ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ช่องเย็น - ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ภาคเปราะบาง

"หมู มึงจำได้ไหม ที่เราว่าจะไปช่องเย็น ตอนหน้าฝน" เพื่อนอู๊ด บอกเพื่อเตือนความจำผมราวๆ ต้นเดือนมิถุนายน 2011 เป้าหมายคือ ศาลาชมวิวขุนน้ำเย็น
"เออ....จำได้ ไปดิ 18 นี้เลยไหม" ผมเหลือบดูปฎิทิน แล้วระบุวัน จริงๆ แล้ว เพราะหลังวันเกิดลูก 1 วัน ก็เลยคิดว่า ไปช่วงวันเกิดลูกก็ดี ไปฉลองกันบนเขาบ้าง

วันรุ่งขึ้น หลังจากเพื่อนอู๊ดเตือนความจำ
"เรียบร้อยแล้วนะ กูนัดคนอื่นๆไว้แล้ว 18-19 นี้ ออกกันตอน ฯลฯ .... " ผมสาธยายเสร็จสรรพ
"ไอ้ควายล่ะ บอกมันยัง" เพื่อนอู๊ดถามกลับ เพราะ จะไปกัน ยังไม่บอกให้เจ้าบ้านรู้เลย
"เออ....มึงน่ะรู้คนสุดท้าย ว่ากูจะไปบ้านมึงกัน" เพื่อนอู๊ดโทรไปบอกเพื่อนควาย เจ้าบ้าน
ไปเที่ยวไหนต่อไหน ก็ขาดครัวนี้ไม่ได้ เพราะ เสบียงอาหาร เครื่องครัว บ้านนี้ เขาจัดให้เสร็จ รวมถึงผ้าห่ม สำหรับผม

ออกเดินทางกันแต่เช้า นัดเจอเพื่อนน้องระหว่างทางแถวอยุธยา แล้วแวะเติมเครื่องดื่มแถวสิงห์บุรี
แล้วก็แยกกันรับสมาชิกเพิ่ม ที่นครสวรรค์
ก่อนถึง นัดแนะสมาชิก ที่จะไปรับที่ นครสวรรค์
"แว่น เตรีัยมเครื่องดื่ม กะ น้ำแข็งให้ด้วย"
แค่นั้นละ มันอามาแบบสะใจ ทั้งกระติด มหึมา และ น้ำแข็งถุงใหญ่

สรุปสมาชิก ณ. จุดที่จะเข้าเขต กำแพงเพชร

สมาชิก ทีมงาน พยักหน้าสัญจร [ผม , ดญ. อรสา , เพื่อนน้อง , เพื่อนแว่น ไป Fortuner]
[เพื่อนอู๊ด , เพื่อนพงษ์ ไป ล้อโต]
14:30 น. ไปถึงที่หมาย : บ้านไอ้ควาย เลยจากที่กำหนดตามแผนไป 30 นาที สบายๆ เวลาเหลือเฟือ
เตรียมคน เตรียมของ พร้อม .... Let's Go !
เพิ่มเติม - [เพื่อนควาย , เพื่อนนิ่ม , หลานรุ้ง , หลานพัช ไป รถเสบียง]
ช่วงหน้าฝนแบบนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่มาก
สภาพอากาศด้านล่าง ก่อนขึ้นเขา ก็ ร้อนปกติตามแบบประเทศบ้านเรา

แต่พอเริ่มขึ้นเขา ด้วยความชื้นในอากาศ กับ ต้นไม้ที่เต็มเขา
ก็เจอหมอกอยู่ตลอดทั้งวัน รวมถึง เม็ดฝนปรอยๆ ที่มาทักเราเกือบตลอดทั้งวัน
สักพัก พวกเราก็ถึง ขุนน้ำเย็น จุดที่เราตั้งเป้าจะมาพักแรมกัน
จุดที่ผมกับเพื่อนอู๊ด ตั้งใจ คือ จุดชมวิว ที่เป็นศาลาบนสุดของขุนน้ำเย็น
แต่แล้ว เป้าหมายที่เราหวังไว้ คงไม่ได้ตามนั้น
ลมครับ ... ลมแรงมาก ขนาดคนยืนยังลำบาก แล้วลมที่เขานี้
ไม่ได้มาจากทิศทางเดียว ลมมาจากทุกด้านพัดหมุนวนไปมา
รวมถึง ฝน ที่โปรยมาตลอด แม้จะอยู่ในศาลา ก็โดนลมพัดมาให่้ชุ่มฉ่ำ

