จะว่าไปแล้ว ช่วงเวลาหนึ่งๆของคน มันมีอะไรหลากหลายมากมาย
ถ้าเรามีเวลา ลองพินิจ พิเคราะห์อย่างละเอียดจริงๆ
มันมีเรื่องราวทุกวินาที ให้จดจำ
ความสุข ความเศร้่า ความหวัง
ถ้าเรากำำหนดเอง และสั่งให้เราคิดแบบนั้นได้
เพียงช่วงเวลาประมาณครึ่งปี ที่ผ่านมาของชีวิต
มันสร้างสรรค์ให้เป็น วิทยานิพนธ์ ชิ้นหนึ่งได้อย่างดี
ตัวละครต่างๆ (ที่มีชีวิต หรือไม่มีอยู่จริงก็ตาม) เราสามารถปั้นแต่งขึ้นมาได้
จะเป็นใคร อย่างไร หรือแม้แต่ตัวเราเอง
ก็เป็นดั่งนิพนธ์ที่เราเขียน
เชื่อเถอะว่า ที่ผ่านมา
มีความหวัง
มีความฝัน
มีจินตนาการ
ฯลฯ
เรื่องดีๆอีกหลากหลาย
แต่อย่าลืมว่า หากเราหลง มัวแต่มองแต่สิ่งที่กล่าวมา
โดยมองอีกด้าน ที่เป็นเหมือนกระจก ที่เราไม่เคยส่องมัน
วันนึง ได้ผ่านไปเจอ ไปเห็นกระจก
ก็เลยมองออกมาว่า เราเสียอะไรไปบ้าง
เวลา หรอ
โอกาส หรอ
ความตั้งใจบางอย่าง หรอ
ไม่ ละ
ไม่ คิดดีกว่า สิ่งที่ดี มีอยู่ มีค่าให้จดจำ
เพียง แต่ว่า
วันนี้ ยังไม่เข้าใจตัวเอง ว่า
ควรลืม หรือ ควรจำ
ค้นหาบล็อกนี้
วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553
แด่วีรชน ที่แท้จริง ที่ชายแดนใต้
ทุกดวงใจ ร่ำไห้ เพื่อชายไทย
ผู้ต่อสู้ เชิดชู ผืนดินนี้
ผู้ต่อสู้ เชิดชู ทั้งชีวี
ชีวิตที่ นังสตา ข้าขอพลี
แด่ ดวงใจทุกดวงที่สูญสลาย จากการสูญเสีย
ไม่ใช่แค่ 1 แต่มีอีกหลายท่าน ที่สละชีพเพื่อชาติ
สละชีพเพื่อชาติ
สละชีพเพื่อชาติ
สละชีพเพื่อชาติ ได้ยินไหม ไอ้พวกทำลายชาติ...ในเมือง ไม่ว่าสีไหน
หากใคร สีไหน จะตาย อย่าอ้าง คำว่าวีรชน ถ้าคุณไม่ได้ทำ
ด้วยหัวใจที่แท้จริง
มันก็แค่ทาสทางการเมือง
ที่มา : จาำกการได้รับข่าวสาร ของ พี่สมเพียร
ผมอยู่ห่างไกลข่าวสารเหลือเกิน
ผู้ต่อสู้ เชิดชู ผืนดินนี้
ผู้ต่อสู้ เชิดชู ทั้งชีวี
ชีวิตที่ นังสตา ข้าขอพลี
แด่ ดวงใจทุกดวงที่สูญสลาย จากการสูญเสีย
ไม่ใช่แค่ 1 แต่มีอีกหลายท่าน ที่สละชีพเพื่อชาติ
สละชีพเพื่อชาติ
สละชีพเพื่อชาติ
สละชีพเพื่อชาติ ได้ยินไหม ไอ้พวกทำลายชาติ...ในเมือง ไม่ว่าสีไหน
หากใคร สีไหน จะตาย อย่าอ้าง คำว่าวีรชน ถ้าคุณไม่ได้ทำ
ด้วยหัวใจที่แท้จริง
มันก็แค่ทาสทางการเมือง
ที่มา : จาำกการได้รับข่าวสาร ของ พี่สมเพียร
ผมอยู่ห่างไกลข่าวสารเหลือเกิน
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
You’ll never sad alone - Liverpool
03.00 น. ของคืนวันที่ 08 มีนาคม 2010 คือเช้าของวันที่ 09 มีนาคม 2010
ปกติผมไม่เคยเขียน วิจารณ์บอล เนื่องจากเหตุผล ที่ผมมีทีมโปรด ก็เลยกลัวว่า จะเขียนไปแล้ว เข้าข้าง หรือลำเอียงให้ทีมรัก แต่วันนี้ อดรนทนไม่ไหวจริงๆ
ทีมรักที่ตามเชียร์ ตามดูผลงานมาเกือบ 20 ปี ไม่เคยมีวันไหน ที่ดูแล้ว อยากจะปิดทีวี เท่ากับวันนี้
แม้วันที่ เราโดน Milan ยิงนำในครึ่งแรก 3-0 ในถ้วย UEFA Champion League เมื่อหลายปีก่อน ผมดูแล้ว ก็ยังไม่อยากปิดทีวี ด้วยเหตุผลอย่างที่บอก ลำเอียง คิดว่า ทีมเราจะกลับมาได้อยู่เสมอ (แม้จะทำได้น้อยครั้งมาก)
วันนี้ คืนนี้ ก็เหมือนเดิมครับ คาดว่าทีมรักจะชนะได้อย่างสบายๆ
เล่นผ่านมาได้ 24 นาที ผมก็เริ่มสังเกตเห็น แล้วก็คาดเดาผลได้เลยครับ ว่าวันนี้ ไม่ค่อยดีเลย สำหรับทีมรัก
จริงๆแล้ว ช่วงเวลาไม่กี่นาทีในช่วงแรก ก็ทำให้รู้แล้วละ ว่าดูบอลไม่สนุกเลย
ทีมเราเล่นไม่ได้เรื่องมาก จนอยากปิดทีวี ตั้งแต่ 24 นาทีแรกเลย แม้ ในเวลานั้น จะยังไม่เสียประตูก็ตาม แต่ทิศทางของเกม ผู้เล่น ไม่ได้ มีอะไรบอกเลย ว่าเราอยากได้ชัยชนะ
