิดสั้น 
ด้วยหวังว่า เขาคนนั้น หรือคนที่ยังอยู่นั้น เข้าใจ หรือ เสียใจกับการฆ่าตัวตายครั้งนี้


ก็เข้าใจครับว่า เวลาผิดหวังท้อแท้ มันเป็นอย่างไร
ทุกคนบนโลกนี้ ก็เคยเป็นครับ เว้นเพียงเด็กทารก เท่านั้นแหละ 

ไม่ต้องไปขุดคุ้ยอะไรมาก เกี่ยวกับสาเหตุ
เพราะคนพอรู้สึกแย่แล้ว อะไรก็แย่ไปหมด
ต้องมีคนกล่อมจิตใจ ให้กำลังใจ จนคนใกล้ๆ ก็พลอยจะจิตตกไปด้วย



แล้วทำไง ?
ด้วยความที่พอได้สัมผัสความรู้สึกของคนที่กินยาตายบ่อยๆ
ก็เลย มาประมวลความคิดออกมาได้ว่า

เมื่อรู้สึกแย่ ท้อแท้ หมดหวัง จนอยากฆ่าตัวตายนั้น 
มีเพียงตัวเราเอง ที่จะปลุก กระตุ้นให้เราได้ลุกขึ้นยืนได้ อย่างดีทีุ่สุด
แล้วทำไง ?


ทำให้ตัวเองรู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่า ครับ
อ๊ะ....พูดง่าย ทำไงล่ะ ทำล่ะยากไหม ? ทำล่ะ ทำอย่างไร ?

สมมุติว่า คุณอกหักและกัน ( เพราะเจอบ่อย อกหักแล้วแดกยาตาย - ขออภัยถ้าไม่สุภาพ )
เวลานั้น คุณจะอยู่ อย่างโดดเดี่ยว คุยจะมองทางไหน ก็มีแต่ภาพเก่าๆ ความหลังอันแสนเศร้า

ทำไง ? คุณต้องหยุดที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว
เดินครับ !!  เดินออกมาข้างนอกบ้านเลย
( ไม่ต้องร้องไห้นะ ล้างหน้าให้สะใจก่้อนออกมา เดี่ยวหมาจะเห่าหอนซะกลางทาง )



เดินออกมาพร้อมความตั้งใจที่แน่วแน่ว่า 
"การเดินออกมาครั้งนี้ เราจะช่วยเหลือ ทุกคนที่ผ่านมาในสายตา"

เดินออกมาคุณ จะพบ สองสามี ภรรยา กำลังเอาทีวีขนาดใหญ่ขึ้นรถ
คุณต้องรีบเดินเข้าไปช่วย

เดินออกมาคุณ จะพบ เศษขยะ ขวดน้ำ สารพัดขยะ ตามพื้น
คุณต้องรีบเดินเข้าไปเก็บใส่ถังขยะ

เดินออกมาคุณ จะพบ รถยนต์ที่จอดเสีย กีดขวางถนน
คุณต้องรีบเดินเข้าไป บอกเขาว่า เรามาช่วยกันเข็นหลบไหม ?

ฯลฯ


เดินออกมาคุณ จะพบ ความต้องการมากมาย ที่รอการช่วยเหลือจากใครสักคน
ใครสักคนก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องรู้จัก สนิทกัน

เชื่อเถอะครับ ว่าหลังจากคุณได้ช่วยเหลือเขาแล้ว
คุณจะรู้สึกว่า ตัวเราเอง มีคุณค่ามากขนาดไหน

เดินไปเถอะครับ เดินไปช่วยคนที่ลำบากกว่าเรา 
จนกว่า เราจะมีแรง และกำลังใจ เพียงพอที่จะอยู่ด้วยตัวคนเดียวอีกครั้ง
และนั่น จะไม่นานหรอก ที่โลกจะปล่อยให้คุณอยู่อย่างคนเดียว
โลกใหม่ๆ ที่ดีกว่า กำลังรอคอยคุณ !!