ทำให้เราต้องปรับแผนใหม่ ต้องลงไปพักศาลาด้านล่าง  เพื่อความปลอดภัย
แล้วงวดหน้า ผมกับเพื่อนอู๊ด นัดกันว่า จะเตรียมอุปกรณ์ผูกรั้งเต๊นท์มาเยี่ยมใหม่
จากจุดที่ผมยืนอยู่ จะเห็นว่า ลมมาทั้งจากขวามาซ้าย และ จากซ้ายมาขวา
ยังไม่รวมบางจังหวะ ที่ลมพัดจากทางด้านหลังมาข้างหน้า
ต้องหลบตามแนวเสา เพื่อการทรงตัวที่ดีเวลาถ่ายรูป
บรรยากาศ สภาพอากาศ ฝน มาครบอย่างที่ต้องการ มีแต่ลม ที่มาเกินกว่าที่เรารับมือไหวสำหรับทริปนี้
พวกเรา จำใจต้องกลับลงมา กางเต๊นท์ด้านล่าง แล้วค่อยขึ้นไปเสพบรรยากาศข้างบนในยามเช้า
จังหวะนี้ ขอเตรียมที่กิน ที่นอน เครื่องดื่ม ให้พร้อมสรรพก่อน..........
เพื่อนน้อง ก็ไม่ยอมตกยุค Planking ได้ตลอด ไม่ว่าจะมุมไหน สถานที่ไหน
เมื่อทุกอย่างพร้อม แม่ครัว พ่อครัว ก็ บรรเลง
คนกิน ก็พร้อมบรรเลง [จริงๆ ก็บรรเลง เครื่องดื่มกันตั้งแต่นครสวรรค์แล้วละ]

แล้วพวกเราก็เสพบรรยากาศ และบทสนทนา ไปจนราตรี ผ่านไป.... ผ่านไป....
ส่วนผม หลับก่อนใคร แต่ยังส่งเสียงทักทายเพื่อนๆ ตลอดทั้งคืน
แล้วก็เป็นผมอีักเช่นเคย สำหรับทุกทริป ที่จะต้องแหกขี้ตาตื่นก่อนใครๆ
ราวๆ 06:00 น. ผมก็ลุกจากเต๊นท์ เดินมองซ้าย ขวา แล้วก็ ออกเดินไปเรื่อยเปื่อย
สูดอากาศยามเช้า โอโซนของป่าแม่วงศ์ พร้อมอาการหอบ จากการเดินขึ้นเนินสูง เ็ป็นทางยาว
อายุมากขึ้น ก็ แบบนี้ละ เจอหนักๆหน่อย ก็ต้องพัก....เฮ๊อ.....
ยามเช้า ไม่ได้มีเพียงแค่สายหมอก แต่ยังมีละอองฝน ที่มาพร้อมๆกัน
ไม่ใช่แค่หมอกกลั่นตัวเป็นเม็ดฝน แต่เป็นฝนเลย สาดเป็นละอองให้ได้ชุ่มฉ่ำ
แล้วที่ขาดไม่ได้เลย ก็ ลม นั่นแหละ ที่ มารอบๆ ทิศตลอดเวลา
เมื่อได้เวลา พวกเราก็รวมตัวกันถ่ายรูปหมู่ ผมเลยมีไอเดียขึ้นมา....ปิ๊ง......
"คราวหลังกูสั่งทำแผ่นผ้ามาดีกว่าว่ะ เขียนว่า ทริปไปไหน เมื่อไร"
"เสร็จแล้ว ถ่ายรูปกับป้าย ใครไปมั่ง ก็มาเซ็นชื่อที่ป้าย อีก 20 ปี มันจะมีค่าว่ะ"
ผมเสนอ แล้วก็คิดว่า ทริปหน้า คงทำตามที่คิดไว้ และก็จะทำทุกทริป  หลังจากนี้ไป
ไม่ว่า จะทริปประจำปี หรือ ทริป คั่นเวลา
อย่างน้อยมันก็มีป้ายเป็นวัตถุ ที่แสดงความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และเป็นความทรงจำต่อกัน
แล้วเราก็ไปต่อกันที่ ช่องเย็น เพราะไหนๆก็มาแล้ว ไปอีกนิด เผื่อคนที่ยังไม่เคยมา จะได้รู้ว่า มันคืออะไร
เพื่อนน้อง ก็เหมือนเดิม Planking ได้ทุกที่

จากช่องเย็น มีทางขึ้นไปที่จุดชมวิว ดอยผาสวรรค์ ระยะทาง 300 เมตร.....โอย....สบายๆ แค่นี้เอง
ระหว่างทาง ทั้งลม ทั้งละออง ทั้งฝนปรอยๆ มากันครบ
ต้นไม้รูปทรงแปลกตา และความชันของเส้นทางที่ขึ้น ทำเอาหอบแบบหนาวๆ ได้
ความชันของภูเขา ทำเอาเมื่อยขา และ ล้ามาก แม้จะทางแค่ 300 เมตร.
กลับจากช่องเย็นลงมา เพื่อนอู๊ดชวนแวะ ขุนน้ำเย็นอีกครั้ง
 แล้วฝันของเจ้าหล่อน ก็เป็นจริง ได้ภาพ Planking งามๆ ท่ามกลางหมอก
ระหว่างทางลง ก็แวะถ่ายรูปไป ชื่นชมบรรยากาศไป

กลับมาที่จุดเริ่ม ทำไมถึงภาคเปราะบาง ?
ก่อนมา พวกเราชวนเพื่อนตุ๊ก กันมาล่วงหน้า 1 อาทิตย์ได้ตกลงว่า ไปแน่
วันนึง เพื่อนตุ๊กกลับบอกว่า "ฉันไม่ไปละ ไม่มีใครง้อชั้น"
"อ้าว...หอกอะไรวะเนี่ย" สุดท้าย ถึงได้รู้ว่า งอนเพื่อนพงษ์ ที่ไม่ง้อ ให้เจ้าหล่อนไปนั่นเอง
ประมาณว่า ฉันเปราะบาง ง้อฉันอีกนิด ฉันถึงจะไป
"ง้อครั้งเดียวไม่พอนะเธอ"