ความรู้สึกแรก ก็คือ Torres ยิงบอลไปโดนเสา ( ผมมีความเชื่ออยู่ว่า เมื่อทีมเรายิงโดนเสา หรือ คาน เมื่อไร ไม่เคยชนะ ซึ่งจริงๆแล้ว ที่เคยดูมา ชนะนะ แต่แค่ครั้งเดียว )
ต่อมา การที่ผู้เล่นในทีมรัก เกิดอาการ “ตาบอดสี” กันเกือบทั้งทีม คือ จ่ายบอลให้คู่ต่อสู้ ได้มากกว่า จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม ( อันนี้ อาจจะบอกเว่อร์ไปนิด ) เป็นเกือบทุกคน โดนเฉพาะ Gerrard ที่วันนี้ หลุดออกนอกทะเลไปไกลมาก
หน้าสากกะเบือ – D. Kyut นอกจากเป้นนักวิ่งกวดแบบมาราธอนแล้ว วันนี้ ยังโชว์สเตป ส่งลูกให้คู่ต่อสู้ แล้วเป็นผลให้ บอลถูกเปิดใส่กองหน้า Wigan ชาร์จบอลเข้าประตูไป สมใจพี่ท่าน
น้าเอ๋อ – J. Carragher วันนี้ โชว์เอ๋อ ให้เห็น ปลายครึ่งแรก ที่ส่งบอลก้ำกึ่ง ไม่อยากให้ผู้รักษาประตู ออกอาการเหงา เลยส่งคืนแบบก้ำกึ่ง เกือบโดนกองหน้า Wigan สอยบอลไปกินซะ อันนี้ ถือเป็นโชคจริงๆที่รอดการเสียประตู
แล้วยังมีต้นครึ่งหลัง ที่น้าเอ๋อ ทำเสียวสกัดบอลไปโดนกองหน้า Wigan แล้วบอลโด่งไปหาประตู โชคดีที่ กองหลังอีกคน Kygiagos เข้ามาโหม่งสกัดออกไป รอดการเสียประตูไปอีกหน
ปีกสนามหญ้า – Maxi ไม่รู้ว่า ซื้อ หรือ ส่งลงมาทำไม ไม่มีผลงานอะไร รับบอล ส่งบอล ในพื้นที่โล่งๆ ไม่ได้แสดงศักยภาพใดๆออกมา นอกจากการยืนให้มีผู้เล่นครบในสนาม แต่ผู้จัดการทีมก็ยังส่งลงสนามเรื่อยๆ รอปั้นให้รุ่งแบบไอ้ลูกรัก - Lucas
Torres วันนี้ ไม่มีทิศทาง ไม่มีเรดาห์ ยกเว้น ครั้งเดียว ที่แม่นมาก โดยการยิงล่อเสาเข้าไปจังเบอร์ ลืมไปว่า ชนเสา ไม่ได้นับเป็นประตู
-->
ส่วนตัวผมเห็นว่า เขาควรลงมาอยู่ในเกม แทนปีกสนามหญ้า - Maxi มากกว่าซะอีก เพียงแค่ นาทีแรก เขาได้บอล ก็โชว์สเตป ลากเลื้อยแบบสุดสะเด่าให้เห็น
แต่แล้วสิ่งที่ R. Benitez คิดอยู่ในใจ ก็ประจักษ์แก่สายตาผม เขาเริ่มหายไปจากเกม แล้วขณะหนึ่งเขาก็กลับมาครับ แต่มาอยู่ในแดนหลัง เลี้ยงบอลหลบไปมา โดนกองหน้าคู่ต่อสู้คาบไปจนเกือบเสียประตู
R. Benitez คงคิดในใจว่า น่าส่งมันมานาทีที่ 87 มากกว่า ให้มันเล่นดี ไม่กี่นาที ดีกว่าทำทีมเสียประตู หากปล่อยมันวาดลวดลายในสนาม
สบายๆครับ วันนี้ คืนนี้ นอนไม่หลับ เลยต้องมาเขียนระบายความอึดอัด รูปเกมวันนี้ โทษ R. Benitez คนเดียวคงไม่ได้ ทั้งทีม ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ก็เล่นแย่กันหมด ทั้งทีมเลย อ้อ ยกเว้น P. Reina ที่ถือว่าไม่พลาด เพราะลูกที่เสีย ก็โทษเขาไม่ได้เลย บอลมาแบบนั้น ยังไงก็เป็นประตู
สรุปผล ทีมรักพ่ายไป 1-0 คงพอใจกับสถานการณ์แบบนี้ หรือ อาจจะติดใจถ้วย EUROPA ซะแล้วก็เป็นได้ เปลี่ยนชื่อถ้วยใหม่ ก็เลยอยากได้แชมป์นี้ แล้วปีหน้าจะมาป้องกันแชมป์นี้อีก
ไม่องไม่เอามันละ ไอ้ Premier League กะ UEFA Champion League….555
วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553
แผ่นดิน กับ เจ้าดวงใจ
ถ้ารักแม่ จงรู้จัก รักแผ่นดิน
น้ำนมแม่ แผ่กระสินธุ์ สเน่หา
น้ำใจแม่ แผ่พิรุณ ชุ่มนภา
ลูกของแม่ จงหาญกล้า เดินทางไกล
ท่อนหนึ่งที่จำได้ ในบทกวีของกวี ที่เป็นขวัญใจ
"ไพวรินทร์ ขาวงาม" จดจำท่อนนี้ มาตั้งแต่สมัยเรียน
แต่จำไม่ได้ ว่ามาจากหนังสือเล่มไหน
เพราะเจอท่อนนี้เข้าไป ก็ไล่หาซื้อ หาอ่านของกวีท่านนี้
เฉพาำะที่เป็นกวีนิพนธ์ เท่านั้น
หลายปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้่เข้าไปร้านหนังสือเท่าไร
เลยไม่ได้รู้ว่า มีอะไรใหม่ๆอีกบ้าง เนื่องจากหนังสือออกกันเยอะเหลือเกิน
ประเภทแฉ.... ประเภทเบื้องหลัง.... ประเภทบันทึก....