กดปุ่ม Play สีเขียวๆ แล้วคุณจะบันเทิงไปกับดนตรีของพวกเขา ... EBOLA




ทางเลือก - EBOLA
 
คน - คนนั้นอาจไม่รู้ เธอมีค่าเพียงใด

คน - คนนั้นอาจไม่สน รักที่เธอให้ไป

เสียใจมากี่ครั้ง มากพอรึยัง 

น้ำตาจากเธอที่เค้าไม่เคยสนใจ
 
    คนที่เลือกทางผิด ก้อแค่เลือกทางใหม่
    ชีวิตเรา มีโอกาสเลือกเสมอ
    วันนี้มันเจ็บ ทำให้เรื่องมันจบ
    จากเขาไป
    เพื่อชดใช้ให้แก่ตัว เธอเอง

คำว่ารักอาจจะพอ  คุ้มที่เธอเสียใจ

นานมาแล้ว อาจจะมี   เรื่องดี - ดีมากมาย

ถามใจเธออีกครั้ง

นี่คือทุกอย่างที่เธอใฝ่ฝันที่เธอต้องการหรือไร

    คนที่เลือกทางผิด ก้อแค่เลือกทางใหม่
    ชีวิตเรา มีโอกาสเลือกเสมอ
    วันนี้มันเจ็บ ทำให้เรื่องมันจบ
    จากเขาไป
    เพื่อชดใช้ให้ตัวเอง สักครั้ง

คนที่เลือกทางผิด ก้อแค่เลือกทางใหม่

ชีวิตเรา มีโอกาสเลือกเสมอ

วันนี้เดินผิด เธอแค่เลือกเดินใหม่ 

ยอมเดินหนีเขาไป เพื่อชดใช้ให้ตัวเอง

ชีวิตของเธอ อย่าใช้มันเพื่อใคร

จำเอาไว้จากนี้  จนตาย

เธอเลือกเองได้เสมอ

เลือกได้แล้ว ความเสียใจ

เธอมีค่าเกินไป

ที่ให้ใครมาทำร้าย ใจเธอ 

จบมันได้แล้ว

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เมื่ออยากขายรถคันเก่า - ขายสด & จัดไฟแนนซ์

ก็คิดซะว่า เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่อยากจะขายรถ เพราะผู้ซื้อ มีหลากหลายขีดความสามารถในการซื้อ
เอาประสบการณ์จากรถที่ใช้อยู่เอง คันรองๆ ไม่ใช่รถหลักที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ในช่วงตั้งแต่ปี 2008 ช่วงกลางๆปี ราคาน้ำำมันดีเซลสูงขึ้นมาก เดือน 07 ปี 2008 ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร
ด้วยความที่ตอนนั้น ผมใช้รถ ISUZU D-Max ซึ่งใช้น้ำมันดีเซล ( แม้จะไปใช้ B5 เพราะราคาถูกกว่า ) เจอราคาน้ำมันแบบนี้ เล่นเอาไปไหนไม่เป็นเลยทีเดียว

หนทางออกทางหนึ่งของผม ก็คือการหาซื้อรถยนต์มือ 2 เครื่องเบนซิน ในราคาที่พอรับได้
อย่างน้อย เอารถมาลองขับสนุกๆ
อย่างน้อย เอามาดมแก๊ส ให้สบายใจเวลาเติมน้ำมัน หรือ แก๊ส

คันแรกเลย HONDA Civic ปี 1991 บ้างเรียกกันว่า ท้ายแดง ท้ายสองชั้น เกียร์ธรรมดา


รถคันนี้ นัดเจอ ดูรถครั้งเดียว บอกตรงๆไม่ได้ลองขับด้วย แต่ราคาและของในรถนี่ซี น่าสนใจ
เครื่อง B16A เทคเล็ก ( เครื่องเดิม รุ่นนี้ คือ คาร์บูเรเตอร์ ) เรี่ยวแรง จัดจ้านแน่นอน
โช๊คทั้ง 4 ต้น เป็นของ TEIN บอกตรงๆ ว่า ถ้าชำแหละของดีๆ ออก แล้วขายรถต่อ ยังมีกำไร
Spoiler หน้า เรียกว่า หน้า 9 ไฟใต้ไฟหลักจะ ยาวๆ หน่อย