อีกคนที่ไม่ได้ร่วมคณะ ดช.ปัณชญา ติดภารกิจ หาเสียงเลือกตั้ง โค้งสุดท้ายอยู่ (มั้ง)
แม้ไปโดยไม่มีลูก จะเหงา ผิดหวัง และเสียใจ แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป และทริปใหม่ๆ ก็ยังรอเขาเสมอ

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รัฐบาล บนบ่อทอง - ปฐมบท

อันหลู เป็นพนักงานลูกจ้างเอกชน ทำงานกินเงินเดือน
อันหลู เป็นคนขี้เบื่อ ขี้รำคาญ แต่ก็พยายามอยู่บนพื้นฐานของระเบียบองค์กร
พยายาม ในที่นี้ คือ มีบ้างที่ออกนอกกรอบ นอกระเบียบ
มีบ้าง (บ่อยๆ) ที่ไม่คิดว่า ลูกค้าคือพระเจ้า
มีบ้าง ที่กวนบาทา เจ้านายชาวต่างชาติ
มีบ้าง ที่ ฯลฯ

องค์กรของอันหลู เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายโยงไปทั่วโลก
พูดภาษาบ้านๆ คือ มีสาขาและบริษัทในเครืออยู่ทั่วโลก น่านละ
ต้นกำเนิดขององค์กรที่ทำอยู่ คือ ญี่ปุ่น
ประเทศที่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดี น่าเรียนรู้ เป็นแบบอย่าง
ประเทศที่มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่น่าจะเหมาะสมกับคนไทยเท่าไร


องค์กรนี้ เรียกกันว่า "บ่อทอง"
อ้าว...ทำไมเรียกว่า "บ่อทอง"

อย่างแรก คือ เลี่ยงการใช้ชื่อจริง (เหตุผล ง่ายๆๆๆๆ)

อย่างที่สอง คือ นี่คือสถานที่ที่มาเสวยสุขของคนต่างชาติที่มาบริหารงาน
เอาละ...เริ่มเสียวสันหลังละซี อันหลู เตรียมตัวหางานใหม่ได้ละมั้ง




ตัวของอันหลูเอง ก็ทำงานมานานหลายองค์กร รวมๆแล้ว ก็น่าจะ เกือบๆ 20 ปีแล้วละ
นับว่า อยู่ในวัยทำงาน (ยังไม่แก่ง่ายๆหรอก)
ประสบการณ์ ก็นับว่า พอสมควร(กับวัย)
ในองค์กร "บ่อทอง" เอง ก็มาทำได้ราวๆ 4 ปี ก็อาจจะได้ระยะเวลาที่เหมาะสม ที่จะไปทำมาหากินอย่างอื่นได้แล้วมั้ง
อันหลู คิดและบอกกับตัวเองแบบนั้นเสมอๆ ก็บอกแล้วว่า มันขี้เบื่อ ขี้รำคาญ

แล้วทำไม หัวเรื่องต้อง รัฐบาล บนบ่อทอง
"รัฐบาล" เป็นคำที่เสมือนตัวแทนของการบริหาร
ไม่ว่าจะองค์กรระดับชาติ ระดับประเทศ ระดับตำบล
หรือ แม้แต่ ระดับเล้าหมู เล้าไก่ ต้องมีการบริหารทั้งนั้น
แม่สั่งอันหลูไปกวาดเล้าหมู นั่นก็คือการบริหาร - หรือ ไม่จริง ?

"บ่อทอง"  ก็เป็นคำที่เสมือนตัวแทนองค์กร ที่อยู่ที่มุมของเราเอง
ที่จะมองว่า เราสร้างอะไรให้องค์กร เพื่อตอบแทนการจ้างงาน
หรือ เราจะมาเสวยสุข สูบอะไร จากที่องค์กรให้
อู้งานได้เมื่อไร จะมาพล่ามต่อ กับเรื่องของ อันหลู.......

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทเรียนที่สอนพ่อ - ตอน มะลิในมาลัย

03 มิถุนายน 2011
ไปรับลูกจากบ้านยาย วันนี้ ลูกไม่ได้ไปโรงเรียน ด้วยเหตุผลที่คลุมเครือ
ไม่เป็นไร นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไขกันต่อไป

เราพ่อ-ลูกกินข้าวกันร้านเดิมๆ ที่เคยกินกันประจำแถวบ้าน "ร้านของบล"
ระหว่างที่กินอาหารเย็นกันอยู่ สักพักก็มี อาบังขายถั่ว เข้ามาขายของที่โต้ะที่เรากินกันอยู่