โอย...สารพัน ลานตา
เจ้าดวงใจ รู้ไหม ใครรักเจ้า
ใครคอยเฝ้า ห่วงใย เจ้านักหนา
เจ้าดวงใจ ป่วยไข้ ใครเยียวยา
รู้ไหมว่า ใครรักเจ้า เท่าดวงใจ
เป็นบทที่เขียนขึ้นมาเอง ส่งไปรณีย์บัตรเพื่อให้ลูก
ในวันพ่อ จากที่ลูกส่งไปรษณีย์บัตรมาหาพ่อ
อาจจะเกิดจากที่ลูก ถูกโรงเรียนบังคับ หรือ กำหนด
แต่พ่อก็ชื่นใจ แม้ลูกจะเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็ก
พ่อชื่นใจ จนได้แต่งกลอนเล็กๆให้ลูกได้จดจำ
จนถึงวันนี้ มีเวลา พ่อก็จะส่งไปรณีย์บัตร ให้ลูกเสมอ
เนื้อหา ก็เป็นการสอนเรื่องของวิถีชีวิต
เผื่อว่า จะเข้าใจได้ จากการที่พ่อสอน
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
พลังงาน หรือ ขยะ เลือกเอานะลูก
เสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2010 : สองพ่อลูก นั่งกินข้าวเที่ยง ยามบ่ายๆ ของร้านเดิมๆ - ของบล
อาหารที่สั่ง ก็แบบเดิมๆ ที่เราสองคนเคยกินด้วยกัน ข้าวหมูทอด ไม่ใส่กระเทียม กับ ข้าวผัดอเมริกัน
ระหว่างกินข้าวก็เป็นปกติของพ่อลูก ที่จะต้องอ่านหนังสือ ระหว่างรอข้าว ลามไปจนถึงขณะที่กินข้าว
ปกติ ทุกครั้งที่กินอาหารร่วมกัน ก็จะสอนลูกเสมอว่า ควรกินอาหารให้หมด
ยกเว้นผักบางอย่างจริงๆ ที่ไม่สามารถกินได้ เพราะไม่ชอบจริงๆ
พ่อจะกินเป็นแบบอย่างให้ลูกดูเสมอๆ ว่าควรกินข้าวให้หมด-โดยเฉพาะข้าว
วันนี้ลูกทำท่าเหมือนจะไม่หมดจริงๆ
คือหมดแต่ไม่เกลี้ยง ก็เลย นึกมุขขึ้นมา ประสาพ่อลูก
"กินให้หมดซีลูก เสียดายของ"
ลูกทำท่าอิดออด "นิดเดียวเองนะพ่อ"
ก็เลยบอกลูกไปว่า "เหลือไว้ ก็เป็นขยะนะ แต่ถ้าลูกกินเข้าไป มันจะเป็นพลังงานให้ลูกนะ"
เออ...ไ่ม่รู้คิดแว๊ปเข้ามาได้ยังไง
นั่นซินะ เหลือไว้ กลายเป็นขยะ สร้างภาระให้กับโลก
ไอ้กระแสนิยมใส่เสื้อ Save The World มาแรงซะด้วย
ไม่รู้ มันมีกระแสมาจากไหน...สงสัยจะตามกระแสไม่ทันจริงๆ
อาหารที่สั่ง ก็แบบเดิมๆ ที่เราสองคนเคยกินด้วยกัน ข้าวหมูทอด ไม่ใส่กระเทียม กับ ข้าวผัดอเมริกัน
ระหว่างกินข้าวก็เป็นปกติของพ่อลูก ที่จะต้องอ่านหนังสือ ระหว่างรอข้าว ลามไปจนถึงขณะที่กินข้าว
ปกติ ทุกครั้งที่กินอาหารร่วมกัน ก็จะสอนลูกเสมอว่า ควรกินอาหารให้หมด
ยกเว้นผักบางอย่างจริงๆ ที่ไม่สามารถกินได้ เพราะไม่ชอบจริงๆ
วันนี้ลูกทำท่าเหมือนจะไม่หมดจริงๆ
คือหมดแต่ไม่เกลี้ยง ก็เลย นึกมุขขึ้นมา ประสาพ่อลูก
"กินให้หมดซีลูก เสียดายของ"
ลูกทำท่าอิดออด "นิดเดียวเองนะพ่อ"
ก็เลยบอกลูกไปว่า "เหลือไว้ ก็เป็นขยะนะ แต่ถ้าลูกกินเข้าไป มันจะเป็นพลังงานให้ลูกนะ"
เออ...ไ่ม่รู้คิดแว๊ปเข้ามาได้ยังไง
นั่นซินะ เหลือไว้ กลายเป็นขยะ สร้างภาระให้กับโลก
ไอ้กระแสนิยมใส่เสื้อ Save The World มาแรงซะด้วย
ไม่รู้ มันมีกระแสมาจากไหน...สงสัยจะตามกระแสไม่ทันจริงๆ
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ช่วงชีวิตที่ตกหล่น(ไม่ได้ตกต่ำ) - บนภูทับเบิก
29 ธันวาคม 2009 (ติดเขียนแบบ คศ.จริงๆ ถ้ารับไม่ได้ ให้ข้ามไป)
กลับบ้าน นครสวรรค์ ด้วยความที่นัดเพื่อนๆ ไว้ จะไปเที่ยวภูทับเบิก เพชรบูรณ์
นัดล่วงหน้ากันเกือบปี
บ่ายๆ ออกเดินทาง จากกทม. กะว่าจะไปเจอเพื่อนเช้า 30 ธันวาคม 2009
พอมาถึงบ้าน นครสวรรค์ นั่งตูดไม่ทันอุ่น มันโทรมาแล้วครับ
มัน คือ ไอ้อู๊ด ต้นตอ โปรเจคนี้
"กูออกจากสุโขทัยมาแล้วว่ะ ตอนนี้ กูกะลังจะถึงพิด'โลก....กูเหงา กูไม่มีเพื่อนนอน"
"มึงอยู่ไหน...มาเจอกูที่พิด'โลก ได้ไหมวะ"
อ้าว...เอาแล้วไง เพิ่งนั่งที่บ้าน ก็เลยรีบ ตาลี ตาเหลือก
"เออ...เดี๋ยวกูไป" ตอบเหมือนทุกครั้งที่มีเวลาให้เพื่อน
จัดแจงเตรียมของเพื่อที่จะยาวไปทับเบิกเลย
เอ๊า....ไปต่อดิ ขับรถต่อไปอีก ราว 2 ชั่วโมง
นัดแนะเพื่อนอู๊ด เจอกัน ปตท. ก่อนถึงเมืองพิษณุโลก
ว่าแล้วก็ไปหาที่พัก โดยผมโทรถามญาติๆ ที่อยู่ที่นั่น
ญาติที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต
ญาติที่ผมคิด และพยายามอยากจะเจอ
ญาติที่คอยหลบเลี่ยงผมมากกว่า 2 ครั้ง
ได้ที่พักครับ BP (ชื่อเหมือนน้ำมันเครื่อง) ราคาไม่แพง 300-400 บาท/คืน
ว่าแล้ว จัดแจงเก็บของ แล้วไปหาของกิน
โดยผมหวังว่า จะได้เจอญาติ ที่ไม่เคยเจอกัน หวังตลอดเวลาที่อยู่ พื้นที่นี้
กลางคืน คงไม่ต้องอธิบาย ว่า ผมกับเพื่อนทำอะไรกัน....