คันนี้ได้มา ยังไม่ดมแก๊สครับ เอาไปให้ พรรคพวกของน้องชายที่ทำรถ HONDA ตรวจเช็ค พร้อมจัดการดมแก๊สซะเลย ก็เป้าหมายผม คือ ดมแก๊ส วิ่งกลับบ้านนอกอย่างสบายกระเป๋านี่นา




พอได้ใช้รถจริงๆ เริ่มหวั่นใจครับ รถมันแรงจนคอกระบะดีเซลอย่างผม หวั่นใจ
แน่นอน ปริมาณการกินแก๊ส ก็สูงตาม รถรอบจัดมาก สั่งเป็นมาตามแรงเท้า
สุดท้าย ใช้งานไม่กี่เดือน ก็ขายคันนี้ เพราะไม่ตอบโจทย์ของผมเพียงพอ
รถจอดอยู่ที่อู่พรรคพวกของน้องชาย และขายเป็นเงินสด ง่ายๆ ไม่มีปัญหา
คันนี้ ตอนซื้อมา เป็นชุดโอนลอย ผมก็ส่งชุดโอนลอยต่อให้กับผู้ซื้อได้เลย
ผู้ซื้อก็ซื้อเงินสด จบข่าว ไม่มีอะไรซับซ้อน
คนแรกที่มาดูรถ แล้วก็ โอเค ตกลงซื้อเลย

คันต่อมา MAZDA 323 New Sedan ปี 1996 เกียร์ออโตเมติก
ผมชอบรูปทรงของรถคันนี้ เพราะ รุ่นนี้ น้องชายเคยใช้มาก่อน แม้วันนี้ ผมก็ยังว่า รุ่นนี้ ยังคงสวยอยู่


รถปีใหม่ขึ้นมาอีกนอก คันนี้ ดมแก๊สมาแล้ว เพราะฉะนั้น มาถึง ใช้งานได้เลย ไม่ต้องมาเก็บมาทำอะไรอีก นอกจากล้อเดิม ที่ผมเปลี่ยนมาเป็นล้อแม็กซ์ (มือสอง)



คันนี้ เจ้าของเดิมถือว่า ดูแลมาดีมาก สภาพยังดี ทั้ง Body และเครื่องยนต์
คันนี้ ใช้งานมาประมาณ 1 ปี ลืมไปเลยว่า เวลาเข้าปั๊มน้ำมันเนี่ย เข้าไปเติมยังไง
ผมเล่น ดมแก๊สล้วนๆ 2 เดือน เข้าปั๊มน้ำมันทีนึง ถือว่าคุ้มค่ามากกับส่วนต่างน้ำมัน
จากที่ต้องใช้ดีเซล มาเป็นแก๊ส สุดท้ายก็ขายคันนี้ เพื่อหันไปมองหาคันอื่นๆ
คันนี้ ขายโดยที่ผู้ซื้อ จัดไฟแนนซ์ ผ่าน เวปตลาดรถ

** นอกเรื่องมาที่เวปตลาดรถ http://www.taladrod.com/w20/Home/Home.aspx
ผมมักจะมองๆ ดูๆรถจากเวปนี้เป็นหลัก แล้วก็ลงขายรถ ที่เวปนี้เป็นหลัก เพราะมีพวกเต๊นท์รถ เอารถมาลงน้อยกว่าเวปอื่นๆ