อาบังนี่ แกมาเข้ามาขายถั่ว ที่นี่ประจำ ทุกเย็นที่ผมกินที่นี่ ก็จะเจอกัน
แกยกมือไหว้ แล้วพูดอะไรไม่รู้ กี่ครั้งผมก็ไม่เคยฟังว่าเขาพูดอะไร
แต่คำตอบ ก็แบบเดิม สำหรับผม คือ "ส่ายหัว"
ตามรูปแบบของอาบังครับ ยืนตื๊อ อีกนิด
อาจจะอยากเห็นผมส่ายหัวอีกครั้ง จึงจะมีแรงเดินต่อ
ผมก็จัดให้อาบังครับ "ส่ายหัว" อีกครั้ง แกถึงเดินไปได้

เราพ่อ-ลูก กินข้าวกันต่อ
สักพักก็มีเด็กสาว เดินเข้ามา คราวนี้ เป็นคนขายมาลัยดอกไม้
หอมครับ ... เดินเข้ามา กลิ่นดอกมะลิ ช่างหอมชื่นใจ
รูปแบบก็เดินมาแบบ "อาบัง" น่านละครับ
แต่น้องสุภาพ นอบน้อมกว่า ผมก็ "ส่ายหัว" เป็นคำตอบ

พอน้องเขาออกไปจากร้าน
ลูกชายผม ก็หยุดกินข้าว แล้วเริ่มสนทนา

"ผมว่า พ่อน่าจะซื้อของเขาซะหน่อยนะครับ ผมว่าซื้อพวกนี้ ดีกว่่าให้เงินขอทาน"
"อ้าว...ทำไมหรอ พ่อไม่รู้จะซื้อไปทำอะไำร" ผมตอบในสิ่งที่ผมคิด
"ผมว่า เราช่วยซื้อของเขาบ้าง ราคาไม่เท่าไรหรอก" ลูกผมเสนอความคิด
"แล้วพ่อต้องซื้อถั่วของ อาบังด้วยไหมล่ะลูก" ผมถาม เพราะอยากรู้ในสิ่งที่เขาคิด

เราสองคนพ่อลูก มักจะสนทนากันแบบนี้ เรื่อยๆ เพราะวิถีชีวิตของลูกกับพ่อต่างกัน
ลูก เขาจะได้รับอิทธิพลความคิดจากพ่อ ในช่วง เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น
ส่วนวันธรรมดา เขาจะได้รับวิธีคิดจากแม่

"ถั่วของอาบัง เขาแค่รับมาขาย ไม่ได้ทำอะไรมากน่ะพ่อ" ลูกพยายามอธิบาย
"แล้วพวงมาลัยล่ะ" ผมถามลูก แต่ในใจ เริ่มเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อบ้างแล้วละ
"พวงมาลัยน่ะ เขาต้องไปซื้อดอกไ้ม้ มาร้อยเป็นพวง เขายังได้ทำงาน"
"พวกขอทาน ไม่ได้ทำอะไร แต่นี่ เขายังทำงาน เพื่อแลกเงิน"
"ถั่วน่ะ เขาก็รับมาขาย ไม่ได้ทำอะไรมาก ไม่เหมือนพวงมาลัยนะพ่อ"
"เราช่วยอุดหนุนเขา เขาจะได้มีรายได้ มีกำลังใจที่จะทำ"
ลูกชายวัย อีก 14 วัน ครบ 12 ขวบ ใส่พ่อมาเป็นชุด

ตัวผมเอง บอกตรงๆ เป็นคนหยาบ ไม่ละเอียด ละเมียดกับชีวิต ความรู้สึกคนมากเท่าไร
สิ่งที่ลูกมี และเป็น บางเรื่อง สอนพ่อ กล่อมจิตใจพ่อ ให้ใส่ใจ ให้ละเอียด กับสภาพรอบๆตัว
แม้วัยจะผ่านมาเกือบ 40 ปี ก็ยังไม่ค่อยอ่อนโยนเลย
ต้องให้ลูกสอนอยู่เสมอ

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

มิตรสหาย ของเด็กชาย ปัณชญา

26 พฤษภาคม 2011

วันนี้ เป็นอีกวัน ที่นัดลูกกินข้าวเย็นด้วยกัน
"พ่อคงไปถึงราวๆ หกโมงเย็นนะลูก" ผมบอกกับลูกเพื่อให้เขารู้ว่า เลิกเรียน จะได้วางแผนตัวเ้อง ว่าจะไปรอที่ไหน อย่างไร
" ได้ครับ งั้นผมไปรอที่ นวมินทร์ Avenue นะครับ" ลูกผมบอกกับผมด้วยน้ำเสียงปกติ
เราพ่อ-ลูก นัดกันไว้ล่วงหน้าเสมอๆ

15.30 น. ลูกชายเลิกเรียน โทรมาถามพ่ออีกครั้ง
"เดี๋ยวผมไปรอกะเพื่อน นะครับ แล้วพ่อไปส่งเพื่อนที่บ้านได้ไหมครับ"
"ได้ซีลูก ถ้าบ้านเพื่อนไม่ได้อยู่แถวขอนแก่นน่ะ" ผมแอบๆ กระเซ้ากับลูก
"เฮ๊ย!..." ลูกชายอุทานแบบเด็กชาย 12 ขวบ