แม่งกรนโคตรดัง....ผมว่าผมแน่แล้วนะ...มันยิ่งกว่าผมอีก
ผมนอนไม่หลับ คิดถึงญาติ คิดอะไรหลายๆอย่าง หรือ ไม่หลับเพราะเสียงกรนกันแน่
ผมคนเดียวที่ตอบได้
เช้าวันรุ่งขึ้น นัดแนะเพื่อนอีกคนมาเจอกัน ตามกำหนดเวลา ที่นัดล่วงหน้าเกือบปี
หาไรกินกัน แล้วเดินทาง โดยมี GPS ที่ผมเพิ่งเคยเล่นจากที่ลูกชายสอนมาไม่กี่วัน
( GPS ที่ยืมมาจากพี่ชายซะอีกด้วย)
ขับรถตามทางมาเรื่อยๆ พอถึงแยกที่จะขึ้นทับเบิก
ก็แวะเติมพลังด้วย ขนมจีนหล่มสัก OTOP ที่พยายามโปรโมท ในท้องที่
ขึ้นทับเบิกครับ ทางบางช่วงก็ยังทำอยู่ ไม่เหมาะสำหรับรถเก๋ง หรือ รถโหลด
แต่ก็มีขึ้นไปครับ ยิ่งเทศกาลแบบนี้ด้วย ช่วยทำให้รถติดกันดีจัง
รถติดกันบนเขา ไม่สนุกหรอก
จะเห็นว่าบางช่วง ไม่มีแผงกั้นข้างถนน
นี่ยังไม่นับถนนลูกรัง ที่เสียหาย
เป็นหลุมเป็นบ่อ ให้รถเตี้ยๆ หยอดเล่น
พอเริ่มขึ้นเขา ทางเริ่มชันขึ้น
ระหว่างทาง ก็ ใช้วิทยุสื่อสาร บอกเพื่อน
"เฮ๊ย...ถูกใจว่ะ ทางแบบนี้ กูชอบ"
ผมพูดถึงถนนขึ้นเขาที่เป็นโค้งหักศอก พับไปมา
ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนทริป 1 อาทิตย์ ที่แม่ฮ่องสอน..หมดตูดถึงกลับ.
ขึ้นมาถึง ก็ตามที่คาดครับ รถจอดกันเต็ม แออัดใช้ได้เลย
รถเพื่อนอู๊ด เข้าในเลยครับ ขวางชาวบ้านไว้
รถผม D-Max Club 4175 จอดต่อกลาง
ส่วนรถเพื่อนอีกคันก็ปิดท้ายขบวนรถ ที่ขวางชาวบ้าน
ทำให้เราต้องหาที่กางเต๊นท์ใกล้รถไว้ เผื่อใครมีธุระ ก็จะได้เอารถออกให้ได้
เพื่อนอู๊ด มาคนเดียว เต๊นท์ขนาดกำลังดี
เพื่อนพงษ์ มากัน 3 คนพ่อแม่ลูก เต๊นท์มันนิดเดียวเอง
มีผมคนเดียว ที่ขนาดกว้างขวาง โอ่อ่า แต่นอนคนเดียว (จริงๆแล้วเตรียมเผื่อไว้เฉยๆ)
ก็ชวนเพื่อนพงษ์มานอนด้วย มันก็เออออห่อหมก

เส้นทางที่ขึ้นมา คดเคี๊ยว เลี้ยวลด ได้ โดนใจจริงๆ
ชอบ...ชอบ...แบบนี้
ขับรถสนุกดี มีอะไรให้ดูระหว่างทาง
หมอกมีตลอด ตั้งแต่เย็นเลย
ผม กับเพื่อนๆ นั่งจิบเบียร์
เมียเพื่อนทำอาหาร
แหม..สำราญใจจริง
กินไปหนาวไป ด้วยความที่รีบมา
ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไว้
มีเสื้อในรถเท่าไร เอามาใช้หมด
ไฟส่องถนน ช่วงกลางคืน มีเป็นช่วงๆเท่านั้น

เช้ารุ่งขึ้น เราตื่นกันแต่เช้าครับ
เป็นปกติของการไปเที่ยว
ต้องแหกขี้ตามาดู พระอาทิตย์
หมอกลงจัดมาก ขนาดลมแรงๆ
หมอกยังมีตลอดเวลา

นายแบบ ที่หนีลูก หนีเมียมาคนเดียว
ต่างจากผม ที่มีคนหนีผม....555

ต้องมีผักแบบนี้ ครับ ถึงจะเรียก ทับเบิก
กลับบ้าน นครสวรรค์ ด้วยความที่นัดเพื่อนๆ ไว้ จะไปเที่ยวภูทับเบิก เพชรบูรณ์
นัดล่วงหน้ากันเกือบปี
บ่ายๆ ออกเดินทาง จากกทม. กะว่าจะไปเจอเพื่อนเช้า 30 ธันวาคม 2009
พอมาถึงบ้าน นครสวรรค์ นั่งตูดไม่ทันอุ่น มันโทรมาแล้วครับ
มัน คือ ไอ้อู๊ด ต้นตอ โปรเจคนี้
"กูออกจากสุโขทัยมาแล้วว่ะ ตอนนี้ กูกะลังจะถึงพิด'โลก....กูเหงา กูไม่มีเพื่อนนอน"
"มึงอยู่ไหน...มาเจอกูที่พิด'โลก ได้ไหมวะ"
อ้าว...เอาแล้วไง เพิ่งนั่งที่บ้าน ก็เลยรีบ ตาลี ตาเหลือก
"เออ...เดี๋ยวกูไป" ตอบเหมือนทุกครั้งที่มีเวลาให้เพื่อน
จัดแจงเตรียมของเพื่อที่จะยาวไปทับเบิกเลย
เอ๊า....ไปต่อดิ ขับรถต่อไปอีก ราว 2 ชั่วโมง
นัดแนะเพื่อนอู๊ด เจอกัน ปตท. ก่อนถึงเมืองพิษณุโลก
ว่าแล้วก็ไปหาที่พัก โดยผมโทรถามญาติๆ ที่อยู่ที่นั่น
ญาติที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต
ญาติที่ผมคิด และพยายามอยากจะเจอ
ญาติที่คอยหลบเลี่ยงผมมากกว่า 2 ครั้ง
ได้ที่พักครับ BP (ชื่อเหมือนน้ำมันเครื่อง) ราคาไม่แพง 300-400 บาท/คืน
ว่าแล้ว จัดแจงเก็บของ แล้วไปหาของกิน
โดยผมหวังว่า จะได้เจอญาติ ที่ไม่เคยเจอกัน หวังตลอดเวลาที่อยู่ พื้นที่นี้
กลางคืน คงไม่ต้องอธิบาย ว่า ผมกับเพื่อนทำอะไรกัน....