ตอนขายคันนี้ ผู้ซื้อมาดูรถ ตกลงกันเสร็จสรรพ ก็โทรนัดผมไปเจอส่งมอบรถ รับเช็ค+เงินสด ที่ สนง ตลาดรถเลย สถานที่ก็แถวๆ ชิดลมนู่นเลย
เรียกว่า สะดวกมากสำหรับผู้ขายอย่างผม เพราะ ลางานไปครึ่งวันบ่าย
ไปถึง ส่งเล่มทะเบียน เอกสาร รับเงินสดจากผู้ซื้อ และ รับเช็คจากตลาดรถ
จบข่าว !! ใช้เวลาไม่ถึง 3 ชม. รวมเวลาเดินทาง สำหรับผู้ขายอย่างผม
นี่ก็เป็นคนแรกที่มาดูรถ แล้วก็ โอเค ตกลงซื้อเลย

คันต่อมา เป็นรถที่ขนาดใหญ่ขึ้น NISSAN Terrano II ปี 1996 เกียร์ธรรมดา


รถคันนี้ ค่อนข้างใหญ่ครับ น้ำหนักตัวก็สองตันเข้าไปแล้ว
ไปดูรถคันนี้ กันเพื่อนอู๊ด [ Yukujung Ini - ยุกูจัง ไอ้นี่ ] ผู้ชักชวน ยุยง ให้ผมซื้อรถ 4WD เอาไว้ขับเที่ยว ตจว. และไว้ลุยๆ ด้วยกัน
คันนี้ ดมแก๊สแบบหัวฉีดมาแล้วเรียบร้อย ไม่ต้องทำอะไรอีกเช่นกัน นอกจากเก็บงานเล็กๆน้อยๆ ตามประสาคนซื้อรถมือ 2


ซื้อรถคันนี้มาช่วงก่อนน้ำท่วมปี 2554 ได้มาใช้ไม่นาน พี่ชายก็มาขับคันนี้ไปให้พ่อใช้งานที่ ต่างจังหวัดชั่วคราว เพราะรถมันสูง พอจะลุยน้ำได้บ้าง
ผมก็เลยได้ขับจริงๆ ไม่กี่ กม. จนได้พาเจ้า Terrano II ไปเที่ยวทริปประจำปีกับเพื่อนๆที่ จ. น่าน



ก่อนหน้าที่จะเดินทาง ผมแอบลงขายรถคันนี้ไว้ก่อนแล้ว และก็มีคนสนใจจะดูรถ แต่ด้วยความที่ รถอยู่กับพ่อผม เลยได้แต่เลื่อนนัดไปก่อน
ที่ต้องแอบขาย เพราะ กลัวว่า เพื่อนๆ จะโกรธ จะงอน ที่ขาย 4WD ไป 555


พอกลับมาจากทริปที่ไปน่าน ก็นัดเจอผู้ซื้อรถ เพื่อดูรถ
หลังจากนัดดูรถ ก็ตกลงราคากันเรียบร้อย ผู้ซื้อโอนเงินสดเข้าบัญชีผมเลย
คันนี้ เรียกว่า ขายง่ายดายมาก ไม่เสียเวลาอะไรมาก นอกจากการต่อรองราคา
นี่ก็เป็นคนแรกอีกเช่นกัน ที่มาดูรถ แล้วก็ โอเค ตกลงซื้อเลย

คันต่อมา เป็น SUZUKI Vitara 3D ปี 1993 เกียร์ธรรมดา


หลังจากที่ปล่อย Terrano II ไปแล้ว ก็หันมามองรถที่เฝ้ามองมันอยู่เกือบ 20 ปี
Vitara 3D เครื่องเดิมปกติ จะเป็นเครื่องคาร์บูเรเตอร์ และด้วยรูปทรงอันกระทัดรัด ปราดเปรียว
รุ่นนี้ผมถึงมองว่า มันสวย ลงตัว และแข็งแกร่ง อยู่ในคันเดียวกัน
รถคันนี้ได้มา เครื่องถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องหัวฉีด (ที่อยู่ในรุ่น 5 ประตู)


ดมแก๊สมาเรียบร้อยแล้ว แต่เป็นถังขนาดเล็กกระจิ๋ว 25 ลิตร
ผมเลยจัดการมาเปลี่ยนเป็นถังผอมยาว 64 ลิตรแทน เพื่อการเดินทางไกลกับเพื่อนๆ
ล้อเดิมๆ ก็เปลี่ยนเป็นล้อแมกซ์ JRD (แน่นอน....มือสอง)