ย้อนกลับไปในวันแรกของการเรียนชั้นเรียนใหม่ โรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่ๆ
ขึ้นเรียนชั้น ม.1 โชคดี ที่เขามีเพื่อนที่เคยเรียนชั้นเดียวกันตอน ป.4 ในโรงเรียนเก่า
มาเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ในชั้น ม.1 ก็เลย สนิทกันไว
ขนาดเลิกเรียนวันแรก ก็ชวนกันไปเดิน นวมินทร์ Avenue ที่เป็นเหมือน Plaza ขายของ

17.15 น. "พ่อผมกิน Swensens กะเพื่อนรอพ่อนะครับ แต่ว่าผมไม่มีเงินแล้ว" ลูกชายบอกเชิงขอคำตอบ
"ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็กด ATM ซี"
ผมทำ ATM ให้ลูกไว้นานแล้ว 1 บัญชี พร้อมเงิน 1000 บาท เผื่อวันไหน ไปเตะถ้วยน้ำปลาใครแตก
"ไม่ได้เอามาครับ" ลูกตอบ
"โอเค งั้นกินไปเลย เดี๋ยวพ่อไปจ่ายให้"

17.45 น. ผมมาถึงที่ร้าน เจอลูกชาย กับเพื่อนๆ อีก 2 คน
ปาร์ค - เรียนด้วยกันชั้น ป.6 พอ ม.1 อยู่คนละห้องกัน
มิค - เรียน ป.4 ด้วยกัน พอ ม.1 ได้กลับมาอยู่ห้องเดียวกัน

ผมเดินเข้าไป เห็น ปาร์ค ถือถุงพลาสติก
ข้างในเป็นซากไข่ ที่มีหุ่นไดโนเสาร์เล็กๆ อยู่ข้างใน
เข้าใจว่า ปาร์ค คงแกะเองเพื่ออยากรู้ว่าข้างในมีอะไร และเป็นอะไร

ส่วนลูกชายผม ถือถุงน้ำ ที่ยังมีไข่ข้างใน ที่ยังไม่แตก แต่แววตามีแต่ความอยากรู้ ว่าข้างในมันจะเป็นตัวอะไร

ส่วนมิค มองดูเพื่อนๆทั้ง 2 อย่างสนใจ

ผมเห็นก็เลย อ๋อ... รู้ว่า ของเล่นแบบนี้ คืออะไร
แล้วก็บอกให้เด็กๆ ทั้ง 3 คนฟัง ว่ามันมีแบบไหน อย่างไรบ้าง



จริงๆ ทั้ง 3 คนก็รู้มาคร่าวๆ จากสาวสวยคนขายแล้ว ว่ามันคืออะไร ต้องทำอย่างไร
ไอ้ไข่ที่ว่า เรียกว่า Growing Egg มีหลายแบบ ทั้งไข่สีขาวๆ ไข่สีลายๆ รวมทั้ง แบบเพนกวินที่มีเปลือกใสๆหุ้มอยู่รอบๆ

แต่ละแบบ Spec. จากเมื่องนอกระบุว่า จะพองตัวภายใน 48 ชั่วโมง และ สามารถ ขยายตัวได้ถึง 600 % นั่นคือ 6 เท่าตัวเชียว


จากนั้นผมก็อธิบายว่า ราคาเมืองนอกส่งถึงไทย อยู๋ที่ 1 US. หริือ ราว 30-31 บาท ก็เลยถามลูกๆ ทั้ง 3 ว่าซื้อมาเท่าไร
"65 บาท" อืม....รับได้ ราคาไม่เวอร์มากไป


จากนั้น ผมยังอธิบายเพิ่มเติมไปอีกว่า
สมัยที่พ่อยังเด็กๆ ก็มีขาย แต่เป็นแบบเปลือย ไม่ได้เป็นไข่อย่างปัจจุบัน
เคยมีข่าว เด็กที่ไม่รู้ เห็นสีสรร สวย สดใส เลยจับเข้าปากกินไปซะ
ไอ้ของพวกนี้ มันดูดซึมน้ำ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะดูดน้ำในร่างกายเข้าไป
รวมทั้งของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำย่อย เลือด ฯลฯ
ดังนั้น ให้เขาระมัดระวัง ของเล่นแบบอื่นๆด้วย

จากนั้น เมื่อถึงเวลาพ่อแม่แต่ละคนมารับ  เพื่อนๆก็ต่างคนต่างกลับ
เหลือกัน 2 คน พ่อ-ลูก หลังจากจ่ายค่าไอติม ทั้ง 3 ถ้วยเสร็จ ก็พาลูกเดินมาหาอะไรกิน
คิดอะไรไม่ออก ก็เดินไป Fuji ละวะ
กินไปพลาง ให้ลูกทำการบ้านไปพลาง

"อะไรวะ ห.ร.ม. แบบคอกหมู" มันคือการ หารร่วมมาก แบบวิธีคอกหมู
งง งง งง งง งง งง งง งง
ไม่รู้จะสอนลูกอย่างไร ด้วยความที่เป็นคนมีอคติ กับวิชานี้ด้วย
ก็พยายาม โดยให้ลูกสอนพ่อก่อน
แล้วพ่อ พอจะเข้าใจ ถึงได้บอกวิธีคิด ให้ลูกในแบบของพ่อ
ต่างคนต่างสอนกันไป .... กินไป ... สอนไป...

ไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา เรื่องชีวิต วิธีคิด ลูกก็ยินดีรับฟัง
หากเราปล่อยวางเรื่องความห่างของวัย ก็จะเข้าใจ (บ้าง)

"พ่อครับ... ถ้าไข่มันแตก แล้วออกมาเป็นตัวอะไร ผมจะโทรฯบอกพ่อคนแรกนะครับ"

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คลองมะเดื่อ - เลอะเทอะ เละเทะ

"วันนี้ว่างไหม ? ไปเที่ยวบ่อดินกัน"
"มีธุระที่ไหนป่าว ไปหาอะไรกินที่บ่อดินไหม ?"
เสียงโทรศัพท์ ชักชวนแนวๆนี้ มาหาผม 2-3 ครั้ง
เพื่อนอู๊ด แกนนำทีมงาน "ยุกูจัง" ทำงานเป็นระยะ เพื่อปลุกอารมณ์ขับ 4 ของผม

16 พฤษภาคม 2554
"พรุ่งนี้ไปไหนป่าว ไปคลองมะเดื่อกัน" เสียงเพื่อนอู๊ด ชักชวนผ่านทางโทรศัพท์
"โอเค !" คำตอบสั้นๆจากผม
"มึงเตรียมหาแผนที่ กะ GPS ไปด้วย"
"โอเค !" คำตอบสั้นๆจากผม อีกครั้ง
ว่าแล้วผมก็จัดเตรียม หาข้อมูล พิกัด GPS พิมพ์แผนที่เตรียมไว้ด้วย
สุดท้าย ลืมหมด .... อัลไซเมอร์เริ่มรับประทานละกรู....

17 พฤษภาคม 2554
08.30 น. เริ่มเดินทางมีผม เพื่อนอู๊ด และพี่เจิด เดินทางไปเรื่อยๆ
เดี่ยวมีคณะน้องโก๊ะ ตามมาอีกคัน
ทริปนี้ ตั้งใจลอง Winch ใหม่ของน้องโก๊ะ
เรามาตามเส้นทาง รังสิต - นครนายก
ถึงนครนายก
วิ่งไปตามเส้นทางน้ำตก สาริกา มีป้ายบอกน้ำตกตลอดทาง

ก่อนถึงน้ำตกสาริกา จะมีแยก ให้เลี้ยวขวาไปตามทางน้ำตกนางรอง

จากจุดนี้ มีร้านอาหาร ของกินเพียบ
ใครจะโปรโมทร้านไหม จริง หรือ ลวง ก็ไปลองชิมเองจะดีกว่า
 เพราะมีให้เลือกหลายร้านมาก

หลังจากจอดรถกินข้าวสาย และเตรียมอาหารไว้ยามบ่ายเรียบร้อยแล้ว

พวกเราเดินทางต่อ เลี้ยวซ้ายเข้ามาทางวัดบ้านดง โดยการถามทางตลอด
เนื่องจากพิกัด GPS ที่มีคนโพสในเวป มันบอกให้ผมวิ่งวนอยู่แถวนครนายกนั่นเอง หรือว่า มันมีหลายคลองมะเดื่อกันหว่า ที่นครนายกเนี่ย.....
ว่าแล้วก็แอบนึกในใจ พิมพ์แผนที่มา แล้วดันลืมไว้ที่ทำงาน ....เฮ๊อ....หน่วยความจำชักแย่ละ
วิ่งมาเรื่อยๆ ถามทางไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจะถูกทางละ ถนนช่วงแรกๆ ทางเข้าตามหมู่บ้านคน ยังเป็นถนนราดยาง สบายๆ วิ่งได้เรื่อยๆ
บริเวณข้างทางเริ่มเห็นว่าเป็นภูเขาสูงสองข้างทาง อากาศเริ่มเย็นสบาย โชคดีที่ฝนๆไม่ตกลงมาให้เปียก
เข้ามาอีกนิด เป็นถนนลูกรังอัดแน่น ก็ยังไปได้เรื่อยๆ อากาศเย็นสบาย
มาเรื่อยๆ จะเห็นสองข้างทาง ปลูกส้มโอ(ขาว ลูกสาวสวย) ไปเป็นระยะ
สวนส้มโอเนี่ย ตอนกลางวัน ผมรู้สึกเฉยๆ แต่ตอนกลางคืนนี่แหละ
น่าสนใจมาก ไว้ช่วงท้ายๆ จะเฉลย ว่า น่าสนใจยังไง ... ใครใจร้อนก็เลื่อนลงไปอ่านก่อนเลย....
ต้นไม้ใหญ่ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ยังมีอยู่ให้เห็น ไม่กี่นาทีจากกลางเมืองเอง
วิ่งไปเรื่อยๆ ก็เจอคลองหนึ่ง น้ำในลำธารไม่มากนัก รถวิ่งไปสบายๆ
พวกเราวิ่งผ่านคลองหนึ่ง คลองสอง มาแบบไม่คิดอะไรมาก เพราะอยากไปให้ไกลเท่าที่จะไปได้
พวกเรามาจอดกันที่คลองสาม เพื่อนอู๊ดจัดแจงจอดรถหลบทาง เพื่อให้คันอื่นๆไปได้สะดวก
จากจุดต้นทางมาจนถึง คลองสาม รถขับเคลื่อน 2 ล้อ ก็สามารถเข้ามาได้ อย่างไม่ยากเย็นอะไร
เพราะทางเป็นถนนดินธรรมดา ไม่มีโคลน หรือ ร่องหลุมลึกมากนัก
แต่ถัดจากนี้ไป ต้อง 4WD เท่านั้นครับ เพราะอะไร เชิญรอช่วงต่อไป
เพราะตอนนี้ ขอพักจอดรอน้องโก๊ะ นั่งจิบเบียร์ในลำธารให้ชื่นใจก่อน
จากจุดที่เป็นคลองสาม หากข้ามลำธารไป จะมี 2 ทางให้เข้าไป
จุดที่เป็นทางปกติ ไม่เสียเงิน จะมีหลุมแอ่งขนาดใหญ่ให้ลง
อีกจุด ต้องเสียค่าผ่านทาง 50 บาท เพื่อเลี่ยงหลุมที่ว่านั่นละ
(แอบคิดในใจ มันแอบขุดกันเองป่าววะ)
เพราะ 50 บาท/คัน กับทางเลี่ยงประมาณ 200 เมตร แพงเหมือนกันนา...