แม่งกรนโคตรดัง....ผมว่าผมแน่แล้วนะ...มันยิ่งกว่าผมอีก
ผมนอนไม่หลับ คิดถึงญาติ คิดอะไรหลายๆอย่าง หรือ ไม่หลับเพราะเสียงกรนกันแน่
ผมคนเดียวที่ตอบได้
เช้าวันรุ่งขึ้น นัดแนะเพื่อนอีกคนมาเจอกัน ตามกำหนดเวลา ที่นัดล่วงหน้าเกือบปี
หาไรกินกัน แล้วเดินทาง โดยมี GPS ที่ผมเพิ่งเคยเล่นจากที่ลูกชายสอนมาไม่กี่วัน
( GPS ที่ยืมมาจากพี่ชายซะอีกด้วย)
ขับรถตามทางมาเรื่อยๆ พอถึงแยกที่จะขึ้นทับเบิก
ก็แวะเติมพลังด้วย ขนมจีนหล่มสัก OTOP ที่พยายามโปรโมท ในท้องที่
แต่ก็มีขึ้นไปครับ ยิ่งเทศกาลแบบนี้ด้วย ช่วยทำให้รถติดกันดีจัง
รถติดกันบนเขา ไม่สนุกหรอก
จะเห็นว่าบางช่วง ไม่มีแผงกั้นข้างถนน
นี่ยังไม่นับถนนลูกรัง ที่เสียหาย
เป็นหลุมเป็นบ่อ ให้รถเตี้ยๆ หยอดเล่น
พอเริ่มขึ้นเขา ทางเริ่มชันขึ้น
ระหว่างทาง ก็ ใช้วิทยุสื่อสาร บอกเพื่อน
"เฮ๊ย...ถูกใจว่ะ ทางแบบนี้ กูชอบ"
ผมพูดถึงถนนขึ้นเขาที่เป็นโค้งหักศอก พับไปมา
ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนทริป 1 อาทิตย์ ที่แม่ฮ่องสอน..หมดตูดถึงกลับ.
รถเพื่อนอู๊ด เข้าในเลยครับ ขวางชาวบ้านไว้
รถผม D-Max Club 4175 จอดต่อกลาง
ส่วนรถเพื่อนอีกคันก็ปิดท้ายขบวนรถ ที่ขวางชาวบ้าน
ทำให้เราต้องหาที่กางเต๊นท์ใกล้รถไว้ เผื่อใครมีธุระ ก็จะได้เอารถออกให้ได้
เพื่อนอู๊ด มาคนเดียว เต๊นท์ขนาดกำลังดี
เพื่อนพงษ์ มากัน 3 คนพ่อแม่ลูก เต๊นท์มันนิดเดียวเอง
มีผมคนเดียว ที่ขนาดกว้างขวาง โอ่อ่า แต่นอนคนเดียว (จริงๆแล้วเตรียมเผื่อไว้เฉยๆ)
ก็ชวนเพื่อนพงษ์มานอนด้วย มันก็เออออห่อหมก
เส้นทางที่ขึ้นมา คดเคี๊ยว เลี้ยวลด ได้ โดนใจจริงๆ
ชอบ...ชอบ...แบบนี้
ขับรถสนุกดี มีอะไรให้ดูระหว่างทาง
หมอกมีตลอด ตั้งแต่เย็นเลย
ผม กับเพื่อนๆ นั่งจิบเบียร์
เมียเพื่อนทำอาหาร
แหม..สำราญใจจริง
กินไปหนาวไป ด้วยความที่รีบมา
ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไว้
มีเสื้อในรถเท่าไร เอามาใช้หมด
ไฟส่องถนน ช่วงกลางคืน มีเป็นช่วงๆเท่านั้น
เช้ารุ่งขึ้น เราตื่นกันแต่เช้าครับ
เป็นปกติของการไปเที่ยว
ต้องแหกขี้ตามาดู พระอาทิตย์
หมอกลงจัดมาก ขนาดลมแรงๆ
หมอกยังมีตลอดเวลา
นายแบบ ที่หนีลูก หนีเมียมาคนเดียว
ต่างจากผม ที่มีคนหนีผม....555
ต้องมีผักแบบนี้ ครับ ถึงจะเรียก ทับเบิก
นายแบบ นางแบบ ยืนหนาว เกาะกิ่งมะนาวนอนนิ่ง
31 ธันวาคม 2009 เดินทางกลับ
เจอสมาชิก D-Max Club ทักทางด้วย แต่ไม่ทันได้ทักทายกลับ พอดีไม่รู้จริงๆ
มารู้ว่าใช่ ก็จากกระจกมองหลังน่านแหละ
ปีหน้า ก็คงหาที่กันใหม่
ผมคนนึงละ ไม่ชอบเลย เที่ยวตอนเทศกาลเนี่ย
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เพลงเอาให้ตาย – Ebola อีโบล่า
เพลงเอาให้ตาย – Ebola อีโบล่า
เกิดเป็นคน มันจำเป็นต้องอดทนกันไปอีกสักแค่ไหน
จะกี่คน มันก็เอาแต่รุมแต่ยำทำกันจนช้ำปางตาย
ทำดีไม่ได้ดีก็หนักหนา ล้าเกินทน
ทำไมยังเหยียบซ้ำ คอยทำร้าย จนปี้ป่น
รังแกกันอย่างนั้นสนุกนัก หรือไงคน
มันเกินจะอดทน คนพันธุ์นี้
จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มา..เข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เอาอีกครั้ง เอาอีกที เอาให้ตาย
ก็ลองดู มีปัญญาก็เอาเลยเชิญเลยจะสักแค่ไหน
เกิดเป็นคน มีทางเดียวก็คือต้องชนมันไปจนถึงที่หมาย
ทำดีไม่ได้ดีก็หนักหนา ล้าเกินทน
ทำไมยังเหยียบซ้ำ คอยทำร้าย จนปี้ป่น
รังแกกันอย่างนั้นสนุกนัก หรือไงคน
มันเกินจะอดทน คนพันธุ์นี้
จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เหยียบอีกครั้ง ย่ำอีกที
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เหยียบอีกครั้ง ย่ำอีกที
จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เอาอีกครั้ง เอาอีกที เอาให้ตาย
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เอาอีกครั้ง เอาอีกที เอาให้ตาย
wanna fight wanna fuck me?