Body รถเดิมๆ ดูไม่ดุดัน เลยใส่คิ้วล้อ ( เอาไปช่วยกันใส่บ้านเพื่อนอู๊ด [ Yukujung Ini ] เจ้าเดิม )
รูปร่าง และ กำลังของรถ ดูลงตัว - ความเห็นส่วนตัว


คันนี้ ลงประกาศขายในเวปตลาดรถ ที่เดียว เหมือนเดิม
มีผู้สนใจโทรฯ มาถามกันมากมาย แถมบางรายอยากได้ล้อเดิม ให้หาเปลี่ยนให้
เอ่อ.....ยังไม่มาดูรถ ยังไม่ตกลง ยังไม่จ่ายเงินจอง จะให้ผมทำนู่นทำนี่ คงไม่ได้ละครับ



และความที่ผมทำงานประจำ ก็เลยมีเวลาให้ดูรถได้วันเดียว คือวันอาทิตย์
ใครอยากมาดู สะดวก ก็โทรนัดมา ไม่พร้อม ไม่สะดวก ก็ผ่านไป ก็เท่านั้น
จนมีรายแรกที่มาดูรถจริงๆ ก็ตกลงโอเคกัน แต่เขาขอจัดไฟแนนซ์ ซึ่งผมก็ไม่ซีเรียส


ก็ถือว่าเป็นโชคดี ที่การซื้อ-ขายรถ ในแต่ละคัน ไม่มีครั้งไหนที่ขาดทุน หรือเจ็บตัว
อาจจะมีกำไรนิดๆหน่อยๆ พอที่จะทำให้สบายใจในการเล่นรถมือสอง

เป้าหมายต่อไป จะเป็นรถอะไรดี ???



ขั้นตอนการจัดไฟแนนซ์รถเก่า (มากๆ ปี 1993 ไฟแนนซ์ไม่ค่อยจัดรถเก่ามาก)

1. ผู้ซื้อตกลงราคากับผู้ขาย เท่าไร ก็ว่ากันไป
2. นัดกัน เอารถมาให้ให้ไฟแนนซ์ถ่ายรูป ทำเรื่องขอจัดไฟแนนซ์ ส่วนใหญ่ก็ที่เต๊นท์รถน่านแหละ ผู้ขาย เตรียมสำเนารถนะครับ อย่าเพิ่งให้เล่มทะเบียนไปก่อนล่ะ
3. รอไฟแนนซ์จัด ทำเรื่องว่าผู้ซื้อ ผ่าน / ไม่ผ่าน ส่วนผู้ขาย นั่งเกาสะดือรอ หรือ ดำรงชีวิตปกติ ขั้นตอนนี้ น่าจะใช้เวลาประมาณ 3-5 วันทำการ
4. เมื่อเรื่องผ่าน ทางเต๊นท์จะนัดให้เอาเล่มทะเบียนมาให้ เพื่อทำเรื่องโอนเป็นชื่อไฟแนนซ์ (ส่วนใหญ่ก็จะโอนนอก- คือไม่ต้องเอารถไปโอนน่านแหละ)
5. เมื่อไฟแนนซ์โอนเสร็จ ก็ราว 3 วันทำการ ก็จะส่งเช็คมาให้ทางเต๊นท์ เพื่อโอนเข้าบัญชีผู้ขาย หรือนัดกันมารับเช็คที่เต๊นท์
6. ผู้ซื้อจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ผู้ขาย แล้วจึงส่งมอบรถกัน หากจัดไฟแนนซ์ได้เต็ม ก็ไม่ต้องเตรียมเงินสด
7. ผู้ซื้อ ได้รถ พร้อมหนี้สิน จริงๆ ได้หนี้ตั้งแต่ทำเรื่องจัดไฟแนนซ์แล้วละ
8. ผู้ขาย ได้เงินสด จากผู้ซื้อ และเช็คจากไฟแนนซ์ หรือ ผ่านเต๊นท์รถที่จัดไฟแนนซ์