เมื่อน้องโก๊ะและชาวคณะมาถึง พวกเราก็เดินทางต่อไป โดยใช้เส้นทาง 50 บาท
เข้ามาได้ไม่ถึง 100 เมตร ก็เจอรถ 2 คันที่เข้ามาก่อนเรา
คันแรกจมอยู่ในหลุมที่บอกไว้ น่้านละ
ส่วนคันที่ 2 กำลังเตรียมดึง เพื่อจะหลุดให้ออกมาจากหลุม
พวกเราจอดดูอยู่สักพัก เพื่อดูทีท่า ว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง
น้องโก๊ะ จัดแจงเสียม มาขุดบริเวณหลุม เพื่อให้ความสูงของหลุม ลดลง รถจะได้ถูกดึงขึ้นได้โดยสะดวกขึ้น (อีกนิด) เพราะทั้งค้นหน้า และ หลัง จมอยู่ทั้งคู่
อีกปัญหา คือ คันหน้า สตาร์ทไม่ติด ! เพราะฉะนั้น ต้องใช้แรงคันหลัง + Winch เพื่อที่จะดึงรถออกมา
พวกเราอยู่บริเวณนั้นราว 40 นาที เมื่อรถขึ้นมาจากหลุมได้ เราก็เดินทางกันต่อ
รถ 2 คันนั้น ก็จำต้องเสีย 50 บาท/คันเช่นกัน
จากจุดที่เสีย 50 บาท หากอยู่บริเวณนั้น ก็มีลำธารให้จอดรถ นั่งพัก ชื่นชมป่าเขาได้สบายๆ
แต่พวกเรารู้สึกว่า ยังไม่ได้ออกแรงอะไรกันมา เลยขอไปต่อ
เส้นทางต่อไป ก็ต้อง 4WD เท่านั้น เพราะถนนเป็นโคลน เลน ร่องดินล้วนๆ
เส้นทางก็มีแยกบ้างบางช่วง แต่พอโผล่หน้ารถไปก็จะเห็นว่า ไม่ใช่ทางจริง เพราะถูกกิ่งไม้ขวาง
ทางบางช่วง ก็ต้องวิ่งตามลำธาร ร่องดินสูง แบบว่า รถไม่สูงอาจจะติดท้อง ทำให้ล้อแขวนได้
พวกเรามากันเรื่อยๆ ไม่รู้ว่า คลองอะไรแล้ว เพราะ ผ่านลำธารมาหลายจุดมาก
จนมาถึงจุดสุดท้ายที่เราเข้าไป มีรถมอเตอร์ไซค์ Dirt Bike จอดอยู่หลายคัน
และมี 1 คันที่ขวางเส้นทางอยู่ ผมและเพื่อนอู๊ด เลยเดินสำรวจบริเวณนั้น เพราะมีทางแยกหลายแยกมาก
ซึ่งเดินดูแล้ว มันก็จะวนมาหากัน
พวกเราจึงตัดสินใจ จบเส้นทางที่ตรงจุดนี้ แล้วเตรียมกลับรถไปจอดบริเวณคลองสุดท้ายที่เราผ่านมา
เพื่อนั่งกินอาหาร และชื่นชมป่าไม้ ลำธารให้หายอยาก