Gonna fight gonna fuck u!
Nothing there gonna crush me!
Wanna try wanna die!
Gonna fight gonna fuck u!
Nothing there gonna crush me!
Wanna try wanna die!
ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองสิ ถ้าคิดว่ามันง่ายก็เอาดิ
ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองสิ ถ้าคิดว่ามันง่ายก็เอาดิ
ถ้าคิดว่ามึงแน่ก็มานี่ ถ้าคิดว่ามึงแน่เข้ามาดิ
ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองสิ ถ้าคิดว่ามันง่ายก็เอาดิ
ถ้าคิดว่ามึงแน่ก็มานี่ ถ้าคิดว่ามึงแน่เข้ามาดิ
จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เหยียบอีกครั้ง ย้ำอีกที
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
มาเข้ามา ถ้าคิดว่าแน่ก็เชิญ
เหยียบอีกครั้ง ย้ำอีกที
จะเอากันให้ตาย ตรงนี้หรือยังไง
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายกันจริง
มาเข้ามา ถ้าคิดว่ามึงแน่จิง
จะอีกครั้ง จะกี่ที ก็ไม่ตาย..
เอาเข้าไป ช่างโหดร้ายกันจริง
มาเข้ามา ถ้าคิดว่ามึงแน่จิง
จะอีกครั้ง จะกี่ที ก็ไม่ตาย..
มันหยด เพลงนี้ ชุดนี้ของ EBOLA
ถือว่าเป็นชุดที่ทำงานเพลงออกมาได้ ละเอียดลออจริงๆ
มีลูกเล่นในท่อน Rip แฝงอยู่
เพลงนี้ แค่ Intro ก็โดนใจจนผมเอามาทำ Ringtone โทรศัพท์ผมเลยละ
โดน...โดน...โดน...ใจจริงๆเลย ไอ้น้อง
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
อินเดียใต้ต้นไม้ - สอนศิลปะให้เด็ก
เนื้อหาบางส่วน ได้มาจากการอ่านหนังสือ "อินเดียใต้ต้นไม้"
ได้อ่านเจอวิธีการสอนศิลปะ ในตอนที่ชื่อว่า "ห้องเรียนศิลปะ ของลูกถีบสามล้อ"
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ('ศรา ดีดี้) ได้เตรียมเรื่อง ใบไม้ ดอกไม้ มาสอนเด็กๆ
ให้เด็กๆ ชมสวนดอกไม้ แล้วโจทย์แรกให้ลองวาดใบไม้
เด็กๆก็จะวาดคล้ายๆกัน น่าจะเหมือนที่เราๆเคยวาดใบไม้ตอนเด็กๆน่ะแหละ
รอบสอง วาดใหม่ 'ศรา ดีดี้ ขอให้วาดใบเดียว จากที่ชอบจริงๆ
เป็นวิธีการสอนที่ดีเลยละ สอนให้เด็กใช้จินตนาการ
เรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ก้าวกระโดด
เมื่อถึงจังหวะที่ต้องละเอียดละออกับชีวิต ก็จะมอง และใส่ใจกับชีวิต
ได้อ่านเจอวิธีการสอนศิลปะ ในตอนที่ชื่อว่า "ห้องเรียนศิลปะ ของลูกถีบสามล้อ"
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ('ศรา ดีดี้) ได้เตรียมเรื่อง ใบไม้ ดอกไม้ มาสอนเด็กๆ
ให้เด็กๆ ชมสวนดอกไม้ แล้วโจทย์แรกให้ลองวาดใบไม้
เด็กๆก็จะวาดคล้ายๆกัน น่าจะเหมือนที่เราๆเคยวาดใบไม้ตอนเด็กๆน่ะแหละ
รอบสอง วาดใหม่ 'ศรา ดีดี้ ขอให้วาดใบเดียว จากที่ชอบจริงๆ
"ใช้ดวงตาเลือก ใช้มือประสานดวงตา วาดจากของจริง"
"ลองดูซิ! มีรอยแมลงแทะไหม เส้นเป็นยังไง ดูดีๆ มีเส้นเล็กเส้นน้อยกระจายไำปทั่วใบหรือเปล่า? เส้นรอบวงมีโค้ง มีหยัก หงิกงอไหม?"