คร่าวๆ ก็จะแบบนี้ อาจจะมีแตกต่างกันนิดๆ หน่อยๆ ต่างกรรม ต่างวาระ
จะว่าไปแล้ว ก็ 2 อาทิตย์เลยนะเนี่ย
ถ้าจะซื้อรถมือสอง ปีใหม่ๆหน่อย ก็แนะนำว่า ตลาดรถดอทคอม นี่ละครับ
รวดเร็ว ทันใจทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ไม่ต้องรอนานอย่างผม ( ที่ขาย Vitara นี่ละครับ )
ขอให้โชคดีครับ กับรถมือสอง ( สาม สี่ .... ) ที่คุณๆ ท่านๆ จะซื้อ

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

I almost forgot : เกือบจะลืมไปหมดแล้ว (เชียว)


I almost forgot - Matthew Sweet : ภาคแปล



You would never turn around
เธอไม่ควรจะหวนกลับมาอีก
You're laughing at everything that's bringing me down
ตราบที่เธอยังยิ้มได้ จากการที่ทำให้ฉันเจ็บปวด
Did you say you loved me?
เธอเคยบอกใช่ไหม ว่ารักฉัน
I almost forgot, I almost forgot
ฉันเกือบจะลืมอดีตได้หมดแล้วเชียว

That I will never be free
ฉันไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตมีอิสระเลย
There'll always be something
ความรู้สึก และภาพต่างๆของเรา
Stuck inside of me
ยังคงเป็นปมติดอยู่ในใจ
Did you say you felt that?
เธอยังคงรู้สึก เหมือนที่ฉันรู้สึกบ้างไหม

I almost forgot, I almost forgot  
ฉันเกือบจะลืมอดีตได้หมดแล้วเชียว
I almost forgot, I almost forgot  ฉันเกือบจะลืมอดีตได้หมดแล้วเชียว
I almost forgot, I almost forgot  ฉันเกือบจะลืมอดีตได้หมดแล้วเชียว

You knew me
เธอน่ะ รู้จักฉันดี
Changed my name
ว่า (การจากไปของเธอ ) มันเปลี่ยนแปลงตัวฉันไป
If love leaves us for a moment
แม้การจากกันเพียงชั่วเวลาสั้นๆ
Is it gone forever?
นั่นแปลว่า เราจะจากกันตลอดไปแล้วใช่ไหม

Make up your mind
ตั้งใจฟังให้ดีๆ
But then you should never have to choose
แม้เธอเอง ที่สุดแล้วก็ต้องเลือกที่จะจากกัน
Whenever you win, you know
เมื่อใดก็ตามที่เธอเข้าใจอะไรมากขึ้น เธอจะรู้ว่า
I'm wishing you'd lose So you know I love you
ฉันยังหวังให้เธอลืมเรื่องร้ายในอดีตของเรา  เมื่อรู้ว่า ฉันยังรักเธอมากเพียงใด

I almost forgot, I almost forgot  ฉันเกือบจะลืมอดีตได้หมดแล้วเชียว
I almost forgot, I almost forgot  ฉันเกือบจะลืมอดีตได้หมดแล้วเชียว
I almost forgot, I almost forgot  ฉันเกือบจะลืมอดีตได้หมดแล้วเชียว



ก็ไม่รู้เป็นอะไร หลงไหลกับ Sound ดนตรี ของ Matthew Sweet เหลือเกิน
แต่ไอ้หมอนี่ ก็ไม่ค่อนจะดังเปรี้ยงปร้างกับเขา
อาจจะเป็นเพราะ ช่วงเวลา จังหวะ ของการออกผลงาน ไม่ค่อยเป็นใจเอา
หรือว่า สิ่งที่หมอนี่ทำอยู่ มันอาจจะยังไม่ดีพอ ?