รองเท้ากันน้ำ ราคาแพงของผม เละเทะ เต็มไปด้วยโคลน
แล้วรถเพื่อนอู๊ดละ ..... ไม่เหลือครับ เลอะเทอะ เช่นกัน
สักพักกลุ่ม Dirt Bike ก็กลับออกไป ในเวลาไล่ๆกันกับ รถ 2 คันที่ติดอยู่ตรงจุด 50 บาท มาถึง
ทั้ง 2 คัน ขับต่อเข้าไปบริเวณที่ผมเดินสำรวจ และคาดว่า คงจอดพักบริเวณนั้น
เรายิ้มทักทาย พูดคุยกันไปตามปกติ เหมือนคนรู้จักกันมาก่อน ...
ใช่ เราเคยรู้จักกัน เมื่อสักชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง แค่ยิ้มก็มีมิตรแล้ว
สักพัก พอรถบริเวณนั้น จากไปกันหมด น้องโก๊ะก็เริ่มลองรถ จากหลุมที่อยู่ตรงหน้า
พยายามไต่ ปีน เพื่อจะดึงตัวเองให้หลุดจากหลุม
สุดท้าย ขึ้นมาได้แต่ล้อหน้า ล้อหลังขึ้นไม่ได้ ส่วน Winch ยังไม่ได้ใช้
น้องโก๊ะก็เปลี่ยนเลน มาวิ่งทางอีกด้านที่ไม่มีหลุม
แล้วพวกเราก็กลับมาที่ลำธารสุดท้าย จอดรถ จอดคน แช่น้ำ
เล่นข้าวเหนียว ไก่ย่าง จิบเบียร์ ขาแช่ลำธาร ... โอว....สุขใจจริงๆ
จนเวลาโพล้เพล้ 18.30 น. เราก็เก็บทุกอย่างเดินทางกลับ
ระหว่างทางกลับ ก็ผ่านสวนส้มโอ ที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรก
สิ่งที่น่าสนใจคือ หิ่งห้อย เต็มสวนส้มโอ
หากใครมีโอกาสอยากไปกางเต๊นท์นอน ก็ขอแนะนำว่า บริเวณสวนส้มโอ
น่าจะ Romantic น่าดู .... จุ๊..กรู๊ว..........

------------------------------------------------
พ้นจากเรื่อง Romantic กลับมาที่เรื่องของเส้นทาง และผู้คน
ส่วนใหญ่คนที่เล่นรถ 4WD แล้วเข้าป่า เมื่อเจอคันอื่นๆที่เจอะปัญหา ก็จะมาช่วยกัน
ช่วยอะไรได้ ก็ช่วย อย่างน้อย ก็กำลังใจ รอยยิ้ม หรือ อุปกรณ์บางอย่างเท่าที่จะช่วย
แม้แต่ Dirt Bike พวกเราก็ลงไปช่วยเมื่อเห็นว่ารถเขาล้อจม ผ่านร่องดิน หรือ รากไม้ไม่ได้
บางคนอาจจะหวงรถบ้าง มองเราแปลกๆบ้าง แต่ก็เข้าใจ เพราะคันนึงก็หลายแสน
แต่ทำไงได้ กรูอยากช่วยพวกมึงนี่หว่า ....

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

About a Girl [ เธอเท่านั้น ] - Nirvana


About a Girl [ เธอเท่านั้น ] – Nirvana

I need an easy friend.
ฉันต้องการเพียงสักคนที่เป็นมิตร
I do, with an ear to lend.
คนที่จะคอยรับฟังสิ่งที่ฉันเป็นอยู่
I do think you fit this shoe.
ฉันก็หวังว่าเราจะเข้ากันได้
I do, won't you have a clue.
ไปด้วยกันอย่างไม่มีอะไรแคลงใจกัน

* I'll take advantage while.
ฉันจะเกื้อกูลกัน ในช่วงเวลา
You hang me out to dry.
ที่เราต่างพบความยากลำบาก
But I can't see you every night, free…
เพียงแต่ ณ. วันนี้ ฉันไม่ได้อยู่กับเธอในทุกๆค่ำคืน
I'm standing in your line.
ฉันกำลังยืนอยู่ในหัวใจเธอ
I do hope you have the time.
เพียงหวังให้เธอมีเวลาให้กัน
I do pick a number two.
เราจะให้ความรู้สึกที่พิเศษให้กัน
I do keep a date with you.
เราจะมีวันเวลาที่ดี ร่วมกัน

* I'll take advantage while.
ฉันจะเกื้อกูลกัน ในช่วงเวลา
You hang me out to dry.
ที่เราต่างพบความยากลำบาก
But I can't see you every night, free…
เพียงแต่ ณ. วันนี้ ฉันไม่ได้อยู่กับเธอในทุกๆค่ำคืน
(Solo)...  
 
I need an easy friend.
ฉันต้องการเพียงสักคนที่เป็นมิตร
I do, with an ear to lend.
คนที่จะคอยรับฟังสิ่งที่ฉันเป็นอยู่
I do think you fit this shoe.
ฉันก็หวังว่าเราจะเข้ากันได้
I do, won't you have a clue.
ไปด้วยกันอย่างไม่มีอะไรแคลงใจกัน

* I'll take advantage while.
ฉันจะเกื้อกูลกัน ในช่วงเวลา
You hang me out to dry.
ที่เราต่างพบความยากลำบาก
But I can't see you every night, free… I do
เพียงแต่ ณ. วันนี้ ฉันไม่ได้อยู่กับเธอในทุกๆค่ำคืน …
ได้โปรดอยู่เคียงข้างกันเถิด ... เราต่างจะมีความสุข