จากนั้น เปลี่ยนจากใบไม้ เป็นดอกไม้ ใส่สีเพิ่มเติมเข้าไปเป็นวิธีการสอนที่ดีเลยละ สอนให้เด็กใช้จินตนาการ
เรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ก้าวกระโดด
เมื่อถึงจังหวะที่ต้องละเอียดละออกับชีวิต ก็จะมอง และใส่ใจกับชีวิต
อินเดียใต้ต้นไม้ - ตาบอดคลำช้าง
ได้อ่านหนังสือ "อินเดียใต้ต้นไม้" มีเรื่องราวที่อ้างอิง เกี่ยวกับตาบอดคลำช้าง
นิทานไทย : จะพูดถึงเรื่องของ คนตาบอดแต่ละคน ที่ไปลูบคลำช้าง
แต่ละคน ก็สัมผัสคนละส่วนกัน
บางคนจับถูกงวง : ช้างเป็นตัวกลวงๆ มีรู
บางคนจับถูกหู : ช้างตัวเป็นแผ่นๆ
บางคนจับถูกหาง : ช้างเป็นตัวเหมือนงู
บางคนจับถูกขา : ช้างเป็นตอๆ
นิทานไทย สอนว่า แต่ละคน มีมุมมองที่แตกต่าง เพราะพื้นฐานการรับรู้
การได้สัมผัส หรือ พูดง่ายๆ คือ ประสพการณ์ชีวิต ของตัว เป็นเหมือนตัวช่วยบอก
ว่า ใคร มองอะไร เป็นอย่างๆไร
นิทานอินเดีย : ก็จะพูดถึงเรื่องของ คนตาบอดแต่ละคน ที่ไปลูบคลำช้าง
แต่ละคน ก็สัมผัสคนละส่วนกัน
แต่นิทานอินเดีย จะสรุปว่า หลายคนมาช่วยเหลือกัน
บอกอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่แต่ละคนเจอมา
ก็จะประกอบเป็นรูปร่างที่ถูกต้องได้
ก็เป็นอีกเรื่องที่ มมมองของนิทาน ต่างสอนเราคนละแบบกัน
เป็นเรื่องน่าคิดจริงๆ
อยู่ที่ใคร - ประภาส ชลศรานนท์
เด็กเล็กเล็ก มดกัดเป็นรอย
เด็กตัวน้อย ร้องไห้งอแง
ไม่เคยพบ กัดเจ็บแท้แท้
เกิดเป็นแผล เป็นตุ่มเป็นตา
หากเจ้ามด ไปกัดคนโต
กัดจนโย้ ตัวงอเหยียดขา
ถูกปัดทิ้ง เขาคันขึ้นมา
นี่แหละหนา มันอยู่ที่ใคร
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนเห็น
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนได้ยิน
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนตัดสิน
อยู่ที่ใคร ขึ้นว่าอยู่ที่ใคร
ตาบอดห้าคน ไปจับคลำช้าง
จับโดนหาง ช้างเป็นเหมือนงู
จับถูกงวง ช้างกลวงเป็นรู
จับถูกหู ช้างเป็นแผ่นห่อ
อีกคนหนึ่งคน ไปจับที่ขา
ก็กลับบอกว่า ช้างต้นเป็นตอ
จับถูกงา ช้างแท่งงองอ
นี่แหละหนอ มันอยู่ที่ใคร
กล่องสีขาว ตั้งกลางถนน
เรียกผู้คน ให้มุงเข้ามา
เด็กมองเห็น เป็นกล่องตุ๊กตา
ส่วนแม่ค้า ตีเป็นศูนย์สี่
ตำรวจทหาร เดินผ่านมาเห็น
ก็บอกว่าเป็น ระเบิดทันที
ส่วนคนขายขวด เขาไม่รอรี
ไอ้กล่องอย่างนี้ .... กิโลละบาทเดียว
นิทานไทย : จะพูดถึงเรื่องของ คนตาบอดแต่ละคน ที่ไปลูบคลำช้าง
แต่ละคน ก็สัมผัสคนละส่วนกัน
บางคนจับถูกงวง : ช้างเป็นตัวกลวงๆ มีรู
บางคนจับถูกหู : ช้างตัวเป็นแผ่นๆ
บางคนจับถูกหาง : ช้างเป็นตัวเหมือนงู
บางคนจับถูกขา : ช้างเป็นตอๆ
นิทานไทย สอนว่า แต่ละคน มีมุมมองที่แตกต่าง เพราะพื้นฐานการรับรู้
การได้สัมผัส หรือ พูดง่ายๆ คือ ประสพการณ์ชีวิต ของตัว เป็นเหมือนตัวช่วยบอก
ว่า ใคร มองอะไร เป็นอย่างๆไร
นิทานอินเดีย : ก็จะพูดถึงเรื่องของ คนตาบอดแต่ละคน ที่ไปลูบคลำช้าง
แต่ละคน ก็สัมผัสคนละส่วนกัน
แต่นิทานอินเดีย จะสรุปว่า หลายคนมาช่วยเหลือกัน
บอกอธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่แต่ละคนเจอมา
ก็จะประกอบเป็นรูปร่างที่ถูกต้องได้
ก็เป็นอีกเรื่องที่ มมมองของนิทาน ต่างสอนเราคนละแบบกัน
เป็นเรื่องน่าคิดจริงๆ
อยู่ที่ใคร - ประภาส ชลศรานนท์
เด็กเล็กเล็ก มดกัดเป็นรอย
เด็กตัวน้อย ร้องไห้งอแง
ไม่เคยพบ กัดเจ็บแท้แท้
เกิดเป็นแผล เป็นตุ่มเป็นตา
หากเจ้ามด ไปกัดคนโต
กัดจนโย้ ตัวงอเหยียดขา
ถูกปัดทิ้ง เขาคันขึ้นมา
นี่แหละหนา มันอยู่ที่ใคร
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนเห็น
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนได้ยิน
อยู่ที่ใคร ใครเป็นคนตัดสิน
อยู่ที่ใคร ขึ้นว่าอยู่ที่ใคร
ตาบอดห้าคน ไปจับคลำช้าง
จับโดนหาง ช้างเป็นเหมือนงู
จับถูกงวง ช้างกลวงเป็นรู
จับถูกหู ช้างเป็นแผ่นห่อ
อีกคนหนึ่งคน ไปจับที่ขา
ก็กลับบอกว่า ช้างต้นเป็นตอ
จับถูกงา ช้างแท่งงองอ
นี่แหละหนอ มันอยู่ที่ใคร
กล่องสีขาว ตั้งกลางถนน
เรียกผู้คน ให้มุงเข้ามา
เด็กมองเห็น เป็นกล่องตุ๊กตา
ส่วนแม่ค้า ตีเป็นศูนย์สี่
ตำรวจทหาร เดินผ่านมาเห็น
ก็บอกว่าเป็น ระเบิดทันที
ส่วนคนขายขวด เขาไม่รอรี
ไอ้กล่องอย่างนี้ .... กิโลละบาทเดียว
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
Valentine's Day's Doom
Valentine's Day's Doom
สักพักก็มีไิ้อ้หนุ่มหน้ามล เดินออกจากคาเฟ่ มาซื้อดอกไม้อีก
สืบเนื่องมาจากเมื่อสักหลายปีก่อน มี Valentine ที่สนุกแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน
เริ่มเรื่องจากการที่เพื่อนสองคน มีเพื่อนพงษ์ เพื่อนอุ้ม ว่างงานจัด มาหาที่บ้านในวัน Valentine
ด้วยความที่แถวบ้านผม (หน้าบ้านเลยละ) ขายดอกไม้ทุกวัน
วัน Valentine นี้ ก็เช่นกัน เขาก็ขายปกติ แต่ราคา นี่ละ ที่แพงกว่าปกติ เหมือนทุกๆที่
ก็ต้นทุนจากปากคลองฯ มันแพงขึ้นเหมือนกันนี่
ปูพื้นฐานมาพอสมควรละ ....เข้าเรื่อง
เริ่มเรื่องจากการที่เพื่อนสองคน มีเพื่อนพงษ์ เพื่อนอุ้ม ว่างงานจัด มาหาที่บ้านในวัน Valentine
ด้วยความที่แถวบ้านผม (หน้าบ้านเลยละ) ขายดอกไม้ทุกวัน
วัน Valentine นี้ ก็เช่นกัน เขาก็ขายปกติ แต่ราคา นี่ละ ที่แพงกว่าปกติ เหมือนทุกๆที่
ก็ต้นทุนจากปากคลองฯ มันแพงขึ้นเหมือนกันนี่
ปูพื้นฐานมาพอสมควรละ ....เข้าเรื่อง
ตกเย็น เพื่อนทั้งสองก็มาหา ตามที่ไม่ได้นัดกันล่วงหน้า
บ้านเราก็เหมือนบ้านมัน บ้านมันก็เหมือนบ้านเรา
หิ้วเบียร์มา ตามประสา คนคุ้นคอกัน
นั่งจิบกันในบ้าน ก็คุยกันไปมา จนค่ำราว 3 ทุ่ม คุยกันลากไปถึงเรื่องดอกไม้
ก็มองเห็นร้านดอกไม้ มีดอกไม้เหลืออยู่เยอะเหมือนกัน
ส่วนที่เหลือ เป็นดอกกุหลาบแดง ที่เป็นแบบดอกเดี่ยวๆ พร้อมก้านและโฟมห่อดอกไม้
ไอเดียบรรเจิดครับ สำหรับคนอย่างผม
"เฮ๊ย....ไปขายดอกไม้กะกูไหม"
เพื่อนๆ งง อารมณ์ไหนวะเนี่ย คนที่ไม่ค่อยอะไรกะดอกไม้เท่าไร อย่างผม
"กูมีไอเดีย...555"
เพื่อนๆ โอเค (สงสัยกะลัง ตึงๆ ได้ที่)
ก็เลยเดินไปบอกพี่ร้านดอกไม้ เขาบอก กำลังจะเก็บกลับบ้านแล้ว
ก็เลย บอกว่าจะขายให้ พรุ่งนี้เอาเงินให้
พี่เขาคิดดอกละ 10 บาท
โอเค...เบตง... เดินทาง
จุดแรกครับ ร้านเหล้าใหญ่ๆ แถวบ้าน มีเยอะนี่ จอดรถก่อนถึงหน้าร้านเล็กน้อย
ไม่ให้น่าเกลียด และไม่โดนเด็กร้านกระทืบ........
สิบนาที "ไม่เวิร์คว่ะ....แม่ง คนไม่เข้าร้านเหล้ากันตอนสาม สี่ทุ่มหรือไงวะเนี่ย"
เปลี่ยนๆๆๆ.......
คาเฟ่ครับ สิ่งที่อยู่ในหัวผม มีแค่สองแบบนี้แหละ
จังหวะที่จะขายดอกไม้นี่.....
ว่าแล้วก็เดินทางต่อครับ คาเฟ่แถวๆ รามอินทรา
"ถ้าไม่เวิร์ค...กูโดนเพื่อเยาะเย้ยแน่เลย" อันนี้ คิดในใจ
ไปถึง...เอาละซี ไม่มีที่จอดรถอีก กรูจะขายยังไงหว่าเนี่ย
เอาวะ..นำทีมมาแล้วนี่
หาที่จอดรถ เดินหิ้วถังดอกไม้ไปที่ป้ายรถเมล์ ใกล้ๆคาเฟ่
ตั้งใจว่าจะไปตั้งตัว..บอกตรงๆครับ
อายมากๆ...สำหรับคนที่ไม่เคยใส่ใจกับดอกไม้
อายมากๆ...เพราะมันคือวัน Valentine
อายมากๆ...ผมไม่ชอบขายของเลย
มาถึงป้ายรถเมล์...คนมองหน้าผมกันแบบแปลกๆ
ด้วยความที่ หลวมตัวแล้วนี่นา
"ดอกไม้ไหมครับ...ดอกละ 20 บาทครับ"
เขาซื้อกันว่ะ...เฮ๊ย....เป็นไปได้
ไอ้ที่ไม่คิด กลับมาซื้อกัน
เพื่อนมันเห็นเช่นนั้น (หรือเมาก็ไม่รู้)
"กูจะเอาไปขายในคาเฟ่เอง" น่าน.....เหี้ยมเกรียมจริงๆ เพื่อนกรู
มันหอบไป หอบนึง เดินไปขายในคาเฟ่...ดอกละ 50 บาทนะเว๊ย
มันตกลงกะผม...โอเค...เบตง...
สักพัก..มันกลับมาพร้อมดอกไม้ที่เหลืออยู่นิดหน่อย
"น้องเขาบอกว่า ดอกมันเหี่ยว ... กูจะเปลี่ยนเอาดอกใหม่ให้เขา"
เข้าท่าดีนี่หว่า....เรามาถูกทางแล้ว...555
สักพักก็เกือบหมด ที่ขายในคาเฟ่ได้
เพราะน้องๆ ในนั้น เขาอ้อนลูกค้าให้ซื้อดอกไม้ให้...อันนี้จริง
เพราะน้องเขาอยากได้ หรือหลงเสน่ห์เพื่อนผมก็ไม่รู้...อันนี้อำ
แล้วก็...นั่งจิบเบียร์พักเหนื่อยที่ป้ายรถเมล์
สักพักก็มีไิ้อ้หนุ่มหน้ามล เดินออกจากคาเฟ่ มาซื้อดอกไม้อีก
แหม...ผู้หญิง นี่ทำให้โลกสวยงามจริงๆ
เที่ยงคืนนิดๆแล้ว ... เดินทางกลับดีกว่า
พ้น Valentine แล้วนี่
กลับบ้าน พร้อมดอกไม้เหี่ยวๆ ที่เหลือนิดหน่อย
Valentine ทุกปี ก็ยังจำภาพเหล่านี้ได้เสมอ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








